ยุทธวิธีการใช้อำนาจในองค์การอย่างมีประสิทธิผล

 

 

ประชุม  โพธิกุล

  สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา

 

 

                    

                   อำนาจดูจะเป็นปัจจัยหลักของการใช้ภาวะผู้นำองค์การไม่อาจจะดำเนินการได้ตามหน้าที่    ถ้าไม่มีการใช้อำนาจเพื่อให้บุคลากรทำงาน  อำนาจเปรียบประดุจดังเชื้อเพลิง         อำนาจเป็นตัวพลังที่ทำให้กลไกขององค์การดำเนินต่อไปผู้บริหารไม่อาจทำหน้าที่ได้ถ้าปราศจากอำนาจที่จะสั่งการ  เปรียบประดุจหุ่นไล่กาทีเดียว  ผู้บริหารใช้อำนาจควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานให้เขาเหล่านั้นทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

                    ไม่ผู้ผู้บริหารคนใดใช้อำนาจที่เป็นเสมือนวิถีทาง  (means)  เพื่อการอยู่รอดของตนเองในองค์การ  อำนาจในกรณีนี้หมายถึง  การควบคุมสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ถ้าผู้บริหารไร้ซึ่งอำนาจ  ผู้บริหารผู้นั้นจะไม่ได้รับการยอมรับหรือไม่อาจใช้อำนาจกระทำการสั่งการให้ผู้อื่นดำเนินการให้ได้

                    ถึงแม้ว่าอำนาจจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก  แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่อันตราย  ในทัศนเชิงนิเสธอำนาจอาจเป็นเหตุให้บางคนกระทำการบางอย่างอันเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาของมนุษยชาติทั่วไปก็ได้  เช่น  การคอรัปชั่น    การใช้อิทธิผลครอบงำทำให้ระบบเสีย  มีเรื่องฉาวโฉ่ทางการเมือง  และสร้างปัญหาทางสังคม  บางคนแสวงหาอำนาจไว้คอยช่วยเหลือผู้อื่น    แต่บางคนแสวงหาอำนาจไว้คอยรีดเนื้อเถือหนังผู้อื่น  บทความนี้จะมุ่งเน้นวิเคราะห์เฉพาะอำนาจในทางสร้างสรร         เพื่อนำมาใช้ในองค์การให้บรรลุเป้าหมายการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจ  บทความนี้จะกล่าวถึง  (1)  ธรรมชาติของอำนาจ   (2)  แหล่งที่มาของอำนาจของผู้บริหาร  (3)  ยุทธวิธีเล่นการเมืองในองค์การ  (4)  ลักษณะของผู้มีอำนาจ   (5)  วิธีการให้ได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจ

 

                    (1)  ธรรมชาติของอำนาจและการเมืองในองค์การ

                                อำนาจ  คือ  ความสามารถที่จะให้ใครทำอะไรในสิ่งที่ตนเองต้องการ   การเมืองเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยตรง  การที่บุคคลเข้ามาอยู่ในองค์การ    ซึ่งเป็นระบบของความร่วมมือกันในทางกิจกรรมการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองเพื่ออำนาจของกันและกันเป็นเวลาหลายปีล่วงมาแล้ว     ความสนใจในเรื่องธรรมชาติของอำนาจได้ขยายขอบเขตกว้าขวางขึ้น  และเป็นสิ่งสำคัญในหน้าที่ของการปฏิบัติงานของผู้บริหารกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การตัดสินใจ  ภาวะผู้นำ  และการเปลี่ยนแปลงทฤษฎีองค์การสมัยเดิม  เน้นย้ำเรื่องของการมีเหตุผล  ลักษณะของธรรมในองค์การ  ในทฤษฎีพฤติกรรม  องค์การร่วมสมัยเน้นย้ำเรื่องอำนาจและการเมืองในองค์การเพื่อการควบคุมพฤติกรรมในองค์การ  ตัวอย่างเช่น  ทัชแมน  (Tushman)  ได้กล่าวไว้ว่า  ขบวนการในองค์การเปรียบเสมือนขบวนการทางการเมือง  ผู้กุมอำนาจพยายามควบคุมเป้าหมาย  การสั่งการ     และสิ่งสำคัญต่าง    ในองค์การ  ในทำนองเดียวกัน  เฟฟเฟอร์  (Pfeffer)  ได้กล่าวว่า   “โครงสร้างขององค์การเปรียบเสมือนผลของการแข่งขันอำนาจระหว่างผู้ที่เข้ามาร่วมอยู่ในองค์การ  การร่วมกันควบคุมการใช้อำนาจมากจะทำให้องค์การชงักงัน  เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องแนวคิดของอำนาจและคำที่มีส่วนสัมพันธ์กัน  ก็คือ  อำนาจหน้าที่  (Authority)  การเมือง  (Politic)  และภาวะผู้นำ  (Leadership)

 

อำนาจและอำนาจหน้าที่

                                คำว่า  อำนาจหน้าที่  (Authority)  และอำนาจ  (power)  มีบางคนสับสนในความหมายของ  2  คำนี้  บางคนใช้สลับความหมายกัน  ความหมายที่ชัดเจนระหว่าง  2  คำนี้เป็นสิ่งสำคัญถ้าเข้าใจมิติต่าง    ของอำนาจ  (ดูในตารางที่  1)

ตารางที่  1

พื้นฐานของคำนิยาม

อำนาจหน้าที่  (Authority)

อำนาจ  (Power)

คำนิยาม

แหล่งที่มา

เป้าหมาย

ผู้ใช้

วิธีการเชิงพฤติกรรม

สิทธิ

ตำแหน่ง

ผลประโยชน์ของส่วนรวม

ผู้บริหาร

การยินยอม  การยอมให้การเชื่อฟัง

ความสามารถ

ลักษณะของปัจเจกบุคคล

ผลประโยชน์ของบุคคลหรือส่วนรวม

ผู้นำ

การพึ่งพา

อำนาจหน้าที่  (Authority)  หมายถึง  สิทธิที่จะขอร้องให้ใครทำบางสิ่งบางอย่างให้  ในขณะที่อำนาจ  (Power)  หมายถึงความสามารถที่ใช้คนอื่นให้ทำอะไรให้  ให้เรามาพิจารณา  25  คำนี้อย่างถ่องแท้อีกครั้งหนึ่ง

                    ผู้บริหารอาจมีอำนาจหน้าที่ให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติงานตามที่ตนเองต้องการ           แต่ผู้บริหารผู้นั้นอาจจะขาดความสามารถที่จะทำให้สิทธิในการออกคำสั่งเป็นไปตามต้องการ  เพราะผู้บริหารขาดอำนาจที่จะชักนำหรือบังคับให้เขาทำงานได้  ก็ทำให้เป้าหมายของงานไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์  ในทางตรงข้าม  ผู้นำที่ไม่เป็นทางการ  อาจจะไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งการผู้ร่วมงาน  แต่เขามีอำนาจชักชวนหรือมีอิทธิพลทำให้งานนั้นบรรลุเป้าหมายได้  ความมีประสิทธิผลของการบริหารสามารถเพิ่มขึ้นได้เมื่อผู้บริหารที่มีทั้งความสามารถและอำนาจ    ความผิดพลาดอาจเป็นผลจากการใช้อำนาจหรือใช้อำนาจพร่ำเพรื่อและอาจเป็นทำให้องค์การคงอยู่สถานภาพเดิมได้  ผู้บริหารที่ไม่มีอำนาจจะทำให้ประสิทธิผลของการบริหารต่ำ   ผู้นำนอกรูปแบบที่มีอำนาจอาจมีส่วนช่วยผู้นำในรูปแบบได้

                  ความหมายประการที่สอง  ก็คือหลักของอำนาจหน้าที่ก็คือตำแหน่งที่ครองอยู่  อำนาจเป็นคุณลักษณะหรือคุณลักษณะบุคคลถึงแม้ว่าบุคคลสองคนมีตำแหน่งในระดับเดียวกัน  มีอำนาจหน้าที่เท่ากัน  แต่ทั้งสองคนอาจจะใช้อำนาจได้ไม่เท่ากัน          ผู้บริหารคนหนึ่งอาจจะได้รับทรัพยากร  การบริหารอย่างสะดวกสบายได้รับความร่วมมือจากสมาชิกคนอื่น    ในองค์การ  ในขณะที่อีกคนหนึ่งอาจจะมีปัญหาในเรื่องการได้รับทรัพยากรการบริหารน้อยหรือมีปัญหาความร่วมมือจากสมาชิก

                   ความหมายประการที่  3  ก็คืออำนาจหน้าที่เป็นการปฏิบัติตามข้อความ   อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นวิธีการรวบรวมเป้าหมายซึ่งเป็นผลจากการร่วมกันตัดสินใจ  ตัวอย่างเช่น  ที่ประชุมรัฐสภาผ่านกฎหมายภาษี      ฝ่ายเก็บภาษีก็จะทำหน้าที่เก็บภาษีจากประชาชน  จากสินค้าของประชาชน ในทางตรงข้าม อำนาจอาจใช้เพื่อเป็นวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายของปัจเจกบุคคลและกลุ่มคนจำนวนน้อยมากกว่าคนทั้งหมดในองค์การ

                    ประการสุดท้ายก็คือ  อำนาจ  (Power)  มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับภาวะผู้นำในขณะที่อำนาจหน้าที่  (Authority)  เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการบริหาร  ผู้บริหารมีสิทธิที่จะกำหนดขอบเขตพฤติกรรมของผู้ร่วมงานคนอื่น    ซึ่งอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่ระบุไว้  บุคลากรจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องตามอำนาจหน้าที่ที่ทางการกำหนดเพราะถือว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบในทางตรงกันข้าม  ผู้นำอาจจะไม่มีสิทธิทางกฎหมายที่จะทำเช่นนั้น  แต่เขาก็สามารถกระทำให้บุคคลอื่นเต็มใจกระทำการได้   โดยการที่ผู้นำเข้าไปมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน เมื่อบุคคลบางคนต้องทำงานสัมพันธ์แบบต้องพึ่งพาคนอื่น เขาก็อาจจะต้องช่วยเหลือผู้นั้นด้วย

 

อำนาจและการเมืองในองค์การ

                     องค์การดำรงอยู่เพราะเหตุผลหลายประการ  จุดยืนทางเศรษฐกิจ  องค์การต่าง  ดำรงอยู่เพื่อให้เกิดคุณค่าและกำหนดราคาสิ่งของต่าง    เพื่อจุดยืนของปัจเจกบุคคล  องค์การเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสนองตอบผลประโยชน์ของแต่ละบุคคล  แนวทางเป้าหมายของปัจเจกบุคคลปรกติอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้บริหารระดับมืออาชีพ  ขึ้นหรืออยู่กับอำนาจมากมายที่สะสมมา  และสามารถที่จะมีอิทธิผลจากผลการตัดสินใจในเรื่องต่าง    ขององค์การหรือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตน

                     ในความเป็นจริงองค์การส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างคล้ายปิระมิด     ซึ่งตำแหน่งที่มีอำนาจมีเพียงหนึ่งคนที่อยู่เหนือสุดตามสายการบังคับบัญชา  ในความเป็นจริง ความต้องการทรัพยากรในทางเศรษฐกิจผลักดันให้บุคคลแข่งขันกันเพื่อความมีอำนาจ  เขาเหล่านั้นไม่สามารถไต่บันไดไปจนถึงระดับสูงในองค์การได้โดยปราศจากอำนาจ  ทำนองเดียวกันผู้บริหารที่ปราศจากอำนาจไม่อาจได้มาซึ่งทรัพยากรที่จำเป็น  รวมทั้งบุคลากรด้วย       เหตุผลนี้เกิดจากความผิดพลาดที่ได้มาซึ่งอำนาจ  หรือการกำหนดรูปแบบ  ความร่วมมือทางการเมือง  ซึ่งมีผลง่ายมากต่อบุคคล  และความผิดพลาดในการบริหาร

                    เมื่อมนุษย์แข่งขันกันเพื่อให้ได้อำนาจ  เขาเหล่านั้นก็แสร้งทำเป็นเล่นการเมือง  การเมืองเป็นเรื่องของกิจกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของตน  ตัวอย่างเช่น  ผู้บริหารอาจจะร่วมกันป้องกันรักษาผลประโยชน์     หรือเก็บกักข้อมูลเพื่อปิดบังมิให้ผู้อื่นรู้  แต่ก็มิใช่กิจกรรมทุกชนิดที่จะเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง  อย่างไรก็ตามเราก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นการเมือง ตัวอย่างเช่น  การเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานให้กับบุคคลใด  บุคคลหนึ่งนั้นก็คือการเพิ่มอำนาจให้กับบุคคลนั้น  แต่มิใช่เป็นการเล่นการเมือง  การเมืองธรรมดานั้นเป็นเรื่องของการกระทำอย่างตั้งใจที่จะมีอิทธิพลเหนือคนอื่นเพื่อจุดประสงค์บางอย่างหรือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนของบุคคลคนนั้นหรือชนกลุ่มนั้น

 

การเมืองและการควบคุมองค์การ

                    ความจำเป็นของการเมืองหรือยุทธวิธีการใช้อำนาจในสถานการณ์ต่าง    ในลักษณะองค์การขาดโครงสร้างและการควบคุมตามลำดับชั้น  ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดข้อตกลงว่าอะไรควรจะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย         การกำหนดทรัพยากรและบุคลากรควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร  บุคลากรควราจะใช้ประโยชน์ทางการเมืองเพื่อเพิ่มอำนาจและเพิ่มทรัพยากรสำหรับเขาเหล่านั้น  ตัวอย่างในกรณีที่ไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการประเมินการปฏิบัติงาน    ผู้บริหารอาจให้รางวัลกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ต่อตนโดยมิได้พิจารณาถึงการปฏิบัติงานก็เป็นได้

 

อำนาจและภาวะผู้นำ

                    แก่นแท้ของภาวะผู้นำก็คือ  อำนาจ  ภาวะผู้นำถ้าปราศจากซึ่งอำนาจ     ภาวะผู้นำก็จะไม่มีอะไรทำให้ผู้นำแตกต่างจากบุคคลที่ไม่มีภาวะผู้นำ  สิ่งนั้นก็คือผู้นำมีความสามารถที่จะมีอิทธิผลเหนือผู้อื่นได้  สิ่งนั้นก็คืออำนาจนั่นเอง ผู้บริหารอาจใช้อำนาจที่เป็นทางการเพื่อหาอาสาสมัครหรือไม่ใช่อาสาสมัครหรือได้รับการยินยอมจากผู้ใต้บังคับบัญชา   แต่ผู้นำอาจมีอำนาจไม่เป็นทางการ  ชักชวนหรือน้อมทำให้อาสาสมัครคนอื่น    เข้ามาสนับสนุนได้

                  แคนเตอร์  (Kanter)  ชี้ให้เห็นว่าอำนาจเป็นองค์ประกอบหลักของภาวะผู้นำของผู้บริหาร ผู้บริหารที่มีอำนาจเต็ม  มักชอบที่จะมอบหมายหรือกระจายอำนาจหน้าที่ร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชา  ให้รางวัลผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานเสร็จตามเป้าหมาย  กระจายอำนาจไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชา  กระตุ้นให้มีการสร้างทีมงานซึ่งเป็นการกระจายอำนาจนั่นเอง ในทางกลับกันผู้บริหารที่มีอำนาจน้อยมักทำเป็นเป็น  “นายจ้าง”  (Bossy)  แทนที่จะแสวงหาผู้ใต้บังคับบัญชามาร่วมงานเป็นอาสาสมัคร  ผู้บรหารเหล่านั้นอาจพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาต่อต้านอำนาจหน้าที่ของเขา      จึงทำตัวเหมือนเจ้าขุนมูลนาย  และใช้วิธีการทำโทษเป็นวิถีทางของการควบคุม

                  เกรนและคณะของเขา  ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารที่มีอำนาจเป็นบุคคลผู้พัฒนา  “กลุ่มภายใน”  สร้างความสัมพันธ์กับนายจ้างของเขา  การสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้จะทำให้ได้รับทรัพยากรการบริหารมาให้ลูกน้อยของตน   ในทางตรงกันข้าม  ผู้บริหารที่มีอำนาจน้อยได้รับการพิจารณาว่าเป็น  “มือรับจ้าง”  และมีความอิสระน้อย  พวกเขาเหล่านั้นได้รับการยอมรับจากลูกน้องน้อยมาก  นอกเหนือจากนั้นความสัมพันธ์ภายในกลุ่มจะถูกควบคุมโดยอำนาจนอกรูปแบบ  ความสัมพันธ์ของกลุ่ม  “กลุ่มนอก”  จะถูกควบคุมโดยสายการบังคับบัญชาตามรูปแบบ  กฎเกณฑ์  ข้อบังคับและการเมืองต่าง 

 

คุณลักษณะของอำนาจ

                      ลักษณะของอำนาจจะมีอิทธิผลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้อำนาจ   ถ้าเข้าใจลักษณะของอำนาจแล้วจะช่วยให้ผู้ที่ต้องการใช้อำนาจได้ใช้อำนาจอย่างชาญฉลาดตามความต้องการ  ลักษณะที่สำคัญของอำนาจก็คือสิ่งต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้  (1)  ความสัมพันธ์แบบการพึ่งพา  (2)  การขยายอำนาจ  (3)  ความคิดในเรื่องอำนาจ

                       1.  ความสัมพันธ์แบบการพึ่งพา  อำนาจนำมาใช้กับความสัมพันธ์แบบพึ่งพา        เราเพิ่มอำนาจกับคนอื่นได้เพราะบุคคลผู้นั้นต้องมาพึ่งเราในบางสิ่งบางอย่างบุคคลที่ต้องมาพึ่งเราจะยินยอมให้เรามีอิทธิผลต่อพฤติกรรมของเขาในองค์การต่างๆ  ก็เช่นกัน  ผู้บริหารมีอำนาจเหนือกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาต้องพึ่งพาผู้บังคับบัญชา  เพราะต้องการหวังในรางวัลขององค์การ  ความสัมพันธ์แบบพึ่งพานี้มิใช่มีด้านเดียว    ในทางตรงข้ามผู้ใต้บังคับบัญชาอาจมีอำนาจเหนือกว่าผู้บังคับบัญชาแต่ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจมีอำนาจเหนือกว่าผู้บังคับบัญชาเพราะผู้บังคับบัญชาต้องพึ่งพาผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่องผลผลิตความร่วมมือและแรงสนับสนุน

                       2.  การขยายอำนาจ  อำนาจขยายตัวได้  บุคคลที่มีอำนาจมาก  อำนาจในการเลือกการแสดงออกของพฤติกรรมก็ย่อมมีอัตราสูง  คนที่มีอำนาจมากย่อมสามารถทำสิ่งต่าง ๆได้มากทั้งดีหรือไม่ดี  มากกว่ากลุ่มที่มีอำนาจน้อยเพราะเขาเหล่านั้นสามารถเป็นเหตุให้คนอื่นตอบสนองในทางบวกตาที่ผู้มีอำนาจปรารถนาได้  ผู้มีอำนาจรู้สึกมั่นใจในการเลี่ยง    ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจมากจึงมีโอกาสประสบความสำเร็จในการประกอบการมากกว่าปัจเจกบุคคลที่มีอำนาจน้อยกว่าอย่างไรก็ตาม      อำนาจของเขาเหล่านั้นก็จะเพิ่มขึ้นมีโอกาสมากขึ้น  และอาจใช้เป็นวิถีทางที่ไม่ถูกต้องในการเพิ่มอำนาจให้กับตัวเขาเอง       และการกระทำในสิ่งชั่วร้ายก็อาจเพิ่มมากขึ้นเพราะบุคคลที่ต้องเกี่ยวข้องหรือพึ่งพาเพราะเขาเหล่านั้นจะไม่คัดค้านในอำนาจ ผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจจะมีความกลัวที่จะคัดค้านผู้มีอำนาจ  ปรากฏการณ์นี้ได้พบเห็นและเกิดขึ้นในบุคคลที่เป็นนักเผด็จการต่าง    ผู้เผด็จการจะเพิ่มพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย    ทั้งในทางบวกและในทางลบ    นักเผด็จการพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนอื่นต้องเข้ามาพึ่งพาสวามิภักดิ์เพื่อการอยู่รอดในขณะเดียวกันก็พยายามมิให้สมาชิกที่พึ่งพาตนอยู่ไปพึ่งพาบุคคลอื่น

                        3.  ความคิดเกี่ยวกับอำนาจ  เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทุกคนต้องการอำนาจ ต้องการครองตำแหน่งที่สามารถใช้อำนาจได้  แต่ในหลายสถานการณ์ผู้บริหารที่มีอำนาจพยายามใช้อำนาจเหนือผู้อื่นทั้งที่ตนเองมีอำนาจจริงน้อยกว่า  มีความจริงอยู่ประการหนึ่งก็คือบุคคลที่พยายามเพิ่มอำนาจให้กับตนเองย่อมเป็นผลให้ผู้อื่นต้องลดอำนาจของตนลง  แน่นอนย่อมทำให้เกิดความขัดแย้ง  และมีผู้ต่อต้านในอำนาจ  ซึ่งเป็นลักษณะของการต่อต้านการขยายอำนาจ     ในทางตรงกันข้ามจะเพิ่มอำนาจให้กับตนเองได้ก็โดยการกระจายอำนาจ  ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา  เมื่อผู้บริหารมีความเต็มใจที่จะกระจายอำนาจผู้ใต้บังคับบัญชาจะยินยอมให้อำนาจกับผู้บริหารตามใจปรารถนา  บุคคลผู้ซึ่งได้รับบางสิ่งบางอย่างจากผู้อื่นเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องการมอบบางสิ่งบางอย่างกลับคืน  ผลสุดท้ายก็คือทั้งสองกลุ่มต่างก็เพิ่มอิทธิผลซึ่งกันและกัน

 

(2)  แหล่งที่มาของอำนาจ

                        ผู้บริหารสามารถได้อำนาจจากแหล่งต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้คือ  อำนาจจากตำแหน่ง  อำนาจการให้รางวัล     อำนาจการบังคับ  อำนาจจากความเชี่ยวชาญ  อำนาจบารมีของตน  และอำนาจจาการเข้าร่วมสมาคม  สามอำนาจแรกเป็นลักษณะรูปแบบทางการมากกว่าสามอำนาจหลัง  ผู้บริหารทุกคนมีอำนาจแต่ผู้บริหารบางคนมีอำนาจเหนือกว่าผู้บริหารคนอื่น 

 

อำนาจในตำแหน่ง

                      อำนาจในตำแหน่ง  ได้มาจากตำแหน่งในสำนักงานซึ่งเขาครองตำแหน่งอยู่    อำนาจหน้าที่ในรูปแบบในสำนักงานมิใช่อำนาจที่แท้จริง  แต่ผู้บริหารได้อำนาจมาจากสำนักงานด้วยเหตุผล  2  ประการ  ประการแรก   เป็นธรรมเนียมที่ทุกคนในองค์การนั้นต้องยอมรับเงื่อนไขในอำนาจหน้าที่ของผู้บริหาร         เพราะคนในสำนักงานนั้นเชื่อว่าผู้บริหารมีสิทธิที่จะนำเขาได้เหตุผลประการที่สองก็คือ  เพราะตำแหน่งผู้บริหารมีอำนาจหน้าที่ควบคุมระบบการให้รางวัลและการลงโทษบางคนอาจไม่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมโดยตรง  แต่ก็มีอำนาจที่จะอยู่ในขบวนการที่จะประเมิน  ส่งผลไปยังศูนย์อำนาจ  (หรือสำนักงานใหญ่)

                     เป็นสิ่งที่แน่นอนผู้บริหารบางคนมีอำนาจในตำแหน่งมากกว่าคนอื่น      อำนาจของตำแหน่งซึ่งผู้บริหารใช้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของงานและความเต็มใจที่จะใช้อำนาจ  เช่น

                     1.  ผู้บริหารในองค์การธุรกิจ  กองทับ  และองค์การของรัฐบาลอื่น       ย่อมมีอำนาจมากกว่าผู้บริหารการศึกษา  ทางศาสนาหรือฝ่ายให้บริการและองค์การอาชีพอื่น    ผู้จัดการฝ่ายผลิตย่อมมีอำนาจมากกว่าฝ่ายนิเทศ

                     2.  ผู้บริหารผู้ซึ่งมีความเต็มใจที่จะใช้อำนาจหน้าที่ในการให้รางวัลและการลงโทษ  การสั่งการคนอื่นหรือหน่วยงานอื่นย่อมมีอำนาจในตำแหน่งมากกว่าผู้ไม่ใช้อำนาจ  ความเต็มใจในการใช้อำนาจย่อมสร้างความเชื่อถือให้กับผู้ใช้อำนาจด้วย

 

อำนาจในการให้รางวัล  (Reward  Power)

                      ความสามารถที่จะให้รางวัลเป็นแหล่งที่มาของอำนาจอย่างหนึ่ง  ผู้ใดที่มีหรือเป็นผู้ควบคุมทรัพยากรซึ่งเป็นสิ่งมีคุณค่าของผู้อื่นย่อมมีอำนาจเหนือผู้อื่นผู้บริหารมีอำนาจได้เพราะผู้บริหารควบคุมระบบรางวัล  เช่น  การขึ้นเงินเดือน    ความก้าวหน้าและการมอบหมายงาน  อำนาจจากรางวัลเป็นเรื่องที่ไม่มีขอบเขตสำหรับผู้บริหาร    ผู้นำนอกแบบอาจมีอำนาจในการยอมรับหรือไม่ยอมรับสมาชิกเข้าในกลุ่ม  ผู้นำนอกแบบอาจให้สิ่งประเทืองทางอารมณ์  และช่วยเหลือเป็นการส่วนตัวให้กับสมาชิกที่ยอมรับบรรทัดฐานของกลุ่ม         ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจมีอำนาจที่จะให้รางวัลและลงโทษผู้บังคับบัญชาได้โอยการยอมรับหรือไม่ยอมรับอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา

                      ผู้บริหารสามารถเพิ่มอำนาจการให้รางวัล     โดยอยู่ในตำแหน่งซึ่งควบคุมทรัพยากรของอค์การผู้บริหารในสายงานหลัก  (Line)  ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงย่อมมีอำนาจในการให้รางวัลมากกว่าสายงานที่ปรึกษา (Staff) เพราะความอยู่รอดขององค์การส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของเจ้าหน้าที่ในสายงานหลัก  เช่น  เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต  ฝ่ายจำหน่าย      ทรัพยากรขององค์การส่วนใหญ่อยู่ในการควบคุมของฝ่ายสายงานหลัก

 

อำนาจจากการบังคับ  (Coercive  Power)

                       อำนาจจากการบังคับเป็นความสามารถที่จะใช้อำนาจควบคุมผู้อื่นให้ปฏิบัติตามความปรารถนาของผู้นั้น  ความสามารถที่จะควบคุมผู้อื่นเป็นสิ่งที่เกิดจากความกลัวที่จะถูกลงโทษ  บุคลากรอาจจะไม่เต็มจยินยอมอ่อนข้อให้กับผู้ใช้อำนาจแบบนี้แต่เขาก็กลัวจะต้องตกงาน  หรือไม่ได้รับการยอมรับ  หรือเขาอาจไม่ได้รับรางวัลที่เขาต้องการ  อำนาจการบังคับธรรมดาแล้วมีผลเกิดขึ้นทันทีทันใดจากบุคคลผู้ที่เป็นเป้าหมาย     บ่อยครั้งที่ผู้บริหารใช้อำนาจบังคับทันทีกับบุคคลที่ก่อความรำคาญหรือความไม่สงบกับผู้อื่น

                        มีอำนาจการบังคับอยู่  2  แบบ  ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย  ผู้บริหารอาจจะไล่ผู้ใต้บังคับบัญชาออก   แบบไม่ถูกกฎหมายเพราะความประพฤติส่วนตัวหรือผู้บริหารอาจใช้การลงโทษแบบถูกกฎหมาย เช่น การลงโทษแบบให้ออก  การประณาม  การย้าย  การใช้อำนาจบังคับตามกฎหมายผู้บริหารย่อมได้รับการยอมรับนับถือมากกว่า      ในสภาพความเป็นจริง  ถ้าผู้บริหารไม่สามารถใช้อำนาจบังคับได้  ผู้บริหารจะไม่อาจควบคุมหรือได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา        ถ้าใช้อำนาจการบังคับอย่างเหมาะสมจะแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารผู้นั้นมีภาวะผู้นำ

                        การใช้อำนาจบังคับมีผลเสียคือ  (1)  ทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำ – สมาชิก (2)ทำให้ผู้ถูกลงโทษเกิดความอึดอัดใจ  โดยเฉพาะบุคคลที่ไม่รู้วิธีการปรับปรุงพฤติกรรมของตน  (3)  ทำให้เป็นบุคคลที่ไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์

 

อำนาจจากความเชี่ยวชาญ  (Expert  power)

                        บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญสูงมีข้อมูลที่คนอื่นในองค์การต้องการ  แน่นอน         ผู้เชี่ยวชาญย่อมมีอำนาจ  เช่น  ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษี  นักกฎหมาย           ผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ย่อมมีอำนาจมากกว่าคนอื่นเพราะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีข้อมูลที่ผู้บริหารต้องการ  บุคลากรที่รู้เรื่องเทคโนโลยีรู้ความซับซ้อนขององค์การ  รู้เรื่องเฉพาะต่าง   จะเพิ่มอำนาจจากความเชี่ยวชาญในอาชีพนั้น  การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจำเป็นจะต้องมีความต้องการทางด้านบริการกลุ่มอาชีพต่าง ๆ  มากขึ้น

                       ผู้บริหารสามารถใช้อำนาจจากความเชี่ยวชาญเพราะผู้บริหารมีประสบการณืทางด้านการงาน  และวิชาการมากกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาในหลายกรณี     ผู้บริหารได้เลื่อนขึ้นมาเป็นผู้บริหารเพราะมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคขององค์การนั้น  เพราะองค์การเหล่านั้นขาดผู้เชี่ยวชาญ  ผู้บริหารมีข้อมูลทางการบริหารซึ่งไหลผ่านในองค์การตามลำดับชั้น           ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการประสบการณ์จากผู้นิเทศงาน  รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ  เพื่อจะได้ทำงานให้ประสบความสำเร็จ     ในทำนองเดียวกันผู้ใต้บังคับบัญชา  ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางวิทยาการและมีทักษะสูงก็ย่อมมีอำนาจเหนือผู้บังคับบัญชาได้เพราะผู้บังคับบัญชาต้องพึ่งพาเขาเหล่านั้น

 

อำนาจบารมี  (Charismatic  Power)

                       บุคคลบางคนมีคุณสมบัติพิเศษส่วนตัว  ทำให้ตนเองมีอำนาจเหนือผู้อื่นได้         คุณสมบัติพิเศษนี้อาจรวมถึงความสามารถในการพูดในที่ชุมชน  ไสตล์ส่วนตัวหรือมีมาตรฐานทางศีลธรรมสูง  (มีคุณธรรมสูงนั่นเอง)     บุคคลอื่นอาจถูกดึงดูดในคุณสมบัติประจำตัวเหล่านี้เสน่หืประจำตัวนี้บางครั้งเรียกว่า  อำนาจการอ้างอิงหรืออำนาจบารมี  (referent  or  charismatic  power)  อำนาจนี้มาจากความรู้สึกของปัจเจกบุคคลซึ่งต้องการเลียนแบบบุคคลที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ปัจเจกบุคคลที่มีอำนาจบารมีนั้น  บางคนไม่มีอำนาจจากตำแหน่งงานเลย  แต่เขามีความสามารถที่ทำให้ผู้อื่นพึงพอใจ  ต้องการเลียนแบบ/การแสดงความพอใจหรือสิ่งประเทืองทางอารมณ์

                        สิ่งดึงดูดของบุคคลย่อมทำให้มีพฤติกรรมเลียนแบบจากผู้ที่ศรัทธาบุคคลผู้ที่ถูกดึงดูดให้ศรัทธาในบุคคลที่มีอำนาจบารมี  จะพยายามอย่างแข็งขันที่จะพยายามทำสิ่งต่าง    ให้เหมือนหรือเลียนแบบพฤติกรรมทุกอย่าง  บุคคลผู้มีอำนาจบารมีมักจะเป็นผู้มีความสำเร็จสูงในอาชีพของเขาและสไตล์ในการดำเนินชีวิตซึ่งเป็นที่ถูกใจของผู้อื่น  ในทางตรงข้ามไม่ใช้ผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ  ทุกคนที่มีอำนาจอ้างอิงหรืออำนาจบารมี  เพื่อที่จะได้อำนาจบารมี  บุคคลผู้นั้นจะต้องมีสไตล์ที่เป็นลักษณะเฉพาะและมีสิ่งที่น่าชื่นชมตัวอย่างบุคคลที่มีอำนาจบารมี  เช่น  วินสตัน  เซอร์ซิลล์  (Winston  Churchill)  เคเนดี้  (Kenedy)  บิลลี่  เกรแฮม  (Billy  Graham)  จอห์นปอลล์ที่  2  (John  Paul  II)

 

อำนาจความสัมพันธ์  (Association  Power)

                       บางคนมีอำนาจเพราะได้มีความสัมพันธ์กับบุคคลผู้มีอำนาจ     บุคคลเหล่านี้อาจมีตำแหน่งต่ำ  หรือไม่ค่อยมีอำนาจจากความเชี่ยวชาญด้านใดหรือได้รับการยอมรับส่วนตัว   แต่บุคคลเหล่านั้นอาจมีอำนาจขึ้นมาได้เพราะเขาเหล่านั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับแหล่งอำนาจโดยตรง  เขาอาจใช้อำนาจกับบุคคลอื่น  ยกตัวอย่างเช่น  ภรรยาของผู้บริหารหรือเลขานุการของผู้บริหาร      เพราะบุคคลพวกนี้มีอำนาจที่เกิดจากความสัมพันธ์หรือสมาคมกับเจ้านาย              ย่อมมีอำนาจและใช้อำนาจนั้นกับผู้อื่นได้หรือสมาชิกของประธานรัฐสภาย่อมมีอำนาจมากกว่าตัวแทนรัฐสภาคนอื่นเพราะเขาเหล่านั้นควบคุมการเข้ามาของตัวแทนที่มีอำนาจเหล่านั้น  และคณะกรรมการของเขาเหล่านั้น  การมีความสัมพันธ์เป็นแหล่งอำนาจที่สำคัญประการหนึ่งมีประโยชน์มากในองค์การที่มีความซับซ้อน  เพราะว่าความสัมพันธ์ขององค์การที่มีความซับซ้อน  และความสัมพันธ์แบบนอกรูปแบบ       คนส่วนมากค้นพบแหล่งอำนาจยาก  ถึงแม้เขาเหล่านั้นจะรู้แหล่งอำนาจเขาก็ต้องผ่านช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการต้องใช้เวลาที่จะทำเช่นนั้นได้  การที่รู้ว่าใครได้อยู่ใกล้ชิดกับแหล่งอำนาจเขาผู้นั้นจะตัดความซับซ้อนขององค์การได้        การมีความสัมพันธ์หรือร่วมสมาคมกับแหล่งอำนาจย่อมมีอำนาจในตัวเอง

 

ยุทธวิธีทางการเมืองในองค์การ  (Modes  of  Politicals  tactics)

                     ถึงแม้ผู้บริหารส่วนมากจะลังเลที่จะเล่นการเมืองในองค์การ  แต่บ่อยครั้งที่ผู้บริหารเหล่านั้นก็จะใช้ยุทธวิธีในการเพิ่มอำนาจและป้องกันอำนาจของเขาในองค์การ  จากการศึกษาของ  Allen        และคณะของเขาในการใช้ยุทธวิธีทางการเมืองของผู้บริหารทุกระดับตั้งแต่ระดับประธานบริษัท  ผู้จัดการระดับสูง  ผู้นิเทศงานระดับแรก  รายละเอียดการใช้ยุทธวิธีการเมือง 8  แบบ  ที่ใช้บ่อยมีดังต่อไปนี้คือ  (1)  การโจมตีหรือใส่ร้ายผู้อื่น  (2)  ใช้ระบบข่าวสารข้อมูล  (3)  สร้างความประทับใจในการบริหาร  (4)  พัฒนาระบบการส่งเสริมสนับสนุน  (5)  การประจบสอพลอ (6)  การรวมพลังอำนาจ  (7)      พัฒนาระบบพลังอำนาจจากความสัมพันธ์  (8)  สร้างความต้องการจำเป็น

 

                     การโจมตีหรือใส่ร้ายผู้อื่น

                     ยุทธวิธีนี้ค่อนข้างจะไร้ศีลธรรม  แต่ก็ใช้กันบ่อยจากการศึกษาของ  Allen         มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริหารที่ใช้ยุทธวิธีนี้  การใช้ยุทธวิธีนี้มีอยู่ด้วยกัน  2  วิธีคือ  Reactive  และ  Proactive  Reactive    พฤติกรรมของผู้บริหารแบบนี้จะหลีกหนีสถานการณ์ที่ไม่ต้องการหรือผลลัพท์ที่เลวร้าย  ยุทธวิธีแบบ  Proactive  จะเป็นลักษณะของการห่างจากบุคลากร  แต่จะไปเกี่ยวข้องกับการลดการแข่งขันในเรื่องทรัพยากรหรือรางวัลพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายในสายตาของสมาชิกที่อยู่ในองค์การเดียวกัน               ผู้เล่นเกมการเมืองอาจใส่ร้ายคู่แข่งขันหรือขัดขวางมิให้คู่แข่งขันประสบผลสำเร็จโดยปรกติพฤติกรรมแบบ  Reactive  เป็นลักษณะของยุทธวิธีที่ใช้ป้องกันผลประโยชน์ของตนเองในขณะที่พฤติกรรมแบบ  Proactive  สนใจความก้าวหน้า

                      การควบคุมข้อมูลข่าวสาร

                     ยุทธวิธีนี้เป็นวิธีการที่  2   ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองทีทันสมัยที่สุด  เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จัดการและมากกว่าครึ่งหนึ่งของประธานบริษัท  และหัวหน้างาน  ต่างให้ความสำคัญกับข้อมูลถือว่าข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองในองค์การ

                      การสร้างความประทับใจ

                      พฤติกรรมสนับสนุนให้เกิดความกระตือรือร้นเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความสนใจตัวผู้บริหาร    เป็นนักสร้างอุดมคติ  แต่งกายดี  ตลอดจนการวางตัวดี  ทรงผมเรียบ  สร้างบรรทัดฐานทางสังคมขององค์การเข้ากลุ่มหรือสมาคมกับพวกที่ประสบความสำเร็จเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญ  มีความกระตือรือร้น  ซื่อสัตย์  มีความเมตตากรุณา มีคุณลักษณะเป็นที่ประทับใจของสมาชิกในองค์การ

                      พัฒนาระบบสนับสนุน

                       ผู้บริหารระดับสูงพัฒนาระบบสนับสนุนทั้งความคิดและโปรแกรมการทำงานของผู้บริหารระดับรองผู้บริหารระดับสูง  จะใช้เวลามากและพยายามมือความคิดไปให้ผู้อื่นก่อนที่จะมีการตัดสินใจครั้งสุดท้าย  สร้างพื้นฐานการสนับสนุน  ก่อนที่จะมีการประชุมและเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับในความคิด

                     การรวมพลังอำนาจทางการเมือง

                     เป็นการรวมพลังอำนาจจากผู้บริหารระดับรองลงมา  ผู้บริหารระดับสูงจะพูดในทำนองยกย่องผู้บริหารระดับรองและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี  การรวมพลังอำนาจนี้จะเกิดขึ้นโดยยึดวิธีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของผู้ที่เข้าร่วมสัมพันธ์ด้วย  การรวมพลังอำนาจจะตอบสนองความต้องการจำเป็นและสนองตอบความคาดหวังของสมาชิกที่เข้ามามีส่วนร่วม      พร้อมกับสร้างความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม

                     การสร้างอาณาจักร

                     การสร้างอาณาจักร  มิได้กล่าวไว้ในการศึกษาของ  Allen  ผู้บริหารบางคนพยายามขยายอำนาจหน้าที่เท่าที่จะทำได้  พยายามทำตัวเป็นผู้ตัดสินใจกับหน่วยงานที่ต้องขึ้นอยู่กับตน  เขาเหล่านั้นพยายามที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่สำคัญ    และพยายามมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจในองค์การ  ทำตัวเหมือนกับลดช่องว่างที่เกิดจากผู้บริหารคนอื่น       ผู้ซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือโดยการขยายขนาดของสำนักงานให้ใหญ่โตขึ้นจะได้เพิ่มผู้ใต้บังคับบัญชาให้มากขึ้น         ผู้บริหารเหล่านี้จะพยายามสร้างอาณาจักรให้ตนเองเพราะนั่นหมายถึงการได้มาซึ่งสถานภาพของตน        การมีอำนาจมากขึ้นนั่นย่อมหมายถึงรายได้ย่อมติดตามมาด้วย

                      การประเมินยุทธวิธีทางการเมือง

                       ผู้บริหารใช้ยุทธวิธีทางการเมืองเพื่อให้ได้มาและป้องกันอำนาจไว้       นอกจากนั้นยังใช้อำนาจเพื่อให้องค์การบรรลุเป้าหมาย  ดังนั้นยุทธวิธีทางการเมืองจึงเป็นสิ่งจำเป็น    ในทางตรงข้ามเมื่อยุทธวิธีทางการเมืองถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลหรือเพื่อกลุ่มพวกย่อมเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับองค์การโดยไม่จำเป็น    การเมืองในองค์การอาจทำให้เกิดปัญหา  ตัวอย่างจากจุดยืนขององค์การ  การเก็บกักข้อมูล  และการสร้างอาณาจักร           อาจช่วยผู้บริหารแต่อาจไม่เอื้อประโยชน์ต่อเป้าหมายขององค์การ          อีกปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือยุทธวิธีทางการเมืองอาจจะปกป้องบางคนและผลประโยชน์ทางด้านการงานของผู้จัดการกลุ่มแต่จะทำให้การปฏิบัติงานของผู้บริหารคนอื่น    ในองค์การเกิดความเสียหาย  ความสำเร็จขององค์การอาจขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานที่พอเพียงของผู้จัดการทุกฝ่าย แต่การปฏิบัติงานของหัวหน้าฝ่ายบางฝ่ายอาจเป็นปัญหาและไม่สนับสนุนการบริหารงานทั้งหมด

                      การได้มาและการใช้อำนาจ

                      ผู้มีอำนาจต้องการและใช้อำนาจทุกรูปแบบที่มีเขาเหล่านั้นเข้าใจเป็นอย่างดีในรูปแบบต่างๆ  ของอำนาจ  รู้วิธีการได้มา  และรู้จักใช้อำนาจอย่างมีประสิทธิผล  ผู้บริหารบางคนประสบผลสำเร็จทั้งการได้มาและการใช้อำนาจ  ในขณะที่ผู้บริหารบางคนไม่ประสบผลสำเร็จ  บางคนได้มาแต่รักษาอำนาจไว้ไม่ได้เพราะเขาไม่รู้จักใช้อำนาจอย่างมีประสิทธิผล             จากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ   ท่านสามารถที่จะเรียนรู้ทักษะของการได้มาซึ่งอำนาจ  การใช้      และการรักษาอำนาจ  ท่านอาจใช้ข้อสังเกตต่อไปนี้เป็นแนวทางสำหรับตัวท่านในการสร้างโมเดลพฤติกรรมของท่าน

 

รูปแบบต่าง    ในการสร้างแรงจูงใจพื้นฐาน

                      ปัจจัยเรื่องบุคลิกภาพของผู้บริหารบางคนผู้ประสบความสำเร็จในการใช้อำนาจ

                      1.  ผู้บริหารที่มีอำนาจใส่ใจที่จะสร้างแรงจูงใจในเรื่องอำนาจสูง  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะมองเห็นว่าการบริหารคือเกมการใช้อำนาจนั่นเองเป็นการใช้อำนาจให้บุคคลอื่นทำงานให้บรรลุเป้าหมาย  ใช้ภาวะผู้นำเมื่อต้องสัมพันธ์กับผู้อื่น  จะไม่ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเดียว  ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจะกระจายอำนาจหน้าที่และอำนาจกับผู้ใต้บังคับบัญชา     ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความรู้สึกว่าตนเองก็มีอำนาจ

