บทเรียนเรียนจากความผิดพลาด
ทางการบริหาร

อนุกูล เยี่ยงพฤษาวัลย์      

                เหตุการณ์ที่จะนำเสนอเป็นเรื่องจริง รวบรวมคัดเลือกจากบันทึกความผิดพลาดทางการบริหารในอดีตของนักบริหารการศึกษาระดับสูง ที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

                ด้วยประสบการณฺ์ที่พิ่มพูน ทักษะทางการบริหารที่สั่งสมนักบริหารหารศึกษา เจ้าของเหตุการณ์ก็ไดทบทวน วิเคราะห์ และเสนอแง่คิด แนวทางป้องกันและแก้ไข อันจะเป็นกุญแจดอกสำคัญ สำหรับนักบริหารยุคใหม่ ที่จะเข้าสู่เส้นทางการบริหารที่ราบรื่น โดยกว้างข้ามพงหนามอุปสรรคที่ท่านเหล่านั้นได้เคยผ่านพบอย่างแยบยล เพื่อพบกับความรุ่งโรจน์ในที่สดุ

                การนำเสนอจะเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ ที่จบในตัวเองเป็นเรื่อง ๆ 

                หากผลงานรวบรวมเรียบเรียงครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์กับวงการบริหารการศึกษาบ้าง ขอให้กุศลกรรมดี จงตกแก่เจ้าของกรณีตัวอย่าง ซึ่งมิสามารถจะนำมาเอยนามอ้างอิงให้ปรากฎได้

เรื่องที่ 1
"...จบปริญญาตรี..."


                เมื่อข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหารการศึกษา โยควบคุมฝ่ายเจ้าหน้าที่ วันหนึ่งได้รับหนังสือทักท้วงจากกรมเจ้าสังกัดว่า ให้คิดอัตรากำลังครูในโรงเรียน 3 โรงเรียนใหม่ เพราะเท่าที่คิดไปนั้นผิด ข้าพเจ้าได้เรียกเจ้าหน้าที่มาตำหนิ โดยใช้คำพูดไม่เหมาะสมว่า จบถึงปรญญาตรีคิดคำนวณเท่านี้ก็ไม่ถูก ต่อไปถ้าผิดอีก หรือบกพร่องเรื่องใดอีกจะเปลี่ยนงานใหม่ทันที

            ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจต่อพฤติกรรมที่ได้ทำต่อเจ้าหน้าที่คนนั้น เพราะสังเกตเห็นเขาซึมไปและไม่กระฉับกระเฉง กระตือรือร้นอย่างเก่า ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดพลาดและจดจำเป็นบทเรียนที่มีค่า ไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยจะยึดหลักการ ดังนี้

1.บริหารตน บริหารคน และบริหารงาน

            บริหารตน คือมองตนเอง ปรับปรุงตนเอง ให้คนอื่นมองแล้วแก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่บกพร่อง

            บริหารคน ต้องเข้าใจธรรมชาติของคน ว่าคนมีความแตกต่างกัน แม้จะเป็ฯคนเหมือนกัน ไม่ดุด่าและว่าคนให้เกิดความเจ็บซ้ำน้ำใจ แต่จะใช้การยกย่องชมเชย และให้รางวัล

            การบริหารงาน จะต้องให้คนรู้ จุดประสงค์ที่ชัดเจน รู้บทบาทหน้าที่รู้เนื้องาน

2.สร้างศรัทธาบารมีในตนเอง ดังนี้

            2.1 ฟัง เพื่อนร่วมงานให้มาก

            2.2  คิด คิดใคร่ครวญให้รอบคอบ

            2.3 พูด พูดให้น้อย สิ่งที่พูดไปต้องทำได้

            2.4 ให้ความรู้แก่ลูกน้อง และเพื่อนร่วมงาน

            2.5 มีความจริงใจ ให้แกลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

3.เลือกจุดยืนที่พึงประสงค์ ในตนเอง ในลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ที่ว่า คุณก็แน่ ฉันก็แน่ จะไม่เลือกจุดยืนที่ไม่พึงประสงค์ที่ว่า ฉันแน่ คุณแย่ หรือคุณแย่ ฉันแย่

4.ใช้ทักษะทางการเมือง คือเลือกเทคนิคกลวิธีหลาย ๆ อย่าง เพื่อควบคุมพฤติกรรมตนเอง ลูกน้อง และเพื่อนร่วมงงาน โดย 

            - จัดให้มีการประชุมทบทวนการปฏิบัติงาน

            - สร้างมาตรฐานการประเมินผล

            - สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

            - เป็นแบบอย่างที่ดีของลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

เรื่องที่ 2
"พ่ออยู่แต่ป่วยค่ะ"


            ครั้งหนึ่งเมื่อปี  พ.ศ.2509 ขณะที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ร.ร.ประชาบาล ได้จัดให้ผู้ปกครองนำเด็กมามอบตัวเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 ขณะที่ดำเนินการมอบตัวเด็กอยู่นั้น มีนักเรียน ป.4 คนหนึ่งพาน้องมามอบตัวแทนบิดามารดาข้าเจ้าถามว่า "ใครเป็นผู้ปกครอง" เด็กตอบว่า "หนูเองตค่ะ" ข้าพเจ้าก็ถามว่า "บิดามารดาอยู่หรือเปล่า" เด็กก็ตอบว่า "พ่ออยู่แต่ป่วยค่ะ" ข้าพเจ้าก็บอกว่า "พ่อเธอป่วย แต่หากพอมาได้ก็ไปบอกให้มา" เด็กคนนั้นน้ำตาคลอเบ้าตา แล้วก็จูงมือน้องออกจากบริเวณโรงงเรียนไป สักครู่ก็จับมือบิดาประคองขึ้นมาบนอาคาร ข้าพเจ้าหันไปมองแทบสะอึก อัดอั้นตันใจพูดไม่ออก อ้าปากค้าง เพราะว่าบิดาของเด็กเธอเป็นอัมพาต ไปไหนไม่ได้มานานแล้ว จะต้องพยุงใส่รถสามล้อมา ผมรำพึงในใจด้วยความสำนึกบาปว่า "ข้าพเจ้าไม่น่าจะทำอย่างนี้เลย" และฝังใจมาจนกระทั่งทุกวันนี้

