http://area.ge.go.th/phayao1/data/b04.doc 23/08/2546
บทที่ 4
การประกันคุณภาพการศึกษา
คำนำ
หลักการสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือการกระจายอำนาจการบริหารการจัดการศึกษา
การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ซึ่งการดำเนินการให้บรรลุตามหลักการดังกล่าว จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู
ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครูทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นยุทธศาสตร์หลักในการสร้างกลไกและเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง
สร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่
และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น
เมื่อวันที่
26 กันยายน 2543
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานโครงการฯ
ทำหน้าที่ประสานและส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนประสานการจัดทำชุดฝึกอบรมต้นแบบ
เพื่อเป็นคู่มือให้กลุ่มเป้าหมายได้ใช้ศึกษาและพัฒนาตนเอง
ชุดฝึกอบรมต้นแบบที่จัดทำขึ้นมีจำนวน 3 ชุด คือ (1) ชุดฝึกอบรมผู้บริหาร
(2) ชุดฝึกอบรมครู และ (3) ชุดฝึกอบรมผู้นำชุมชน
โดยชุดฝึกอบรมต้นแบบแต่ละชุด ประกอบด้วย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์
ในส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ จะประกอบด้วย ประมวลสาระ และ แนวทางการศึกษา
ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำชุดฝึกอบรมต้นแบบดังกล่าวไปผลิตเพื่อเผยแพร่ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่รับผิดชอบ
เพื่อใช้ในการศึกษาและพัฒนาตนเองต่อไป
เอกสารเรื่อง การประกันคุณภาพการศึกษา
ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสื่อสิ่งพิมพ์ในชุดฝึกอบรมครู ประกอบด้วยสาระสำคัญ 9 เรื่อง คือ
1. หลักการจัดการศึกษา
2. การพัฒนาวิชาชีพครู
3. การกระจายอำนาจทางการศึกษา
4. การประกันคุณภาพการศึกษา
5. หลักสูตรสถานศึกษา
6. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
7. การวิจัยในชั้นเรียน
8. เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้
9. ครูกับการจัดการศึกษาของชุมชน
ในการจัดทำชุดฝึกอบรมดังกล่าว
สำนักงานปฏิรูปการศึกษาในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการประสานงานโครงการฯ
ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ
ซึ่งได้ร่วมกันอุทิศเวลา ความรู้ ความสามารถ ความวิริยะอุตสาหะ จนเสร็จสมบูรณ์
คณะกรรมการประสานงานโครงการฯ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาตนเองได้เป็นอย่างดี

(ศ.ดร. ปรัชญา
เวสารัชช์)
ประธานคณะกรรมการประสานงาน
โครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา
ครู
ผู้นำชุมชนและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีนาคม 2545
สารบัญ
หน้า
คำนำ
บทที่ 4 การประกันคุณภาพการศึกษา
1
เรื่องที่ 4.1 ความหมายและความสำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษา 2
4.1.1 ความหมายของการประกันคุณภาพการศึกษา 2
4.1.2 ความสำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษา 3
เรื่องที่ 4.2 ระบบและกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา 5
4.2.1 ระบบและกระบวนการประกันคุณภาพภายใน 5
4.2.2 ระบบและกระบวนการประกันคุณภาพภายนอก 14
เรื่องที่ 4.3 มาตรฐานและตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา 19
4.3.1 มาตรฐานการศึกษา 19
4.3.2 ตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา 22
เรื่องที่ 4.4 บทบาทของครูในการประกันคุณภาพการศึกษา 30
4.4.1 บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายใน 30
4.4.2 บทบาทของครูในการรับการตรวจสอบและประเมินจากภายนอก 32
บรรณานุกรม 33
การประกันคุณภาพการศึกษา
"คุณภาพของคน" เป็นปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ
และ "การศึกษา" เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ
การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 จึงได้กำหนดให้มี "ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา" เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
โดยที่ "ครู" เป็นปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและการประกันคุณภาพการศึกษา
ดังนั้นครูจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความสำคัญของการประกันคุณภาพ
สามารถวิเคราะห์ระบบและกระบวนการในการประกันคุณภาพการศึกษาได้
สามารถกำหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษาได้ และสามารถดำเนินการให้เกิดคุณภาพการศึกษาตามบทบาทหน้าที่ของครูในระบบการประกันคุณภาพภายใน
และระบบการประกันคุณภาพภายนอก พร้อมทั้งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เรื่องที่ 4.1
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 มาตรา 81
ได้กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิด ความรู้คู่คุณธรรม และจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ
ซึ่งนำไปสู่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542 ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษา
คือ ได้กำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542: มาตรา 47)
4.1.1
ความหมายของการประกันคุณภาพการศึกษา
การประกันคุณภาพการศึกษา
หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและกระบวนการตรวจสอบ หรือ
การประเมินว่าเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษามากน้อยเพียงไร (Murgatroyd,Stephen
and Morgan,Colin 1994 : 45)
การประกันคุณภาพการศึกษาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่สำคัญ
2 เรื่องดังนี้
1. การกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาซึ่งหลักปฏิบัติทั่วไปจะกำหนดโดยองค์คณะบุคคล ผู้เชี่ยวชาญ หรือ
ผู้มีประสบการณ์ (Murgatroyd,Stephen
and Morgan,Colin 1994 : 45) ในระบบการศึกษาไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 กำหนดให้กระทรวงการศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการศึกษา (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 : มาตรา 31) โดยมีสภาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมแห่งชาติ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นผู้พิจารณาเสนอตามลำดับสายงาน
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542: มาตรา 34)
2. กระบวนการตรวจสอบและประเมินการดำเนินการจัดการศึกษาว่าเป็นไปตามมาตรฐาน
คุณภาพการศึกษามากน้อยเพียงไร พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ได้กำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 : มาตรา 48) และให้มีการประเมินคุณภาพภายนอก
ของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก 5 ปี
โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 : มาตรา 49)
4.1.2 ความสำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษา
โลกในยุคปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
จึงจำเป็นที่แต่ละประเทศต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายจากกระแสโลก
โดยปัจจัยสำคัญที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายดังกล่าว คือคุณภาพของคน
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยจะต้องเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพ
เพื่อทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ทำให้เป็นคนที่รู้จักคิดวิเคราะห์
รู้จักแก้ปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
มีจริยธรรม คุณธรรม รู้จักพึ่งตนเองและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข
ถึงแม้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีความพยายามในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยมาโดยตลอด
แต่จากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับมัธยมศึกษาของกรมวิชาการ ปี 2540 พบว่าคะแนนเฉลี่ยของวิชาต่างๆ
ส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่าร้อยละ 50 เช่น
คะแนนเฉลี่ยในวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของนักเรียนชั้น ม. 6 มีค่าไม่ถึงร้อยละ 30 แสดงว่านักเรียนทำข้อสอบได้ไม่ถึง
1 ใน 3 ของข้อสอบทั้งหมด
นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการแล้ว จริยธรรม คุณธรรม
และความปลอดภัยของร่างกายและจิตใจของเด็กไทยก็อยู่ในสภาวะเสี่ยงเช่นเดียวกันดังตัวอย่างของปัญหายาเสพย์ติดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสถานศึกษาขณะนี้
ด้านความสามารถในการคิดวิเคราะห์นั้น
จากการศึกษาของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
เกี่ยวกับการทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของสมาคมนานาชาติเพื่อการประเมินผลทางการศึกษา
พบว่าเด็กไทยทำคะแนนได้ดีสำหรับข้อสอบแบบเลือกตอบที่ใช้ทักษะพื้นฐาน
(เช่น การบวก ลบ คูณ หาร)
หรือข้อสอบที่ใช้ความจำแต่ไม่สามารถทำข้อสอบที่เป็นโจทย์ปัญหาที่ต้องคิดวิเคราะห์
หรือต้องเขียนคำตอบอธิบายยาวๆ
แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการคิดวิเคราะห์ และการเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดของเด็กไทย
ในขณะที่ความสามารถดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบัน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 : 1)
จากที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการศึกษาว่าจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนา
ปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ จริยธรรม คุณธรรม
ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของประเทศไทย
โดยจะต้องจัดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษา
เพื่อให้เกิดกลไกในการตรวจสอบและกระตุ้นให้หน่วยงานทางการศึกษามีการควบคุมคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
ซึ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาต้องจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน
เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 : มาตรา 48) ให้มีการเสนอผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งที่จัดทำอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก
5 ปี
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 : มาตรา 49) ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
ให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด
การประกันคุณภาพการศึกษา
มีความสำคัญ 3 ประการ คือ
1. ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลคุณภาพการศึกษาที่เชื่อถือได้
เกิดความเชื่อมั่นและสามารถตัดสินใจเลือกใช้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน
2. ป้องกันการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ
ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและเกิดความเสมอภาคในโอกาสที่จะได้รับการบริการการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง
3. ทำให้ผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษามุ่งบริหารจัดการศึกษาสู่คุณภาพและมาตรฐานอย่างจริงจัง
ซึ่งมีผลให้การศึกษามีพลังที่จะพัฒนาประชากรให้มีคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นการบริหารจัดการและการดำเนินกิจกรรมตามภารกิจปกติของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้รับบริการการศึกษา
ทั้งยังเป็นการป้องกันการจัดการศึกษาที่ด้อยคุณภาพและสร้างสรรค์การศึกษาให้เป็นกลไกที่มีพลังในการพัฒนาประชากรให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น
เรื่องที่ 4.2
ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 มาตรา 47 ประกอบด้วย
ระบบการประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก
4.2.1
ระบบและกระบวนการประกันคุณภาพภายใน
ระบบการประกันคุณภาพภายใน
หมายถึง ระบบการประเมินผล และการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเองหรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 : มาตรา 4)
สถานศึกษาจะต้องพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงาน
โดยคำนึงถึงหลักการและกระบวนการดังต่อไปนี้
1. หลักการสำคัญของการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษามี
3 ประการ คือ
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 : 11)
1.1 จุดมุ่งหมายของการประกันคุณภาพภายใน
คือ การที่สถานศึกษาร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา
ไม่ใช่การจับผิดหรือทำให้บุคลากรเสียหน้า โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่
การพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน
1.2 การที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามข้อ
1.1 ต้องทำให้การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการและการทำงานของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษาไม่ใช่เป็นกระบวนการที่แยกส่วนมาจากการดำเนินงานตามปกติของสถานศึกษา
โดยสถานศึกษาจะต้องวางแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเจน
ทำตามแผนตรวจสอบประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เป็นระบบที่มีความโปร่งใสและมีจิตสำนึกในการพัฒนาคุณภาพการทำงาน
1.3 การประกันคุณภาพเป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา
ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู อาจารย์และบุคลากรอื่นๆ
ในสถานศึกษาโดยในการดำเนินงานจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ชุมชน
เขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย
วางแผน ติดตามประเมินผลพัฒนาปรับปรุง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ช่วยกันผลักดันให้สถานศึกษามีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ
เป็นไปตามความต้องการของผู้ปกครอง สังคม และประเทศชาติ
2. กระบวนการการประกันคุณภาพภายในตามแนวคิดของการประกันคุณภาพ
มี 3 ขั้นตอนคือ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 :7)
2.1 การควบคุมคุณภาพ
เป็นการกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เข้าสู่มาตรฐาน
2.2 การตรวจสอบคุณภาพ เป็นการตรวจสอบ
และติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
2.3 การประเมินคุณภาพ
เป็นการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาโดยสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดในระดับเขตพื้นที่การศึกษาฯ
และระดับกระทรวง
3. กระบวนการประกันคุณภาพภายในตามแนวคิดของหลักการบริหารที่เป็นกระบวนการครบวงจร (PDCA) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ
3.1 การร่วมกันวางแผน (Planning)
3.2 การร่วมกันปฏิบัติตามแผน
(Doing)
3.3 การร่วมกันตรวจสอบ (Checking)
3.4 การร่วมกันปรับปรุง (Action)
เมื่อพิจารณากระบวนการการประกันคุณภาพภายในตามแนวคิดของการประเมินคุณภาพและแนวคิดของการบริหารแบบครบวงจรจะเห็นว่ามีความสอดคล้องกัน
ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 :10)
ร่วมกันวางแผน

ร่วมกันตรวจสอบ
ภาพที่ 4.1
แสดงความสัมพันธ์ของแนวคิดของการประเมินคุณภาพและการบริหารแบบครบวงจร
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 :10)
จากภาพที่ 4.1
การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพก็คือกระบวนการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพตามหลักการบริหารนั่นเอง
โดยการควบคุมคุณภาพ คือ การที่สถานศึกษาต้องร่วมกันวางแผนและดำเนินการตามแผน
เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามเป้าหมายและมาตรฐานการศึกษา ส่วนการตรวจสอบคุณภาพ
คือ การที่สถานศึกษาต้องร่วมกันตรวจสอบเพื่อพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามเป้าหมายและมาตรฐานการศึกษาเมื่อสถานศึกษามีการตรวจสอบตนเองแล้วหน่วยงานในเขตพื้นที่การศึกษาและต้นสังกัดก็เข้ามาช่วยติดตามและประเมินคุณภาพเพื่อให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาปรับปรุงสถานศึกษา
ซึ่งจะทำให้สถานศึกษามีความอุ่นใจ และเกิดความตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพอยู่เสมอ
4. ขั้นตอนการดำเนินงานตามกระบวนการประกันคุณภาพภายใน
การดำเนินการประกันคุณภาพภายในตามกระบวนการที่กล่าวมาแล้ว
มีแนวทางและขั้นตอน ดังแผนภาพต่อไปนี้
จากภาพที่ 4.2 ขั้นตอนการดำเนินการประกันคุณภาพภายในมีรายละเอียด
ดังนี้
1.ขั้นการเตรียมการ
ซึ่งการเตรียมการที่มีความสำคัญ คือ
1.1
การเตรียมความพร้อมของบุคลากร
โดยต้องสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการประกันคุณภาพภายในและการทำงานเป็นทีม
ซึ่งจะจัดทำการชี้แจงทำความเข้าใจโดยใช้บุคลากรภายในสถานศึกษาหรือวิทยากรมืออาชีพจากภายนอก
โดยบุคลากรทุกคนในสถานศึกษาได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมรับทราบพร้อมกัน และต้องพัฒนาความรู้
ทักษะเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายในให้บุคลากรทุกคนเกิดความมั่นใจในการดำเนินงานประกันคุณภาพด้วยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
โดยเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาและแผนปฏิบัติการในแต่ละปี
ต่อมาเน้นเนื้อหาการกำหนดกรอบและแผนการประเมิน
การสร้างเครื่องมือประเมินและการรวบรวมข้อมูล
ในช่วงท้ายเน้นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการประเมินและการเขียนรายงานผลการประเมินตนเอง (Self Study Report)
1.2
การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้รับผิดชอบในการประสานงาน กำกับดูแล ช่วยเหลือสนับสนุนให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงเป็นทีม
โดยการตั้งคณะกรรมการควรพิจารณาตามแผนภูมิโครงสร้างการบริหารซึ่งฝ่ายที่รับผิดชอบงานใดควรเป็นกรรมการรับผิดชอบการพัฒนาและประเมินคุณภาพงานนั้น
2.
ขั้นการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน
ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4
ขั้นตอน
2.1 การวางแผน
จะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบงาน
ระยะเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ สำหรับแผนต่างๆ ที่ควรจัดทำคือ
แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปี
แผนการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของสถานศึกษา
แผนการประเมินคุณภาพและแผนงบประมาณ เป็นต้น
2.2 การปฏิบัติตามแผน
ซึ่งในขณะดำเนินการต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาและผู้บริหารควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรทุกคนทำงานอย่างมีความสุข
จัดสิ่งอำนวยความสะดวก สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการปฏิบัติ กำกับ
ติดตามการทำงานทั้งระดับบุคลากร รายกลุ่ม รายหมวด และให้การนิเทศ
2.3 การตรวจสอบประเมินผล
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเพราะจะทำให้ได้ข้อมูลย้อนกลับที่แสดงว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาบรรลุเป้าหมายเพียงใด
โดยการประเมินต้องจัดวางกรอบการประเมิน จัดหาหรือจัดทำเครื่องมือ
จัดเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แปลความข้อมูล และการตรวจสอบ
ปรับปรุงคุณภาพการประเมิน
2.4
การนำผลการประเมินมาปรับปรุงงาน เมื่อแต่ละฝ่ายประเมินผลเสร็จแล้วจะส่งผลให้คณะกรรมการรับผิดชอบนำไปวิเคราะห์
สังเคราะห์และแปลผลแล้วนำเสนอผลต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปปรับปรุงการปฏิบัติงานของผู้บริหารและบุคลากร
นำไปวางแผนในระยะต่อไป และจัดทำเป็นข้อมูลสารสนเทศหรือการเขียนรายงานประเมินตนเอง
3.