                      2.  ผู้บริหารที่มีอำนาจ  จะสร้างแรงจูงใจโดยการให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วม    ในขณะที่ผู้บริหารให้ความสนใจกับความต้องการของผู้ใต้บังคับบัญชา  ผู้บริหารจะไม่ตัดสินใจบนพื้นฐานที่ว่า  ผู้ใต้บังคับบัญชาจะชอบเขาหรือไม่  ผู้บริหารมีแรงจูงใจกับการมีส่วนร่วมจะมีความต้องการสูงให้ผู้ใต้บังคับบัญชา       เข้าร่วมมากกว่าการมีอำนาจและผลสำเร็จขององค์การ  ความต้องการอำนาจของผู้บริหาร  ทำให้เกิดการตัดสินใจที่โลเลเพราะผู้บริหารต้องการยอมรับจากผู้อื่น  ผู้บริหารจะพอใจกับการมีส่วนร่วมของผู้ใต้บังคับบัญชา  ถ้าผู้บริหารไม่เลือกวิธีการนี้ก็จะเป็นบุคคลที่แปลกหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา

                     3.  ผู้บริหารที่มีอำนาจสนใจกับแรงขับของอำนาจทางสังคม    ผู้บริหารที่รู้จิตใจของคนในองค์การมาก  ผู้บริหารจะพยายามสร้างบรรยากาศการทำงานในองค์การให้สมาชิกในองค์การมีความรับผิดชอบเป้าหมายขององค์การชัดเจน พัฒนาทีมงาน  ผู้บริหารเป็นผู้สร้างพลังอำนาจส่วนตัวดดยเพิ่มความรับผิดชอบในงานของตัวเองให้สูงขึ้นพัฒนาทีมงาน แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารก็พยายามให้ผู้ใต้บังคับบัญชาซื่อสัตย์ต่อตนเองมากกว่าองค์การ

                    4.  เป็นผู้นำทีมีอารมณ์มั่นคงและปรับตัวได้เก่ง  จากการศึกษาดูงานของเวลลันท์  กล่าวว่าผู้บริหารที่ประสบผลสำเร็จมักจะเป้นคนที่น่าคบหาสมาคมด้วยได้  เป็นที่พึงพอใจของเพื่อนฝูง  ชอบกีฬา  มีน้ำใจ  เป็นนักกีฬา     มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  และรู้จักพักผ่อน  โดยทำตัวให้ว่างจากการงานได้  ยังมีเรื่องที่ค่อนข้างจะไม่ร่วมสมัยนัก    ที่กล่าวว่าผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จมักจะมีปัญหาทางครอบครัว  แต่ในความเป็นจริงที่ยอมรับกันเป็นสากลก็คือ    ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารงานมักจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวด้วย  ชีวิตในครอบครัวจะอบอุ่นมีความพร้อมตามควรแก่อัตภาพ          เพราะผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ  สิ่งหนึ่งที่เป็นสัจจธรรมก็คือ  จะต้องบริหารตนเองให้ได้ก่อนที่จะบริหารผู้อื่น  (ปีเตอร์  ดรัคเกอร์)

 

วิธีการได้มาซึ่งอำนาจ

                        คอทเตอร์ได้กล่าวถึงการได้มาซึ่งอำนาจ  3  แบบแรก  (อำนาจจากตำแหน่ง  อำนาจการให้รางวัลอำนาจการบังคับ)  คือ

                        1.  ผู้บริหารที่มีอำนาจต้องการอำนาจและให้อำนาจทุกรูปแบบ  ผู้บริหารที่มีประสิทธิผลจะรู้สึกว่าการใช้อำนาจบางอย่างจะได้ผลดีต้องเหมาะกับสถานการณ์  เท่านั้น          ผู้บริหารอาจจะต้องใช้อำนาจจากความเชี่ยวชาญแล้วหาตำแหน่งแล้วจึงใช้อำนาจจากการให้รางวัล  และการบังคับ

                       2.  ผู้บริหารที่มีอำนาจ  ใช้อำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจของตนเอง  ผู้บริหารลงทุนทรัพยากรและอำนาจ   เป็นการเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมากขึ้น  ผู้บริหารรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่จะเป็นผลกลับคืนมาและจะเข้าร่วมกิจกรรมขององค์การบ่อย    เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งความสามารถของตนเองและได้รับการยอมรับจากสมาชิก  อาจจะถึงกับลงมือเปลี่ยนโครงสร้างขององค์การเพื่อนำบริวารของตนเข้ามาสู่ตำแหน่งต่าง    เพื่อบริวารของตนจะได้ปกป้องผลประโยชน์ไว้ให้

                       3.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะมีการวางแผนในการโยกย้ายตนเองในองค์การ    เขาเหล่านั้นจะไม่เคลื่อนย้ายตำแหน่งโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า  ผู้บริหารเหล่านั้นจะเสาะหางานและตำแหน่งบริหารที่มีอำนาจและให้บุคคลอื่น         ต้องมาพึ่งพาเขา  ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารเหล่านี้   ได้วางแผนการเคลื่อนย้ายตนเองและมีแรงกระตุ้นผลักดันจะทำให้ผู้บริหารเหล่านั้นมีโอกาสผิดหวังน้อย  เขาจะได้มาซึ่งอำนาจและความก้าวหน้าเขาชอบการเสี่ยง  แต่การเสี่ยงเป็นเรื่องของการคำนวณผลได้ผลเสีย   เขาจะหลีกเลี่ยงผลเสียให้มีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย

                      4.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะร่วมมือกับคนอื่น    ผู้บริหารจะเพิ่มอำนาจเมื่อคนอื่น     เต็มใจที่จะยอมรับคำขอร้องของเขา  คนอื่น    จะยอมรับคำร้องขอของผู้บริหารเพราะเขาเชื่อว่าผู้บริหารจะสร้างความพึงพอใจในสิ่งที่เขาต้องการ   การเพิ่มความสัมพันธ์ในการพึ่งพากับคนอื่น    ผู้บริหารอาจจะช่วยให้เขาเหล่านั้นบรรลุวัตถุประสงค์ ในขณะเดียวกันผู้บริหารจะเพิ่มความรู้สึกจำเป็นที่บริวารเหล่านั้นจะพึ่งพาเขา  ความร่วมมือที่สำคัญจะเกี่ยวข้องทั้งผู้บริหารที่อยู่เหนือขึ้นไปผู้ใต้บังคับบัญชา   เพื่อนร่วมงานและผู้มีอำนาจต่าง    นอกองค์การ

 

วิธีการใช้อำนาจ

                       วิธีการต่าง    ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ผู้บริหารที่มีอำนาจใช้อำนาจ

                        1.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะรู้สึกสบายใจในการใช้อำนาจ    เขาจะรู้สึกและยอมรับว่าอำนาจเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการเรื่องของคน  เขาจะรู้สึกมีความหมายมาก  เขาจะใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำงาน  บรรลุเป้าหมาย  สำหรับผู้บริหารเหล่านี้     อำนาจเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งและเป็นทรัพยากรที่จำเป็นและเป็นการร่วมสร้างความร่วมมือกับบุคคลอื่น     ผู้บริหารจะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดในการที่จะใช้อำนาจ