            ถ้าเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก

            1. จะต้องสอบถามเด็กให้ละเอียดว่า พ่อป่วยเป็นอะไร ป่วยมานานแล้ว หรือขณะนี้อาการเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ทราบความเป็นอยู่ของเขา

            2. การมอบตัวเด็ก ไม่ใช่สาระสำคัญมากนัก สำหรับการศึกษาภาคบังคับใครจะนำมาก็ได้ ในเมื่อหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมาพร้อมแล้ว

            3. ข้าพเจ้าควรจะจ่ายค่าสามล้อให้เขาไป เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจ

เรื่องที่ 3 
"รีบคุณก็เซ็นเองแล้วกัน"


            จำได้วันหนึ่งในตอนเช้า ผู้บริหารไม่อยู่ ผมจึงต้องเป็นผู้รักษาราชการแทน ซึ่งแต่เช้าก็มีแขกมาขอพบ มีโทรศัพท์ มีเรื่องที่เสนอให้พิจารณาค้างอยู่มากมายบนโต๊ะ ดู ๆ แล้วก็ชุลมุนว่นวายพอสมควร อากาศก็ดูจะร้องมากเป็นพิเศษสำหรับเช้าวันนั้น

            ขณะที่นั่งคุยอยู่กับแขก เจ้าหน้าที่ก็แทรกเข้าทาขอให้แก้ฏีกาเบิกเงินที่ทำผิดพลาดโดยเร่งผมให้ลงนาม เพราะจะรีบไปวางฏีกาที่คลังจังหวัดในเช้าวันนั้น โดยปกติผมเคยลงนามให้เสมอ แต่ก็เตือนในเรื่องที่ทำผิดพลาดด้วยอารมณ์ดีเสมอ แต่การถูกเร่งรัด ประกอบกับมีงานรออยู่มากมาย ก้เลยตอบเจ้าหน้าที่ไปว่า "รียคุณก็เซ็นเองก็แล้วกัน" พูดแล้วก็ส่งแฟ้มเสนอคืน เจ้าหน้าที่หน้าเสีย ถอยหลังออกไปจากห้อง เสียใจจนทุกวันนี้ ที่ไม่ควรพูดประชดอย่างนั้น (แต่การเงินจะลงนามโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนไม่ได้)

            การพูดการกระทำเช่นนั้น มีผลทำให้ลูกน้องเสื่อมศรัทธา และผิดหวังในตัวเราและยังเสียขวัญ เสียกำลังใจอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก ผมน่าจะพูดว่า "อีกสักครู่ คุณค่อยมารับคืน" หรือ "ให้ผมตรวจดูก่อน สักครู่คุณมารับได้เลย" ฯลฯ การพูดในครั้งแรกนั้นมีแต่ค่าลบ ลบแม้กระทั่งศรัทธา บารมีของตัวเอง เป็นเรื่องที่น่าเสีดาย เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้นดดยคำพูดเพียยงไม่กี่คำ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่หลบหน้าอยู่หลายวัน จนต้องเรีกมาปรับความเข้าใจในที่สุด

เรื่องที่ 4
"เวลา 2 โมง"


            พฤติกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดการผิดพลาดและไม่น่าพอใจของข้าพเจ้า คือ ในการไปราชการงานโรงเรียนแห่งหนึ่ง ต้องใช้รถยนต์ของสำนักงานไปปฏิบัติราชการในเวลา 8.00 น. ซึ่งเป็นเวลาออกเดินทาง รถยนต์ของสำนักงานมีผู้ขับรถเป็นคนท้องถิ่นของจังหวัดนั้น ได้บอกนัดแนะกับพนักงานขับรถยนต์ว่า "จะออกเดินทางในเวลา 2 โมง" พอถึงเวลา คอยแล้วคอยเล่า คนขับรถก็ไม่มา คอยจนเกือบ 2โมงครึ่งเช้าก็ยังไม่มา จนได้เวลาทำงาน คนขับรถจึงมา จึงได้เรียกมาทำความตกลงกัน ว่ากล่าวตักเตือนว่าให้รักษาเงลา เขาแสดงอาการเสียใจ เขาก็อ้างว่าเขาเป็นคนรักษาเวลามาก ก็นัดสองโมง ทำให้เราเกิดอารมณ์ดุหลายคำ เขาก็นิ่งรับฟัง หลังจากได้ทบทวนซักถามคนร่วมงานหลายคนแล้ว ได้ถามว่า

            สาเหตุก็คือ คำว่า "เวลา 2 โมง" ในท้องถิ่นจังหวัดนั้นเข้าใจว่าเป็น "บ่าย 2 โมง" ถ้า 8.00 น. ก็ต้องบอกว่า "8.00 น. หรือ 2 โมงเช้า" การสื่อสารไม่ตรงกันนั่นเอง

            ถ้าเหตุการณ์เช่นทำนองนี้เกิดขึ้นอีก เราน่าจะคำนึงถึงจิตวิทยาในการบริหารว่า การรวมตนเองและคนเข้าไปสู่งานนั้น ถึงแม้จะสร้างศรัทธาและบารมมีได้มากเพียงใด แต่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต้องอยู่ภายใต้การครอบคลุมของสังคมและวัฒนธรรม เราต้องศึกษาสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย