กระบวนทัศน์ใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา

 

 

ไพรัช ใหม่ชมภู

 

 

  

จำเป็นต้องปฏิรูปตนเองให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

                หลักการสำคัญหรืกระแสหลักในการพัฒนา หรือการปฏิรูปดังกล่าว

                ประการแรก  คือความเป็นประชาธิปไตยที่โปร่งใส ถ่วงดุล และตรวจสอบการใช้อำนาจได้
               
ประการสอง      ลดอำนาจการบริหารในส่วนกลางกระจายให้หน่วยปฏิบัติในระดับล่างการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนได้ใกล้ชิดและแก้ปัญหา ได้เองจะต้องมีความเข้มแข็ง
               
ประการที่สาม        สร้างกลไกเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชนระดับล่างมื่อรากฐานของการพัฒนาเข้มแข็งจะส่งผลให้การพัฒนาในภาพรวม ของประเทศได้อย่าางยั่งยืน   การเข้มแข็งระดับล่าง  จะช่วยให้เกิดกระบวนการจัดการทางสังคมเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมภายใต้สังคมเปิด (open society) ทุกคนตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน และมีความกระตือรือรนที่จะร่วมกันแก้ปัญหา   หรือที่เรียกว่า ความเป็นประชาสังคม (civil society)
               
ประการที่สี่      สิทธิมนุษยชนเป็นหลักการสำคัญ โอกาส และความเสมอภาคของทุกคนในสังคมต้องเท่าเทียมกัน

                การศีกษาเป็นกระบวนการหลักที่จะพัฒนาคน ความล้มเหลวที่ผ่านมาเกิดจากคุณภาพของคนและประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ถูกตอกย้ำด้วยเศรษฐกิจแบบทุนนิยม   การศึกษาต้องรับผิดชอบความผิดพลาดดังกล่าว เพื่อรับรองกระแสดังกล่าวคือ สถานศึกษา โดยเฉพาะสถ่นศึกษาระดับขั้นพื้นฐา ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตำบล กระจายอยู่ทั่วประเทศ จะต้องรองรับประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน การกระจายอำนาจ การสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งดังกล่าวและวิทธิมนุษยชนเบื้องต้น ผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าว   ถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดต่อภารกิจนี้ แนวคิดการจัดการศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงปรับกระบวนทัศน์ใหม่

                1.  ปรับวิถีชีวิตประชาธิปไตยในโรงเรียน และแพร่สู่ชุมชนรวมทั้งจัดโรงเรียนเป็นองค์การที่เปิดสร้างองค์กรชุมชนให้สามารถตรวจสอบการบริหารโรงเรียนได้ เน้นการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส   และสามารถตรวจสอบได้
                ผู้บริหารต้องเตรียมพร้อมในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแน่นอน     ชุมชนจะเข้มแข็งมีอำนาจมากขึ้น แนวโน้มโรงเรียนจะเป็นนิติบุคคล บริหารแบบคณะบุคคลโดยชุมชนเข้ามาร่วมบริหาร นั่นหมายถึงจะเข้าตรวจสอบการบริหาร ถ้าไม่เปิดกว้างไม่เตรียมพร้อมก่อนจะเกิดขัดแย้งในบทบาทมากเมื่อถึงเวลานั้น
                2.  บริหารจัดการโรงเรียนได้ดวยตนเอง อย่ารอรับการเปลี่ยนแปลง    หรือการสั่งการที่มาจากเบื้องบนเพียงเดียว มิติการบริหารในเรื่องนี้ เพื่อรองรับการกระจายอำนาจที่จะได้รับในอนาคต    โดยเผยแร่แนวคิดนี้ให้กับชุมชน   โดยเฉพาะองค์การบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับโรงเรียนคือองค์การบริหารส่วนตำบล หรือสุขาภิบาล หรือเทศบาล
                การบริหารที่ผ่านมาเป็นการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง  สถานศึกษาต้องรอการสั่งการ กำหนดนโยบายมาจากเบื้องบน จึงกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยากจะแก้ไข บัดนี้ฐานอำนาจจากข้างบนจะลงสู่ภาคประชาชน และหน่วยงานปฏิบัติ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องปรับความคิดและกระบวนการใหม่
                3.  สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน         รวมทั้งการอนุรักษ์ภูมิปัญยาท้องถิ่นประเพณี วัฒนธรรม สร้างกระแสการคิดการพึ่งพาตนเอง ความตระหนักที่จะช่วยเหลือกันในชุมชน
                การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น      ความเป็นชุมชนวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม บัดนี้กระแสการพัฒนาจะหมุนกลับมา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีบทบาท ในการที่จะนำเรื่องนี้ให้ชุมชนเข้มแข็ง ตระหนักในการที่จะพัฒนาช่วยเหลือตนเอง ซึ่งแนวคิดสิ่งต่าง ๆ   เหล่านี้เคยเกิดขึ้นในชุมชนครั้งหนึ่ง แต่ถูกทำลายในระยะเวลาหนึ่ง
                4. คิดให้เป็นระบบทำสิ่งที่ใกล้ตัว คิดให้เป็นระบบหมายถึง การมองปัญหาต่างๆ เป็นระบบองค์กรรวมอย่างแยกส่วนและแก้ปัญหาในแต่ละส่วนซี่งไม่ถูกต้อง ทุกปัญหาจะมีปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวข้องกันต้องแก้ทั้งหมด เช่น โทษเด็กสมัยใหม่ว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟุ้งเฟ้อ คุยเรี่องไร้สาระ     แต่เราไม่มองระบบการศึกษาที่ไม่สอนให้ค้นคิด สอนแต่ท่องจำ ไม่ส่งเสริมการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองเป็นต้น   ทำในสิ่งใกล้ตัว การศึกษาไม่เน้นให้นักเรียนรู้สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว สภาพสังคมเศรษฐกิจ การเมืองของชุมชนในท้องถิ่น นักเรียนไม่รู้เรื่อง ซึ่งขัดกับปรัชญาการศึกษาอย่างสิ้นเชิง   ในเมื่อไม่รู้สิ่งที่ใกล้ตัวก็ขาดความตระหนักถึงปัญหาของท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอไม่สอดคล้องกับการพัฒนา ปัจจุบันซึ่งต้องสร้างรากฐานให้เข้ม แข็ง สถานศึกษามุ่งสอนนักเรียนให้เรียนต่อระดับสูงขึ้น นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มาก   ก็ชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของโรงเรียน ซึ่งเป็นการตีความคุณภาพไม่ถูกต้อง ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย เกิดผลเสียต่อสังคมไทยอย่างร้ายแรง

                สี่ประการน่าจะเป็นกระบวนทัศน์ในการบริหารสถานศึกษายุคใหม่ ปัญหาของชาติบ้านเมืองในปัจจุบัน จะเกิดขึ้น และสำเร็จได้อยู่ที่ความตระหนักในการที่จะแก้ปัยหาร่วมกันผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญมาก ถ้าเกิดความตระหนักก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ได้    และจะส่งผลต่อการพัฒนาระยะยาว จงทำการแก้ไขปัญหาก่อน ก่อนที่จะถูกบังคับให้กระทำแจ็กเวลซ์ เคยกล่าวว่า        "จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง" 

 

 

 

 

 

 

 

             


Back to top