                        2.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของรูปแบบต่างๆ  ของอำนาจ    เขาจะรู้จุดอ่อนจุดแข็งและข้อจำกัดของแหล่งที่มาของอำนาจ           และรู้จักสถานการณ์การได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจอย่างมีประสิทธิผล   ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารจะยอมรับว่าความนิยมในเรื่องความเชี่ยวชาญในอาชีพมีอำนาจมากกว่าอำนาจในตำแหน่ง  แต่เขาจะรู้ว่าการที่จะใช้อำนาจจากความเชี่ยวชาญ  จำเป็นจะต้องได้อำนาจในตำแหน่งเสียก่อน

                       3.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะมีเหตุผลในเรื่องการใช้อำนาจในตำแหน่งตามกฎหมาย   เขาจะยอมรับในความสำคัญของความคิด  เขาจะคิดไตร่ตรองทั้งในเรื่องภายในและภายนอกองค์การ  เขาจะไม่ค่อยใช้อำนาจบังคับบางครั้งอาจจะใช้  แต่จะใช้อย่างมีสติ  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะพยายามสร้างความเชื่อถือให้กับตนเองและเป็นคนตรงไปตรงมา  และคนอื่น    เต็มใจที่จะยอมรับฟังเขา

                       4.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะมีความรู้สึกเฉียบไว  ในเรื่องการพึ่งพาผู้อื่น   ผู้บริหารที่มีอำนาจจะพยายามไม่พึ่งพาผู้อื่น  แต่จะพยายามให้ความช่วยเหลือผู้อื่นที่มาพึ่งพาตนเอง

                       5.  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะสร้างบทบัญญัติที่สำคัญ   ขึ้นมา ผู้บริหารจะเป็นสมาชิกที่มีจุดยืนที่ดีในองค์การและสร้างบรรทัดฐาน  สร้างค่านิยมและสร้างอุดมการณ์  เขาจะรวมพลังอำนาจภายในและภายนอก          เช่น  สหภาพ  รวมกลุ่มพลังต่าง ๆ  ผู้บริหารที่มีอำนาจจะไม่ให้พลังอำนาจภายในมีน้อยกว่าพลังอำนาจภายนอก

 

ข้อจำกัดของการใช้อำนาจ

                     1.  การใช้เกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานเป็นตัวเลือก    ผู้บริหารสามารถเพิ่มพลังอำนาจได้โดยการใช้เกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นตัวเพิ่มอำนาจองค์การใช้เกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นตัวเพิ่มอำนาจ   องค์การใช้เกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานวัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลและเพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากร        ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จใช้อิทธิผลการเลือกเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานเพื่อสร้างอำนาจให้กับตำแหน่งของตนเอง

                     2.  ใช้ขบวนการตัดสินใจตามกฎหมาย  คณะกรรมการได้นำมาใช้ขบวนการตัดสินใจ     การใช้ระบบคณะกรรมการ  เป็นสิ่งที่มีความก้าวหน้ามาก  ประการแรก     เป็นการกระจายความรับผิดชอบของการตัดสินใจหรือเป็นการใช้อำนาจของผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด  ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่พิเศษ    ประการที่สอง  การใช้ระบบกรรมการจะเพิ่มความเป็นไปได้  อำนาจของกรรมการจะได้รับการยอมรับเพราะคณะกรรมการจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจ  ประการที่สาม  โดยปรกติการตัดสินใจของคณะกรรมการจะไม่แปลกแยกไปจากความปรารถนาของผู้บริหารเท่าใดนัก  ในหลายกรณีคณะกรรมการได้ทำงานโดยอาศัยข้อมูลและทำตามกฎข้อบังคับของผู้บริหาร      ในที่สุดการตัดสินใจโดยคณะกรรมการกลายเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายได้รับการยอมรับมากกว่าผู้บริหารคนเดียว

                    3.  ใช้ขบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม  ผู้บริหารใช้ขบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม    ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  ผลการตัดสินใจจะได้รับการยอมรับมากกว่า         และเป็นไปตามความปรารถนาของผู้บังคับบัญชา  ผู้บริหารที่มีอำนาจจึงใช้วีการนี้เป็นวิธีการเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง

                   4.  การควบคุมการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลผู้บริหารที่สามารถควบคุมการไหลเวียนข้อมูลเพื่อป้องกันการรักษาอำนาจของตนไว้  ข้อมูลข่าวสารก็มีความสำคัญเท่าเทียมกับทรัพยากรอื่นเหมือนกัน  เพราะทุกคนต้องการข้อมูลเพื่อประกอบการทำงาน  บุคคลที่ควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลย่อมมีอำนาจ  ซึ่งทำให้คนอื่นต้องมาพึ่งพาอาศัย

 

สรุป

                     ในขณะที่อำนาจอาจมีผลในทางนิเสธ  แต่อำนาจก็เป็นพลังที่ทำให้องค์การดำเนินไปได้   องค์การจะไม่อาจทำหน้าที่ได้  ถ้ามีมีบุคคลผู้ซึ่งสามารถที่จะมีอิทธิผลเหนือคนอื่นให้คนอื่นทำงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ       ผู้บริหารต้องการอำนาจเพื่อที่จะมีอิทธิผลเหนือผู้อื่น  เขาจะต้องมีทักษะในการให้ได้มาซึ่งอำนาจและธำรงรักษาอำนาจนั้นไว้    ผู้บริหารอาจได้อำนาจการบริหารจากความเชี่ยวชาญในอาชีพ  ตำแหน่งที่เป็นทางการ  แรงดึงดูดใจส่วนบุคคล  การได้สมาคมกับบุคคลที่มีอำนาจ  และ/หรือมีความสามารถในการให้รางวัลและลงโทษผู้อื่นได้  ศักยภาพของผู้บริหารสามารถเพิ่มขึ้นได้ถ้าได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ  ที่จำเป็นในการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจ    การเฝ้าสังเกต  หรือการเลือนแบบพฤติกรรมผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จและผู้นำทางการเมือง  ตัวอย่างพฤติกรรมที่อาจใช้เป็นแนวทางในการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจ

                    1.  มีความต้องการอำนาจ     ความต้องการอำนาจเป็นเสมือนแรงจูงใจให้บุคคลผู้นั้นได้มาซึ่งอำนาจที่ต้องการและใช้อำนาจ

                    2.  การมีทักษะในอาชีพที่ตนดำเนินการอยู่การเพิ่มอำนาจในความเชี่ยวชาญ  เป็นก้าวแรกในการเพิ่มอำนาจชนิดอื่น

                    3.  ควรเพิ่มอำนาจกับบุคคลอื่น  รวมทั้งผู้บังคับบัญชา  ผู้ใต้บังคับบัญชา  ควรจะหาความรู้ในเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ

                   4.  ควรใช้อำนาจทุกรูปแบบที่จำเป็นให้งานสำเร็จ  ในทางตรงข้ามควรตระหนักในจุดอ่อนและจุดแข็งของอำนาจต่าง    เพื่อจะได้ใช้อำนาจอย่างมีประสิทธิผล

                    5.  ใช้อำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจ  โดยการควบคุมการกระจายอำนาจในองค์การและทรัพยากร        ผู้บริหารสามารถทำให้บุคคลอื่นต้องมาพึ่งพาตน

                     6.  ต้องพยายามให้ได้มาและธำรงรักษาไว้ซึ่งอำนาจ         ผู้บริหารต้องวางแผนและต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้มาและรักษาไว้ซึ่งอำนาจ

                     7.  เรียนรู้และใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง  ผู้บริหารอาจเลือกใช้เกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานตามกฎหมายเป็นขบวนการใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย