ผลงานวิจัยปี 2536 - 2540

 

 

ชื่อเรื่อง การวิจัยติดตามผลการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนโครงการปฏิรูปการศึกษา

สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ

ชื่อผู้วิจัย นางวันทนา เมืองจันทร์

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2539

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อ (1) ศึกษาผลการนำความรู้ ทักษะ เจตคติ    จากการประชุมปฏิบัติการฝึกอบรมที่ผู้บริหารโรงเรียน         โครงการปฏิรูปการศึกษานำไปใช้ในการบริหารงานโรงเรียน    (2) เพื่อเปรียบเทียบผลการบริหารโรงเรียน  โครงการปฏิรูปการศึกษาก่อนและหลังการประชุมปฏิบัติการที่มีระดับปฏิบัติสูงสุดและต่ำสุด (3) เพื่อเปรียบเทียบผลการบริหารโรงเรียน       โครงการปฏิรูปการศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหาร อาจารย์ จำแนกตามตัวแปร     ได้แก่ เพศ, อายุ, วุฒิการศึกษา, ตำแหน่ง, ประสบการณ์ในการทำงาน, ขนาดของโรงเรียน,    ที่ตั้งของโรงเรียน และประเภทของโรงเรียน     (4) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการบริหารโรงเรียน โครงการปฏิรูปการศึกษา

                   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาที่ผู้บริหารโรงเรียน  ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ         ให้เข้ามาประชุมปฏิบัติการฝึกอบรมผู้บริหารโรงเรียน  โครงการปฏิรูปการศึกษา ณ สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา          หน่วยที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ผู้บริหาร อาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนโครงการปฏิรูปการศึกษา   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการสังเกต

                  ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS-X (Statistical Package for the social Science) คำนวณหาค่าเฉลี่ย (X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และคำนวณเปรียบเทียบความคิดเห็นตามตัวแปรด้วยค่า T-test และค่า F-test   คือค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Varience) และวิเคราะห์เนื้อหาของแบบสัมภาษณ์     โดยการสรุปใจความสำคัญและการแจกแจงความถี่ของคำตอบที่ซ้ำกัน      ผลการวิจัยปรากฏว่า (1) การบริหารงานโรงเรียนหลังการประชุมปฏิบัติการ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการประเมินในการพัฒนา การวางแผนการบริหารงานในโรงเรียนเพื่อปรับปรุงโรงเรียน การสร้างและพัฒนาทีมงาน การบริหารงานอาคารสถานที่ การประเมินผลและปรับปรุงแผนต่อเนื่อง การบริหารงานทั้ง 5 ด้านนี้ มีระดับการปฏิบัติประจำหรือปฏิบัติในระดับประมาณร้อยละ 81-100 ส่วนอีก 7 ด้านจะมีระดับปฏิบัติเสมอ หรือปฏิบัติในระดับประมาณร้อยละ 61-80 (2) ระดับปฏิบัติของการบริหารโรงเรียนก่อนเข้าประชุมปฏิบัติการโครงการปฏิรูปฯ   ของผู้บริหารที่มีผลการปฏิบัติสูงสุด ได้แก่ งานการบริหารอาคารสถานที่   การวางแผนการบริหารงานโรงเรียนเพื่อปรับปรุงโรงเรียน การประเมินในการพัฒนาและการสร้างและพัฒนาทีมงาน ส่วนหลังการประชุมปฏิบัติการ งานที่ปฏิบัติสูงสุดและปฏิบัติในระดับประจำ ได้แก่ การบริหารงานอาคารสถานที่ การวางแผนการบริหารงานในโรงเรียนเพื่อปรับปรุงโรงเรียน การประเมินในการพัฒนา   (3) ระดับการปฏิบัติงานตามกระบวนการบริหารโรงเรียน ก่อนเข้าประชุมปฏิบัติการโครงการปฏิรูปฯ     และหลังการประชุมปฏิบัติการที่มีผลการปฏิบัติต่ำสุด ได้แก่ งานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น งานนโยบาย งานการจัดตั้งกรรมการโรงเรียน       โดยมีระดับการปฏิบัติในระดับปานกลาง (3) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานโรงเรียนตามแนวทางการปฏิรูป ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนจำแนกตามตัวแปร     โดยการเปรียบเทียบค่า T-test พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ P < .05 จำนวน 4 คู่ ได้แก่  ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามจากโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองกับนอกอำเภอเมือง       ในเรื่องของงานนโยบาย งานการพัฒนาบุคลากร งานประเมินผลและปรับปรุงแผนต่อเนื่อง   และงานการวางแผนการใช้เวลาและ (5) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามโดยการเปรียบเทียบค่า F-test พบว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P < .05 ได้แก่ ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุต่างกัน ประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน และเป็นผู้บริหาร    อาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาพบว่า มีปัญหาในเรื่องของการจัดตั้งกรรมการโรงเรียน การสร้างแผนปรับปรุงโรงเรียน     การประเมินผลและปรับปรุงแผนต่อเนื่อง การรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชน และปัญหาการปฏิบัติงานตามแผนและ  ทำให้เกิดผลจริง


Back to top

ชื่อเรื่อง การศึกษาวิจัยเรื่อง ลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา

โดยใช้เครื่องมือ Myers-Briggs Type Indicator

ชื่อผู้วิจัย นางสาวอภินันท์ เวทยนุกูล

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2540

บทคัดย่อ

                  การศึกษาเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ      1) เพื่อศึกษาลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา (จากกองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ)     เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เครื่องมือ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI)   แบบ F ภาคภาษาไทย 2)   ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพของ MBTI กับตัวแปรต่าง ๆ ประกอบด้วยเพศ อายุ    ระดับการศึกษา     อายุราชการที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร สถานภาพก่อนดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ลำดับที่เป็นบุตรของครอบครัว   เคยผ่านการอบรมหลักสูตร “ผู้บริหาร” หรือไม่ และ   3) ศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทยจากกลุ่มตัวอย่างกับ     
ลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาของประเทศสหรัฐ
อเมริกา      และลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาเพศหญิงของมณฑลเลียโอนิง        ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

                 การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้คอมพิวเตอร์สุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างจากกลุ่มประชากรศึกษาที่เป็น
ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 2,358 โรงเรียน ในปี พ.ศ.2539 จำนวน 600 คน    จำนวนผู้ตอบกลับและใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างทำการศึกษาลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา 578 คน เป็นเพศชาย 86.9% และเพศหญิง 10.4%เนื่องจากเครื่อง MBTI   แบบ F ยังไม่เคยมีใครนำมาใช้ในประเทศไทยมาก่อน         ผู้วิจัยจึงได้ทำสัญญาข้อตกลงในการแปลเครื่องมือ MBTI เป็นภาษาไทย กับบรรณาธิการผู้พิมพ์ เครื่องมือ MBTI (แบบ F) โดยใช้กระบวนการแปลแบบ “Back-translation” เพื่อความถูกต้องของเนื้อหาให้ตรงกับต้นฉบับ   และความเชื่อมั่นการศึกษาครั้งนี้

                ผลการศึกษาปรากฏว่า ผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง   1) มีทัศนคติชอบลักษณะพื้นฐานความคิดในการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ โดยผ่านประสาทสัมผัส เรียกว่ามีพื้นฐานความคิดแบบ “ประสาทสัมผัส” (Sensation = S) คิดเป็นร้อยละ 95.0 และมีลักษณะพื้นฐานความคิดในการรับรู้ข้อมูลโดยผ่านการใช้ “วิจารณญาณ” (Intuition =N) คิดเป็นร้อยละ 5.0 คิดเป็นสัดส่วน 19 : 1 2)   มีทัศนคติในการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐาน “วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเหตุและผล” (Thinking = T)     มีจำนวนคิดเป็นร้อยละ 98.8 และมีทัศนคติในการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐาน “วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่านิยมของบุคคล” (Feeling = F) มีจำนวนคิดเป็นร้อยละ 1.2 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 99 : 1 3)    มีทัศนคติในการดำรงชีวิตแบบ “ชอบสังคม”(Extraversion = E) คิดเป็นร้อยละ 89.1 และมีทัศนคติในการดำรงชีวิตแบบ “ชอบสันโดษ” (Introversion = I) คิดเป็นร้อยละ 10.9 คิดเป็นสัดส่วน 8 : 1 4) มีทัศนคติลักษณะแบบ “การพิจารณาวางแผนอย่างรอบคอบ” (Judging = J) คิดเป็นร้อยละ 97.4 และมีทัศนคติลักษณะแบบ “การพิจารณาสถานการณ์ยืดหยุ่น” (Perceiving = P) คิดเป็นร้อยละ 2.6 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 32 : 1ลักษณะบุคลิกภาพของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง    ปรากฏว่าชอบทัศนคติประเภท STJ คิดเป็นร้อยละ 91.7 ซึ่งเหมือนกับผู้บริหารสถานศึกษาเพศหญิงของมณฑลเลียโอนิง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ชอบทัศนคติประเภท STJ คิดเป็นร้อยละ 70.6   แต่แตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ชอบทัศนคติประเภท STJ คิดเป็นร้อยละ 25.7 เท่านั้น ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ชอบทัศคติประเภท NFJ, NFP, NTJ, และ NTP มีจำนวนมากเกือบ 10 เท่า (38.7% ของกลุ่มตัวอย่าง) ของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทย (4.9% ของกลุ่มตัวอย่าง) และผู้บริหารสถานศึกษาเพศหญิงของมณฑลเลียโอนิง   ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ชอบทัศนคติประเภท NFJ, NFP, NTJ และ NTP มีจำนวนมากเกือบ 3 เท่า  (12.8% ของกลุ่มตัวอย่าง) ของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทย    ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา   สรุปโดยภาพรวมที่เป็นประเด็นสำคัญและแปลความหมายตามแนวความคิดของ มายเยอร์และแมคคอยลีย์ (Myers & McCaulley, 1992) พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดกองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา ในกลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มทัศนคติชอบ “การรับรู้”   จากประสบการณ์ตรงโดยผ่านทาง “ประสาทสัมผัส” และ “การตัดสินใจ” อยู่บนพื้นฐานของ “เหตุและผล”ผลการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ คาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา    ในประเทศไทยที่จะเพิ่มความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของความแตกต่างระหว่างบุคคล และสามารถดึงความแตกต่างของสมาชิกในกลุ่มและจุดแข็งของแต่ละประเภทมาใช้  ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาองค์การ และการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา โดยเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงาน การสร้างวิสัยทัศน์ การวางแผนระยะยาว   เทคนิคการมอบหมายงาน เพื่อให้สามารถดึงศักยภาพในตัวผู้บริหารออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ      เทคนิคการฝึกอบรมควรเน้นในลักษณะ “การเรียนรู้จากประสบการณ์”


Back to top

ชื่อเรื่อง การศึกษาความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง

ที่มีต่อหลักสูตรการฝึกอบรม : เตรียมศึกษาธิการอำเภอ

ชื่อผู้วิจัย นางรจนา พิมพกรรณ์

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2539-2540

บทคัดย่อ

                  การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง ที่มีต่อหลักสูตรการฝึกอบรม เตรียมศึกษาธิการอำเภอใน 3 ด้าน    ได้แก่(1) ด้านความชัดเจน ขอบข่าย สาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร (2) ด้านความเหมาะสมของระยะเวลาที่ใช้ในการจัดอบรมแต่ละวิชา (3) ด้านประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน/ปฏิบัติงาน   โดยจำแนกตามหมวดวิชาและรายวิชากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง หลักสูตรเตรียมศึกษาธิการอำเภอ ปีงบประมาณ 2539 จำนวน 79 คน จำแนกตามอายุ ระยะเวลารับราชการ วุฒิทางการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง       เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตรการฝึกอบรม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง หลักสูตรเตรียมศึกษาธิการอำเภอ วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยล ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบตัวแปรโดยการทดสอบค่า T-test และ F-test     และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

ผลการวิจัยพบว่า

                1. ความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม  ที่มีต่อหลักสูตรการฝึกอบรมเตรียมศึกษาธิการอำเภอทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ (1) ด้านความชัดเจน ขอบข่าย สาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร (2) ด้านความเหมาะสมของระยะเวลาที่ใช้ในการจัดอบรมแต่ละวิชา (3) ด้านประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน/ปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อจำแนกตามรายหมวดวิชา พบว่า                    
                1.1 อันดับ 1 ด้านประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน/ปฏิบัติงาน       ของหมวดพฤติกรรมศาสตร์ (X = 4.18)
                1.2 อันดับ 2 ด้านประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน/ปฏิบัติงานของหมวดความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหาร (X = 4.07)
                1.3 อันดับ 3 ด้านความชัดเจน ขอบข่าย      สาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หมวดพฤติกรรมศาสตร์ (X = 4.00)
               1.4 อันดับ 4 ด้านประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน/ปฏิบัติงานของหมวดบริหารศาสตร์ (X = 3.97)

               2. ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งมีสถานภาพส่วนตัวต่างกัน คือ อายุต่างกัน   ประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน วุฒิทางการศึกษาต่างกัน และตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน มีความคิดเห็น  ที่มีต่อหลักสูตรการฝึกอบรม เตรียมศึกษาธิการอำเภอ สำนักงานปลัดกระทรวงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านความชัดเจน ขอบข่าย สาระ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร       (2) ด้านความเหมาะสมของระยะเวลาที่ใช้ในการจัดอบรมแต่ละวิชา (3) ด้านประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน/ปฏิบัติงาน

             3. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เข้ารับการฝึกอบรม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง ต่อหลักสูตรเตรียมศึกษาธิการอำเภอ สรุปได้ว่า
                 3.1 หมวดความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหาร ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นในระดับมากทุกรายวิชา แต่ควรเพิ่มวิชาการบริหารงานและทักษะการบริหารแนวใหม่  และควรมีโอกาสได้ใช้หรือสัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการใช้ข้อมูลสารสนเทศ มีการฝึกปฏิบัติในการทำวิจัยสำหรับผู้บริหาร เน้นวิชาที่เกี่ยวกับงานที่ปฏิบัติในระดับอำเภอ เรื่องพระราชบัญญัติ ระเบียบ กฎหมาย กฎ คำสั่ง ที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนวทางเทคนิควิธีการสร้างเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
              3.2 หมวดบริหารศาสตร์ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นในระดับมากทุกรายวิชา     แต่ควรเพิ่มงานคุรุสภา ชพค. ชพส. กรมการศาสนา และกรมพลศึกษา เน้นนโยบาย แนวคิด   และบทบาทของศึกษาธิการอำเภอในระยะที่มีการปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงระบบที่เกิดขึ้นทุกทบวง     บทบาทการศึกษา ศึกษาธิการอำเภอ จัดเวลาให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา        งานการเงิน/บัญชี การบริหารงบประมาณ พร้อมประสบการณ์ ตัวอย่าง ฝึกปฏิบัติการแก้ปัญหา การจัดซื้อ จัดจ้าง    และมีการฝึกปฏิบัติการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
           3.3 หมวดพฤติกรรมศาสตร์ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นในระดับมากทุกรายวิชา  แต่ควรเพิ่มทักษะการพูด ฝึกปฏิบัติให้มากขึ้น การปรับปรุงบุคลิกภาพ    มีการสาธิต ฝึกปฏิบัติและจัดสอนลีลาศมากขึ้น เน้นวิชาจิตวิทยาให้คำแนะนำ ปรึกษา วิชาพฤติกรรมองค์การ การแก้ไขปัญหาบุคลากร  จัดกิจกรรมในแนวทางที่จะดึงเอาความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคลให้แสดงออก
         3.4 หมวดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นในระดับมากทุกรายวิชา แต่ควรเพิ่มการศึกษาดูงานในประเทศ มีการดูงานองค์กรภาคเอกชนที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ      หรือรัฐวิสาหกิจที่ประสบความสำเร็จในเชิงบริหาร เป็นเวลา 4 วัน สนับสนุนด้านงบประมาณให้มากขึ้น    การศึกษาดูงานต่างประเทศ 5 วัน ทำให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล


Back to top

ชื่อเรื่อง การติดตามผลการฝึกอบรมผู้บริหารโรงเรียน ตามหลักสูตรการเตรียมผู้บริหารการศึกษาของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา

ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธร สุนทรายุทธ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คุณวุฒิ คนฉลาด

รองศาสตราจารย์ ดร.ประชุม รอดประเสริฐ

รองศาสตราจารย์ ดร.วชิระ ชาวหา

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2539

บทคัดย่อ

                 ความมุ่งหมายของการติดตามผลการฝึกอบรมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา     ตามหลักสูตรการเตรียมผู้บริหารการศึกษาของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา มีดังต่อไปนี้
               1. เพื่อศึกษาระดับความเหมาะสมของเนื้อหาวิชา ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรม การนำผลการฝึกอบรมไปใช้ และข้อเสนอแนะตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ที่ผ่านการฝึกอบรมใน 4 หมวดวิชา คือ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารวิชาบริหารศาสตร์ วิชาพฤติกรรมศาสตร์และวิชาเสริมหลักสูตร
              2. เพื่อศึกษาระดับความเหมาะสมของกิจกรรมการฝึกอบรม   การนำกิจกรรมการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน และข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมในการฝึกอบรมใน 2 ด้าน คือ  กิจกรรมการฝึกอบรมและการประเมินผลการฝึกอบรม
              3. เพื่อเสนอแนะแนวทางในการฝึกอบรมตามหลักสูตรเตรียมผู้บริหารของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา

                กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา    สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติทั่วประเทศ จำนวน 302 คน โดยแบ่งเป็นผู้บริหารในภาคเหนือ 29 คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 157 คน ภาคกลาง 47 คน ภาคตะวันออก 5 คน ภาคใต้ 64 คน        เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลเป็นแบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้    ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ

              ผลการติดตามผลการฝึกอบรม ปรากฏดังนี้

              1. ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรม มีความเห็นว่า  เนื้อหาทุกหมวดวิชา มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
              2. ระยะเวลาในการใช้การฝึกอบรมตลอดหลักสูตรในหมวดวิชาพฤติกรรมศาสตร์     และวิชาเสริมหลักสูตร มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ยกเว้นหมวดวิชาความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารและวิชาบริหารศาสตร์มีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง
              3. ผู้บริหารโรงเรียนมีความเห็นว่า การนำผลการฝึกอบรมทุกหมวดวิชาไปใช  ้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
             4. ผู้บริหารจากทุกภาคมีความเห็นว่า      เนื้อหาทุกหมวดวิชาใช้เวลาในการฝึกอบรมและนำผลไปใช้ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก แต่ผู้บริหารจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเห็นว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง
            5. ผู้บริหารจากทุกภาคมีความเห็นว่า กิจกรรมการฝึกอบรมและการประเมินผลการฝึกอบรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ยกเว้นผู้บริหารจากภาคตะวันออกเห็นว่า    กิจกรรมการฝึกอบรมและการประเมินผลการฝึกอบรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง
           6. ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เนื้อหาวิชาแต่ละหมวดวิชามีความเหมาะสมแล้ว      แต่ควรเพิ่มระยะเวลาในการฝึกอบรมให้มากขึ้น และสามารถนำผลการฝึกอบรมไปใช้ได้อย่างมั่นใจ
          7. ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความเห็นว่า กิจกรรมที่ใช้ในการฝึกอบรมมีความเหมาะสมดีแล้ว    และสามารถนำกิจกรรมการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมั่นใจ


Back to top

ชื่อเรื่อง การติดตามผลการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงาน
การประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์

ชื่อผู้วิจัย นางสุทธิวรรณ ตันติรจนาวงศ์

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2539

บทคัดย่อ

                 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรม และนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงาน ศึกษาผลการบริหารงานโรงเรียน     และเปรียบเทียบผลการบริหารงานโรงเรียน ของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์
               กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 52 โรงเรียน โดยผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 37 คน อาจารย์ผู้ปฏิบัติการสอน จำนวน 35 คน รวมทั้งสิ้น 72 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นตามลักษณะงาน   ที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกำหนดเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สำหรับสถิติที่ใช้        ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)     และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยค่าที (T-test) ผลการวิจัยปรากฏว่า

             1) การนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรม และนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานจากผู้บริหารที่ผ่านการอบรม พบว่าโดยภาพรวมได้รับความรู้จากการอบรมในรายวิชาต่าง ๆ ในระดับมากขึ้นไปทั้ง 10 รายวิชา และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในระดับมากขึ้นไป   และผลการเปรียบเทียบระหว่างความรู้ที่ได้รับและการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงาน      พบว่าส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน มีเพียง 2 รายวิชาที่นำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานมากกว่าการได้รับความรู้ที่ได้รับ
คือ วิชาการวางแผนการบริหารและการพัฒนาการศึกษาได้ตามนโยบาย และระบบข้อมูลและการวางแผนเชิงกลยุทธ์
             2) การศึกษาผลการบริหารงานโรงเรียนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา   สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่าผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากทั้ง 7 ด้าน โดยเรียงลำดับได้ดังนี้(1) การบริหารงานนโยบาย (2) การบริหารงานอาคารสถานที่ (3) การบริหารงานกิจการนักเรียน (4) การบริหารงานธุรการและการเงิน (5) การบริหารงานวิชาการ (6) การบริหารงานบุคลากร (7) การบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน3) การเปรียบเทียบผลการบริหารงาน      โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์          พบว่า (1) ผู้บริหารโรงเรียนและอาจารย์ผู้ปฏิบัติการสอนมีความคิดเห็นต่อผลการบริหารงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับ     
ชุมชนแตกต่างกัน (2) โรงเรียนดีเด่น และโรงเรียนธรรมดา มีผลการบริหารงานแตกต่างกันทุกงาน
คือ งานบุคลากร งานอาคารสถานที่ งานกิจการนักเรียน งานนโยบาย งานวิชาการ งานธุรการและการ
เงิน งานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน (3) โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดกลางมีผ
การบริหารงานบุคลากรแตกต่างกัน


Back to top

ชื่อเรื่อง การศึกษาหาความต้องการจำเป็นในการอบรมเพื่อพัฒนาการบริหารการศึกษา

ชื่อผู้วิจัย นายณรงค์ศักดิ์ สุมาลย์โรจน์

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2540

บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
                1. เพื่อศึกษาหาความต้องการในการอบรมของผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาประจำการทุกสังกัดในแต่ละรายวิชา
               2. เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคณะกรรมการยกร่างหลักสูตร        ใช้วิเคราะห์อ้างอิงและตัดสินใจในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารประจำการให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงาน
               3. เพื่อให้ได้หลักสูตรฝึกอบรมที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ในการจัดฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารประจำการ

กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา

                ผู้บริหารการศึกษา ได้แก่ ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด         ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดทุกจังหวัด ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดทุกจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดทุกจังหวัด ศึกษาธิการอำเภอ 76 อำเภอ และหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ 76         อำเภอผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัด สปช. จำนวน 152 คน   ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จำนวน 152 คน ผู้บริหารวิทยาลัยสังกัดกรมอาชีวศึกษา จำนวน 76 คน ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จำนวน 152 คน และผู้บริหารวิทยาลัยพลศึกษาและกรมศิลปากร
จำนวน 16 คน รวม 1,000 คน และผู้ตอบแบบสอบถามส่งคืนคิดเป็นร้อยละ 71.10

ผลจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า

1.1 ผู้บริหารสถานศึกษาตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ 57.2 ผู้บริหารการศึกษาตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ 42.8

1.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการอบรมผู้บริหารสถานศึกษาเห็นว่าควรใช้ระยะเวลา 11 – 15 วัน คิดเป็นร้อยละ 37.84 ผู้บริหารการศึกษาเห็นว่าควรใช้ระยะเวลา 3 – 5 วัน คิดเป็นร้อยละ 34.21

1.3 ระยะเวลาที่ควรจัดอบรมต่อปีต่อครั้ง ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาเห็นว่าควรจัดอบรม 1 ปี จัดอบรม 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 55.69

1.4 ความคิดเห็นตามความสำคัญรายวิชาเรียงลำดับตามความต้องการของผู้บริหารการศึกษา

ดังนี้ แนวทางการบริหารงานยุคใหม่ (X 8.81) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพงาน (X 8.77) การกำหนดวิสัยทัศน์กับการบริหารการศึกษา (X 8.75) รีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดใหม่ในการบริหาร (X 8.58) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารงาน (X 8.49) กลยุทธในการแก้ปัญหา (X 8.45) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับผู้บริหาร (X 8.43) กระบวนการวางแผนและเป้าหมาย (X 8.35) การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเพื่อเพิ่มผลผลิต (X 8.15) การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (X 8.10) มนุษยสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน (X 8.02) กลยุทธในการประชาสัมพันธ์ (X 7.93) การบริหารกับการเปลี่ยนแปลง (X 7.72) ความสำเร็จการบริหารงานภาครัฐบาลกับภาคเอกชน (X 7.62) การประสานงานและการสื่อความหมาย

(X 7.62) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (X 7.37) การเมืองกับการบริหารงาน (X 7.27) และการทำผลงานวิชาการ (X 6.94) ความคิดเห็นตามความสำคัญรายวิชาเรียงลำดับตามความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา แนวทางการบริหารงานยุคใหม่ (X 8.67) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพงาน (X 8.61) การกำหนดวิสัยทัศน์กับการบริหารการศึกษา (X 8.56) กระบวนการวางแผนและเป้าหมาย (X 8.43) กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา (X 8.41) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารงาน (X 8.40) รีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดใหม่ในการบริหาร (X 8.39) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับผู้บริหาร (X 8.35) การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเพื่อเพิ่มผลผลิต (X 8.06) การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (X 8.05) มนุษยสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน (X 8.03) กลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ (X 7.93) การบริหารกับการเปลี่ยนแปลง (X 7.77) การประสานงานและการสื่อความหมาย (X 7.65) ความสำเร็จการบริหารงานภาครัฐบาลกับภาคเอกชน (X 7.57) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (X 7.38) การเมืองกับการบริหารงาน (X 7.20) การทำงานผลงานวิชาการ (X 7.14)

1.5 เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อรายวิชาของผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า

มีความคิดเห็นเกี่ยวกับรายวิชาทั้ง 18 วิชา ไม่แตกต่างกัน

ข้อสรุปและความคิดเห็นเพิ่มเติม เห็นสมควรให้จัดวิชาเพิ่มจาก 18 รายวิชาดังนี้ วิชาคุณธรรม

จริยธรรมของผู้บริหาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาองค์กร และเห็นควรให้มีการศึกษาดูงานในกลุ่มประเทศยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ด้านทักษะเพื่อก้าวทันต่อการบริหารในยุคโลกาภิวัฒน์ เน้นเทคโนโลยีใช้กับสถานศึกษา เทคนิคการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่วนรูปแบบการอบรม

ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา เห็นว่าควรใช้รูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการมากกว่าทฤษฎี


Back to top

ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง สังกัดสถาบันเทคโนโลยี

ราชมงคล

ชื่อผู้วิจัย นางชัชฎา พารุ่ง

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2540

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อประเมินโครงการฝึกอบรม หลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง สังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP EVALUATION MODEL) ประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ อาจารย์ สังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ที่ได้รับคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 3 – 28 มีนาคม พ.ศ. 2540 ณ สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา จำนวน 37 คน วิทยากร 43 คน คณะกรรมการดำเนินการและวิทยากรพี่เลี้ยง 8 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS – X

ผลการวิจัยพบว่า

ด้านบริบท ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นว่า วัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสมในระดับมาก ส่วนจุดเด่นของการฝึกอบรม พบว่าหลักสูตรฝึกอบรมมีความเหมาะสมมาก และจุดอ่อนของการฝึกอบรมพบว่า (1) ควรเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งในห้องพักและห้องอบรม และ (2) ควรรวมวิชาที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน

ด้านปัจจัยเบื้องต้น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม คณะกรรมการดำเนินการและวิทยากรพี่เลี้ยงมีความคิดเห็นว่า หลักสูตรฝึกอบรม วิทยากร วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก สถานที่ฝึกอบรม และสถานที่พักโดยรวมว่ามีความเหมาะสมในระดับมาก แต่ในด้านเอกสารประกอบการฝึกอบรมรายวิชา หนังสือตำราในห้องสมุด โทรศัพท์ สถานที่ฝึกอบรม ห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก และความสะอาดของห้องน้ำมีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ส่วนวิทยากรมีความคิดเห็นว่า ด้านปัจจัยเบื้องต้น คือ บรรยากาศในการฝึกอบรมมีความเหมาะสมในระดับมาก และมากที่สุด

ด้านกระบวนการ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม คณะกรรมการดำเนินการและวิทยากรพี่เลี้ยงมีความคิดเห็นว่า การดำเนินการฝึกอบรม การวัดและประเมินผลการฝึกอบรม และการบริหารโครงการฝึกอบรม มีความเหมาะสมในระดับมาก ส่วนวิทยากรมีความคิดเห็นว่า ด้านกระบวนการ คือ (1) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการดำเนินการฝึกอบรม และ (2) เจ้าหน้าที่ดำเนินการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการฝึกอบรม มีความเหมาะสมในระดับมาก และมากที่สุด

ด้านผลผลิต ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นว่า การจัดดำเนินการฝึกอบรมอยู่ในเกณฑ์ดี และทุกคนมีผลการสอบผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้


Back to top

ชื่อเรื่อง การศึกษาผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อ

สถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา

ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.อุทัย บุญประเสริฐ

นายบูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์

นายประสิทธิ์ เขียวศรี

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2539

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในด้านประสิทธิภาพการบริหารการศึกษา ด้านคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และระบบย่อยภายในองค์การของสถานศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาที่ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาตามแผนพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ตามบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง สังกัดกรมอาชีวศึกษา ระหว่างปีงบประมาณ 2529 – 2537 และเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาในปีการศึกษา 2538 จำนวน 82 คน ผลการวิจัยปรากฏว่า

1. โดยภาพรวมแล้วประสิทธิภาพในการบริหารของสถานศึกษา อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก และความมีประสิทธิภาพนั้นเป็นผลมาจากการที่ผู้บริหารผ่านการฝึกอบรมในโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับมาก ส่วนที่ส่งผลมากชัดเจนคือการส่งผลในงานด้านการส่งเสริมการศึกษา

2. คุณภาพของสถานศึกษา เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว ปรากฏว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง และผลกระทบที่เกิดจากการที่ผู้บริหารสถานศึกษาผ่านการฝึกอบรมเมื่อพิจารณาโดยรวมก็อยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเป็นการเฉพาะ พบว่ามีการส่งผลกระทบในระดับมาก ในองค์ประกอบด้านกระบวนการและด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา

3. สถานศึกษามีการเปลี่ยนแปลงในระดับมาก ทั้งโดยรวมและในระบบย่อยแต่ละระบบทุกระบบย่อย การผ่านการฝึกอบรมในโครงการนี้มีผลโดยตรงในระดับมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยต่าง ๆ ภายในของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา


Back to top

ชื่อเรื่อง ภาพลักษณ์สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ตามการรับรู้ของผู้ผ่านการฝึกบอรม

หลักสูตรเตรียมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง

ชื่อผู้วิจัย นางจิราภรณ์ สีขาว

ปีที่ดำเนินการ พ.ศ. 2540

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาภาพลักษณ์สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ตามการรับรู้ของผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเตรียมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง จากสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในปีงบประมาณ 2540 โดยมีสมมติฐานในการวิจัย คือ ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรเตรียมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กรมสามัญศึกษา กรมอาชีวศึกษา และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล จะมีภาพลักษณ์ต่อสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ด้านตัวสถาบัน ด้านวิทยากร ด้านการบริหาร และด้านการให้บริการแตกต่างกัน

ผลการวิจัยพบว่า

1. ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง มีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์ของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างบวก และมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์ของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ด้านตัวสถาบันเกี่ยวกับความเชื่อถือการได้รับการยอมรับ ความเลื่อมใสศรัทธา ด้านวิทยากรเกี่ยวกับความรู้ ประสบการณ์ความชำนาญ ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ บุคลิกภาพ ด้านการบริหารเกี่ยวกับโครงการฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ ด้านการให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรม สิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกอบรม ห้องอบรม ที่พัก อาหาร อาหารว่าง การปฐมพยาบาล อยู่ในระดับค่อนข้างมากเช่นกัน

2. ผลการศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารการศึกษาระดับสูงต่างกรมที่สังกัด มีภาพลักษณ์ต่อสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ในด้านตัวสถาบัน ด้านวิทยากร ด้านการบริหาร และด้านการให้บริการ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 4 ด้าน ที่ระดับ 0.05 ยกเว้นมีความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์ด้านวิทยากรในเรื่องประสบการณ์ความชำนาญ ด้านการให้บริการในเรื่องอาหาร อาหารว่าง ไม่แตกต่างกัน