ขั้นการจัดทำรายงานประเมินตนเองหรือรายงานประจำปี
เมื่อสถานศึกษาดำเนินการประเมินผลภายในเสร็จแล้วจะจัดทำรายงาน
โดยเริ่มจากรวบรวมผลการดำเนินงานและผลการประเมินมาวิเคราะห์จำแนกตามมาตรฐานการศึกษาและเขียนรายงาน
กิจกรรมเสนอแนะสำหรับการดำเนินการประเมินผลภายในของสถานศึกษา
มีดังนี้ (สถาบันส่งเสริมการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ 2543 : 23-160)
กิจกรรมที่
1 การเตรียมความพร้อม
เป็นการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ เจตคติที่ดีของบุคลากรในสถานศึกษา
พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจและแต่งตั้งคณะทำงาน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการประเมินผลภายใน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมย่อยดังนี้
1.1
สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของบุคลากรในสถานศึกษา โดยมีวิธีการดำเนินงาน ดังนี้
(1)
ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของบุคลากรทั้งหมดในสถานศึกษา
(2)
สำรวจความรู้ความเข้าใจ
เจตคติต่อการประเมินผลภายในของบุคลากร
1.2
แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลภายในของสถานศึกษา ซึ่งคณะกรรมการนี้ควรจะประกอบด้วย
ผู้บริหาร คณะครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน รวมกันประมาณ 15-20 คน
1.3
จัดเตรียมงบประมาณและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานประเมินผลภายใน
ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่จะจัดเก็บ แหล่งข้อมูล
ประเภทหรือวิธีการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ เป็นต้น
1.4
จัดทำปฏิทินการปฏิบัติงาน
ซึ่งต้องกำหนดกิจกรรมที่จะดำเนินการในการประเมินผลภายในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดเตรียมการจนถึงการสรุปผลและรายงานผลการประเมิน
รวมทั้งระบบการติดตามการดำเนินงานอย่างชัดเจน
โดยทุกกิจกรรมจะกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น
1.5
การกำกับและติดตามประเมินผลภายใน
ผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายต้อง
ติดตามกำกับดูแลให้การดำเนินงานกิจกรรมต่างๆ
เป็นไปตามปฏิทินการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้
กิจกรรมที่ 2
การศึกษาสภาพและผลการดำเนินงานของสถานศึกษาที่ผ่านมา
เป็นการรวบรวมและนำข้อมูลพื้นฐานรวมทั้งผลการดำเนินงานของสถานศึกษาที่ผ่านมาแล้ว
มาแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทราบเพื่อพิจารณาตัดสินใจในการกำหนดแนวทางการประเมินและการพัฒนาสถานศึกษาของตนเอง
ซึ่งวิธีการดำเนินการคือ
จัดทำรายงานสภาพการดำเนินงานของสถานศึกษาให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้นำมาเป็นข้อมูลพิจารณาตัดสินใจดำเนินการต่างๆ
ต่อไป ซึ่งข้อมูลควรประกอบด้วย
2.1 ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของสถานศึกษา
ได้แก่ ชื่อ ที่ตั้ง ขนาดสถานศึกษา จำนวนอาคารสถานที่ วัสดุครุภัณฑ์
จำนวนครูอาจารย์ จำนวนนักเรียน ลักษณะชุมชน
2.2
ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของสถานศึกษา ได้แก่ นโยบายด้านการบริหาร จัดการ ด้านหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน ด้านบุคลากร
ด้านอาคารสถานที่
โดยรายงานว่าที่ผ่านมามีเป้าหมายอย่างไรและมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผนมากน้อยเพียงไร
พร้อมทั้งสรุปเป็นจุดอ่อน จุดแข็งของการดำเนินงานที่ผ่านมา
กิจกรรมที่ 3
การทำความเข้าใจกับบุคลากรในสถานศึกษาเกี่ยวกับสภาพและผลการดำเนินงานของสถานศึกษา เป็นการนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานของสถานศึกษาให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันและพร้อมที่จะร่วมมือกันดำเนินงานประเมินผลภายในต่อไป
ซึ่งมีกิจกรรมย่อยดังนี้
3.1
สำรวจความเข้าใจของบุคลากรในสถานศึกษาเกี่ยวกับสภาพการดำเนินงานของสถานศึกษา
โดยจัดทำแบบสำรวจการรับรู้ของบุคลากรเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสถานศึกษา
3.2
สำรวจสภาพการประเมินผลภายในของสถานศึกษา
โดยจัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรทั้งหมดของสถานศึกษา
ซึ่งแบบสอบถามควรมีหัวข้อดังนี้
(1)
ลักษณะการดำเนินงานของสถานศึกษาในการประเมินผลภายในที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องมีการทำ หรือไม่ทำอย่างไร
(2)
กิจกรรมที่สถานศึกษาดำเนินการเกี่ยวกับการประกันคุณภาพสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาหรือไม่
กิจกรรมที่ 4
การกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน มาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่จะใช้ในการประเมิน เป็นการกำหนดเป้าหมายที่บุคลากรทุกคนในสถานศึกษารับรู้และร่วมกันจัดทำว่าจะมีการตรวจสอบการทำงานของตนเองในด้านใด
เรื่องใดบ้าง ซึ่งวิธีการดำเนินงานควรมีขั้นตอนดังนี้
4.1
สำรวจความคิดเห็นของบุคลากรทุกฝ่ายว่าต้องการให้คณะกรรมการดำเนินงานประเมินผลภายในดำเนินการในเรื่องใดบ้าง
อย่างไรบ้าง
4.2 ให้บุคลากรทุกฝ่ายศึกษามาตรฐานการศึกษาและตัวบ่งชี้เปรียบเทียบกับกิจกรรมที่สถานศึกษาดำเนินงานอยู่ว่า
กิจกรรมใดที่ควรจัดทำแต่ยังไม่ได้จัดทำ
กิจกรรมใดที่ทำอยู่แล้วและกิจกรรมใดที่จะต้องทำเพิ่มเติมจากเดิม
4.3
กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ครอบคลุมความต้องการของบุคลากรที่แสดงไว้ซึ่งกิจกรรมย่อยที่ควรจัดทำมีดังนี้
(1)
จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับกิจกรรมและ
หัวข้อที่ต้องการจะประเมิน
(2)
จัดทำแบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่มีอยู่เดิมแล้วว่ามีสิ่งใดจะนำมาใช้กับการประเมินผลภายในได้บ้าง
(3)
กำหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่จะทำการประเมิน
(4) กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน
โดยการศึกษา วิเคราะห์จากมาตรฐานและตัวบ่งชี้ในการประเมินที่สถานศึกษาจัดทำขึ้น
กิจกรรมที่ 5 การกำหนดกรอบการประเมิน
เป็นการกำหนดแนวทางในการทำการประเมินผลว่าจะดำเนินการอย่างไร เมื่อใดและใครเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องใด
ซึ่งวิธีการประเมินจะขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวบ่งชี้ เช่น
ใช้แบบสอบถามกับตัวบ่งชี้ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ
ใช้แบบวัดทางจิตวิทยากับตัวบ่งชี้ที่เป็นนามธรรม ใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมกับตัวบ่งชี้ที่มีพฤติกรรมที่สังเกตได้
ใช้แบบสัมภาษณ์กับตัวบ่งชี้ที่สะท้อนความรู้สึกหรือความคิดเห็น
ใช้วิธีการเก็บจากข้อมูลที่เป็นเอกสารที่มีอยู่แล้วหรือข้อมูลเชิงประจักษ์
สำหรับกิจกรรมย่อยที่ควรจัดทำคือ
5.1
กำหนดแหล่งผู้ให้ข้อมูลที่เหมาะสมในการประเมินแต่ละตัวบ่งชี้
5.2 กำหนดวิธีการเก็บข้อมูล
5.3 กำหนดขนาดตัวอย่าง
5.4
กำหนดระบบการจัดเก็บข้อมูล
5.5
กำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
5.6 กำหนดกรอบการประเมิน
กิจกรรมที่ 6
การกำหนดเกณฑ์การประเมิน ซึ่งมีกิจกรรมย่อยที่ควรจัดทำดังนี้
6.1
กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินตัวบ่งชี้
6.2
ตรวจสอบความเหมาะสมของเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินตัวบ่งชี้ โดยทำเป็นแบบสอบถาม
กิจกรรมที่ 7
การกำหนดวิธีการที่ใช้ในการประเมิน เป็นการที่คณะกรรมการผู้รับผิดชอบประเมินผลเลือกวิธีการ
เครื่องมือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล รูปแบบสอบถาม โครงสร้างคำถามที่จะใช้
และการสร้างเครื่องมือประเมินโดยเริ่มตั้งแต่สร้างคำถาม ตรวจสอบคุณภาพ ทดลองใช้
ปรับปรุงก่อนนำมาใช้จริง
กิจกรรมที่
8 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการกำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลที่จัดเก็บมาให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
มีกิจกรรมย่อยดังนี้
8.1
เตรียมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ โดยการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและศึกษาลักษณะข้อมูลเพื่อเลือกวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสม
8.2 ทำการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น
อาจใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย หรือ ฐานนิยม เป็นต้น
8.3 กำหนดวิธีการนำเสนอข้อมูล เช่น
เสนอในรูปตารางสถิติ หรือการบรรยาย หรือแบบกราฟ
กิจกรรมที่ 9 การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของสถานศึกษา
เป็นการนำผลการประเมินมาใช้วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองของสถานศึกษาต่อไป
มีกิจกรรมย่อยดังนี้
9.1 สรุปผลการประเมิน
9.2
วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของสถานศึกษา
9.3
ประเมินความต้องการจำเป็น
กิจกรรมที่ 10
แนวทางการพัฒนาสถานศึกษา เป็นการนำจุดอ่อนที่ค้นพบมาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาสถานศึกษาให้เข้าสู่มาตรฐานต่อไป
มีกิจกรรมย่อยดังนี้
10.1
วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยการนำปัญหาที่เป็นจุดอ่อนมาระดมความคิดของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุและวิธีการแก้ไข
10.2 กำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา
10.3
พัฒนาสถานศึกษาตามวิธีการที่กำหนด โดยจัดทำเป็นโครงการ
กิจกรรมที่ 11
การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง เป็นการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้รู้และเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก
ซึ่งรายงานผลการประเมินตนเองควรประกอบด้วย
ส่วนที่
1
เป็นข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา ได้แก่ (1) ข้อมูลทั่วไป มีประวัติสถานศึกษา ที่ตั้ง
ลักษณะชุมชน แหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ของชุมชน เป็นต้น (2) อาคารสถานที่ (3) แผนภูมิโครงสร้างการบริหารสถานศึกษา
(4) บุคลากร (5) นักเรียน (6) งบประมาณ (7) วิสัยทัศน์ (8) พันธกิจและแผนยุทธศาสตร์
ส่วนที่
2 การประเมินคุณภาพภายใน
ประกอบด้วย (1)
ผลการประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษาแต่ละมาตรฐาน
(2) สรุปผลการประเมินมาตรฐานแต่ละด้าน
กิจกรรมที่ 12 การใช้ประโยชน์จากการประเมินตนเอง
เป็นการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์
เพื่อพัฒนาปรับปรุงตนเองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีกิจกรรมย่อยดังนี้
12.1 รายงานผลการประเมิน
ซึ่งจะรายงานทุกฝ่ายให้รับทราบ
12.2
ปรับปรุงสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
4.2.2 ระบบและกระบวนการประกันคุณภาพภายนอก
ระบบการประกันคุณภาพภายนอก
หมายถึง ระบบการประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก
โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
หรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 : มาตรา 4)
ระบบการประกันคุณภาพภายนอก
มีหลักการและกระบวนการ ดังต่อไปนี้
1.
หลักการสำคัญของการประกันคุณภาพภายนอก
มี 5 ประการ ดังนี้ (สำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา 2544 : 3)
1.1
เป็นการประเมินเพื่อมุ่งให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการตัดสิน การจับผิดหรือการให้คุณ ให้โทษ
1.2 ยึดหลักความเที่ยงตรง เป็นธรรม โปร่งใส
มีหลักฐานข้อมูลตามสภาพความเป็นจริง และมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
1.3
มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางการศึกษากับจุดมุ่งหมายและหลักการศึกษาของชาติ โดยให้มีเอกภาพเชิงนโยบายแต่ยังคงมีความหลากหลายในทางปฏิบัติที่สถานศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เต็มตามศักยภาพของสถานศึกษาและผู้เรียน
1.4 มุ่งเน้นในเรื่องการส่งเสริมและประสานงานในลักษณะกัลยาณมิตรมากกว่าการกำกับ
และควบคุม
1.5
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพและการพัฒนาการจัดการศึกษาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
2.
กระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นกระบวนการที่คณะผู้ประเมินภายนอกจะรวบรวมและศึกษาข้อมูลจากรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาซึ่งเสนอต่อสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)
แล้วเข้าไปตรวจสอบและประเมินคุณภาพของสถานศึกษา รวมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประเมินเพื่อให้สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง
และจัดทำรายงานผลการประเมินเผยแพร่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน
การประเมินคุณภาพภายนอกประกอบด้วยขั้นตอนใหญ่ๆ 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นตอนก่อนการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา (2) ระหว่างการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา
และ (3) หลังการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา
ซึ่งมีรายละเอียดในการดำเนินงาน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ก่อนการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา

ภาพที่ 4.3 แสดงขั้นตอนที่ 1 ก่อนการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา
(สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2544 : 8)
เมื่อคณะผู้ประเมินภายนอกได้รับมอบหมายให้ประเมินสถานศึกษาแต่ละแห่งจะทำการศึกษารายงานการประเมินตนเอง (SSR) ของสถานศึกษา
ซึ่งสถานศึกษาจัดส่งมาให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ล่วงหน้า
แล้วนัดวันที่จะไปตรวจเยี่ยมและแจ้งกำหนดการตรวจเยี่ยมต่อสถานศึกษาพร้อมทั้งขอเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในกรณีรายงานการประเมินตนเองไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์แล้วส่งคืนเมื่อศึกษาข้อมูลเสร็จแล้ว
คณะผู้ประเมินภายนอกทำการศึกษาและวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาและเอกสารข้อมูลอื่นๆ
ประกอบแล้วกำหนดประเด็นและรายการข้อมูลที่จะตรวจสอบ
โดยใช้มาตรฐานเพื่อการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นกรอบเพื่อกำหนดว่าระหว่างการตรวจเยี่ยมจะต้องรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง
จากแหล่งใด ด้วยวิธีอะไร
เพื่อให้มีหลักฐานครบถ้วนเพียงพอในการสรุปผลการประเมินอย่างถูกต้องชัดเจน
หลังจากนั้นร่วมกันวางแผนการตรวจเยี่ยมและแผนการประเมิน
กำหนดตารางการปฏิบัติงานและมอบหมายภาระงานให้ผู้ประเมินภายนอกแต่ละคนให้ชัดเจน
แล้วแจ้งกำหนดการตรวจเยี่ยมต่อสถานศึกษาอย่างน้อย
2 สัปดาห์ล่วงหน้า
โดยขอให้สถานศึกษาช่วยเตรียมสถานที่ในสถานศึกษาที่คณะผู้ประเมินภายนอกจะสามารถทำงานและมีโอกาสประชุมปรึกษาหารือกันอย่างเป็นอิสระและไม่รบกวนผู้อื่นในระหว่างตรวจเยี่ยม
รวมทั้งจัดเตรียมเอกสารต่างๆ
ทั้งในส่วนที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าและส่วนที่อาจขอเพิ่มเติม
ตลอดจนนัดหมายผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหาร ครู บุคลากรในสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา
คณะกรรมการนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน
เพื่อให้คณะผู้ประเมินภายนอกได้พบปะหรือสัมภาษณ์ตามกำหนดการในตารางการปฏิบัติงานของคณะผู้ประเมินภายนอก
ขั้นตอนที่
2
ระหว่างการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา

ภาพที่ 4.4 แสดงขั้นตอนที่ 2 ระหว่างการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา
(สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2544 : 10)
ระหว่างการตรวจเยี่ยมซึ่งมีกำหนดเวลาประมาณ
3 วัน
คณะผู้ประเมินภายนอกจะทำการประเมินคุณภาพสถานศึกษา ทั้งด้านการบริหารจัดการ
การจัดการเรียนการสอนและอื่นๆ ตามรายมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก
ทั้งนี้การตรวจเยี่ยมมิใช่การสร้างแรงกดดันให้กับสถานศึกษา คณะผู้ประเมินจะเข้าไปยังสถานศึกษาในลักษณะผู้ร่วมงานกับสถานศึกษาในการค้นหาสภาพความเป็นจริงของการพัฒนา
รวมทั้งให้คำแนะนำมากกว่าที่จะเข้าไปในลักษณะผู้ตัดสินชี้ขาดสิ่งที่คณะผู้ประเมินตรวจสอบไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับของสถานศึกษา
เนื่องจากจะใช้รายงานการประเมินตนเองที่สถานศึกษาส่งให้ สมศ. เป็นเอกสารหลักในการตรวจเยี่ยมตลอดเวลา
ในระหว่างที่คณะผู้ประเมินอยู่ที่สถานศึกษา
สถานศึกษาจะจัดเตรียมห้องให้ 1
ห้องเป็นห้องทำงานของคณะประเมิน
รวมทั้งจัดเตรียมเอกสารต่างๆ
ทั้งในส่วนที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าและส่วนที่ขอเพิ่มเติม ตลอดจนจะต้องให้โอกาสแก่คณะประเมินในการพบปะหรือสัมภาษณ์บุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้อง
กล่าวโดยสรุป
การไปตรวจเยี่ยมของคณะผู้ประเมินภายนอกเป็นการไปทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. สร้างความเข้าใจในการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มในสถานศึกษา ได้แก่
คณะผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง/สมาคมผู้ปกครองและครู นักเรียน/สภานักเรียน พนักงาน เจ้าหน้าที่/บุคลากรสนับสนุนของสถานศึกษา
2. ตรวจสอบหลักฐานเพื่อยืนยันสภาพความเป็นจริงในการพัฒนาตามที่สถานศึกษาได้รายงานการประเมินตนเอง
รวมทั้งหลักฐานที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงที่ไม่ได้อยู่ในรายงานการประเมินตนเอง
3. ตรวจสอบกระบวนการและวิธีการที่สถานศึกษาใช้ในการได้มาซึ่งข้อมูลหลักฐานว่าได้ใช้วิธีการที่หลากหลาย
เหมาะสม น่าเชื่อถือ ครอบคลุมเพียงใด
4. ตรวจสอบผลการพัฒนาเทียบเคียงกับแผนของสถานศึกษา
และมาตรฐานการศึกษาที่ สมศ. กำหนดเพื่อการพัฒนา
และตรวจสอบจุดที่สถานศึกษาจะพัฒนาต่อไป เพื่อดูความสอดคล้องของแผนกับผลการประเมิน
5. ประมวลและสรุปผลการตรวจเยี่ยมและให้ข้อเสนอแนะแก่สถานศึกษาเพื่อนำไปพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น
ขั้นตอนที่
3
หลังการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา

ภาพที่ 4.5 แสดงขั้นตอนที่ 3 หลังการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา
(สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2544 : 13)
เมื่อเสร็จภารกิจในการไปตรวจเยี่ยมสถานศึกษาแล้ว
คณะผู้ประเมินภายนอกจะต้องร่วมกันจัดทำร่างรายงานผลการประเมินสถานศึกษา
โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาเขียนให้ตรงตามหลักฐานข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมได้และตรงตามที่รายงานให้สถานศึกษาทราบด้วยวาจา
ไม่ใช่จากความรู้สึกหรือความคิดเห็นส่วนตัวของผู้ประเมินแล้วจัดส่งให้สถานศึกษาตรวจสอบและโต้แย้งภายใน 15
วันนับจากวันที่ได้รับร่างรายงานฯ ผู้ประเมินพิจารณาแล้วอาจมีการปรับปรุงแก้ไขหรือยืนยันตามรายงานแล้วแต่กรณี
เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้แล้วจึงนำเสนอต่อสำนักงาน
เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมศ.พิจารณาความถูกต้อง ชัดเจน ครอบคลุมสาระที่กำหนดในแต่ละมาตรฐาน ครบถ้วน
และมีความเชื่อถือได้ หากรายงานยังขาดคุณภาพให้ผู้ประเมินทำการปรับปรุงแก้ไขตามคำพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิและส่งให้สถานศึกษาพิจารณาตรวจสอบโต้แย้งอีกครั้งหนึ่ง
ตามระยะเวลาที่กำหนดเมื่อทั้งหมดเรียบร้อยแล้วสมศ.จึงให้การรับรองและเผยแพร่ต่อไป
ระบบการประกันคุณภาพภายในกับระบบการประกันคุณภาพภายนอก
มีความแตกต่างและมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
การประกันคุณภาพภายในเป็นกระบวนการที่สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องดำเนินการให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร
โดยบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา
เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานการศึกษาแล้วจัดทำรายงานประจำปีเสนอผู้เกี่ยวข้อง
ส่วนการประกันคุณภาพภายนอกเป็นงานที่ต่อเนื่องและสัมพันธ์กับการประกันคุณภาพภายใน
เป็นการตรวจสอบผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาโดยหน่วยงานภายนอกเพื่อให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การประกันคุณภาพภายในกับการประกันคุณภายนอกจึงสัมพันธ์เชื่อมโยงกันด้วยมาตรฐานการศึกษาโดยคำนึงถึงหลักการสำคัญ
คือ เอกภาพเชิงนโยบาย
ความหลากหลายในทางปฏิบัติและมุ่งส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากกว่าการควบคุมหรือการให้คุณให้โทษ
เรื่องที่ 4.3
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
มาตรา 9 (3) บัญญัติให้มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและให้สภาการศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย
แผนและมาตรฐานการศึกษาของชาติ (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 : มาตรา 33)
4.3.1 มาตรฐานการศึกษา
มาตรฐานการศึกษา
คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพที่พึงประสงค์และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง
เพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริม และกำกับดูแล การตรวจสอบ
การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษา (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 : มาตรา 4)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 มาตรา
34 บัญญัติให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา
มาตรฐานและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา
ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยให้คณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษากำกับดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา
ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 : มาตรา 38)
ในช่วงเริ่มต้นก่อนมีกระทรวงการศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
ได้จัดทำมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเมื่อวันที่
4 มกราคม 2543
และวันที่ 25 มกราคม 2543 ประกอบด้วย
มาตรฐานการศึกษา 27 มาตรฐานจำแนกเป็น 3 ด้าน คือ
1. มาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียน มี 12 มาตรฐาน
เน้นพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม
โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีความสามารถตามศักยภาพและมีความสุข
2. มาตรฐานการศึกษาด้านกระบวนการ
มี 6 มาตรฐาน
เน้นในด้านกระบวนการบริหารจัดการและกระบวนการจัดการเรียนการสอน
3. มาตรฐานการศึกษาด้านปัจจัย
มี 9 มาตรฐาน
เน้นการกำหนดคุณลักษณะหรือสภาพความพร้อมของผู้บริหาร ครู หลักสูตร
อาคารสถานที่และชุมชน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
|
มาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 2 เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว
ชุมชน สังคมและปฏิบัติตนตามระบอบประชาธิปไตย มาตรฐานที่ 3 มีจิตสำนึกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม |
|
มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิด สร้างสรรค์
คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
รักการเรียนรู้และพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานที่ 7 เห็นคุณค่าและภูมิใจในภูมิปัญญาไทย
ศิลปะและวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย มาตรฐานที่ 8 รู้จักตนเอง
พึ่งตนเองได้ มีบุคลิกภาพที่ดี มาตรฐานที่ 9 มีทักษะในการทำงาน
รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมี เจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต มาตรฐานที่ 10 มีสุขนิสัย
สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มาตรฐานที่ 11 ปลอดจากสิ่งเสพย์ติดให้โทษและสิ่งมอมเมา มาตรฐานที่ 12 มีสุนทรีภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ
ดนตรี และกีฬา |
|
|
|
มาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีการจัดองค์กร/โครงสร้างและการบริหารงาน
อย่างเป็นระบบ ครบวงจร
ให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา มาตรฐานที่ 14 สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในโครงการ พัฒนาการศึกษา มาตรฐานที่ 15 มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ส่งเสริมสุขภาพอนามัย และความ ปลอดภัยของผู้เรียน มาตรฐานที่ 16 ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร/ครู
ตามความจำเป็นและเหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ มาตรฐานที่ 17 มีการจัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับหลักสูตร
ความต้องการของผู้เรียน และท้องถิ่น มาตรฐานที่ 18 จัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ |
|
มาตรฐานด้านปัจจัย มาตรฐานที่ 19 ผู้บริหารมีคุณธรรม
จริยธรรม เป็นแบบอย่างที่ดี มาตรฐานที่ 20 ผู้บริหารมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ มาตรฐานที่ 21 ครูมีวิญญาณความเป็นครู
มีคุณธรรม จริยธรรม มาตรฐานที่ 22 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาตรฐานที่ 23 ครูมีความสามารถในการแสวงหาความรู้
คิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน มาตรฐานที่ 24 ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้
ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบและมีครูเพียงพอ มาตรฐานที่ 25 มีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น
มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ มาตรฐานที่ 26 สถานศึกษามีอาคาร
สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตามเกณฑ์ มาตรฐานที่ 27 ชุมชน/ผู้ปกครองมีศักยภาพในการสนับสนุนการจัดและการพัฒนาการศึกษา |
ในช่วง 5 ปีแรก
หรือรอบแรกของการประเมินคุณภาพการศึกษา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
ได้กำหนดให้มีการประเมินมาตรฐานการศึกษา จำนวน 14
มาตรฐาน ประกอบด้วย มาตรฐานด้านผู้เรียน 7
มาตรฐาน มาตรฐานด้านกระบวนการ 3 มาตรฐาน และมาตรฐานด้านปัจจัย 4
มาตรฐาน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
|
มาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิด สร้างสรรค์
คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
รักการเรียนรู้และพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานที่ 9 มีทักษะในการทำงาน
รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมี เจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต มาตรฐานที่ 10 มีสุขนิสัย
สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มาตรฐานที่ 12 มีสุนทรีภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ
ดนตรี และกีฬา |
|
มาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีการจัดองค์กร/โครงสร้างและการบริหารงาน
อย่างเป็นระบบ ครบวงจร
ให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา มาตรฐานที่ 14 สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในโครงการ พัฒนาการศึกษา มาตรฐานที่ 18 จัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ |
|
มาตรฐานด้านปัจจัย มาตรฐานที่ 20 ผู้บริหารมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ มาตรฐานที่ 22 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาตรฐานที่ 24 ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้
ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบและมีครูเพียงพอ มาตรฐานที่ 25 มีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น
มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ |
4.3.2
ตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา
ตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
27 มาตรฐาน ประกอบด้วย ตัวบ่งชี้ 91 ตัวบ่งชี้
จำแนกเป็นตัวบ่งชี้มาตรฐานด้านผู้เรียน 38 ตัวบ่งชี้ ตัวบ่งชี้มาตรฐานด้านกระบวนการ 29 ตัวบ่งชี้
และตัวบ่งชี้มาตรฐานด้านปัจจัย 24
ตัวบ่งชี้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
|
มาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ 1. มีวินัย มีความรับผิดชอบ
ปฏิบัติตนตามระเบียบและหลักธรรมเบื้องต้น ของแต่ละศาสนา 2. ซื่อสัตย์สุจริต (และมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ
สำหรับระดับอาชีวศึกษา) 3. มีความเมตตากรุณา
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละเพื่อส่วนรวม 4. ประหยัด (ใช้สิ่งของและทรัพย์สินทั้งของตนเองและส่วนรวม
ตลอดจน ทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างประหยัดและคุ้มค่า) มาตรฐานที่ 2 เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว
ชุมชน สังคมและปฏิบัติตนตามระบอบ ประชาธิปไตย ตัวบ่งชี้ 1. เคารพและรับฟังคำแนะนำของพ่อแม่
ญาติและผู้ใหญ่ 2. รักษาสิทธิเสรีภาพของตนเองและเคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น 3. มีความรู้และปฏิบัติตนตามกฎหมายไม่เป็นปัญหาของสังคมและอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข 4. ร่วมกิจกรรมในการพัฒนาสถานศึกษาและท้องถิ่น 5. รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มาตรฐานที่ 3 มีจิตสำนึกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ตัวบ่งชี้ 1. รู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงผลกระทบต่อตนเองและสังคมที่เกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม 2. ปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและมีส่วนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3. ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิด สร้างสรรค์
คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ ตัวบ่งชี้ 1. สามารถจำแนกประเภทข้อมูล
เปรียบเทียบและมีความคิดรวบยอด 2. สามารถประเมินค่าความน่าเชื่อถือของข้อมูล
รู้จักพิจารณาข้อดี ข้อเสีย ความถูก ผิด ระบุสาเหตุ ผล ค้นหาคำตอบ
เลือกวิธีและมีปฏิภาณในการแก้ปัญหาและตัดสินใจได้
อย่างสันติและมีความถูกต้องเหมาะสม 3. มีความคิดริเริ่ม มีจินตนาการ
สามารถคาดการณ์และกำหนดเป้าหมายได้ มาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร ตัวบ่งชี้ 1. มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มประสบการณ์/กลุ่มวิชา/หมวดวิชาที่สำคัญไม่ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ขั้นต่ำ (คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์
คอมพิวเตอร์และวิชาเฉพาะสาขา สำหรับอาชีวศึกษา) 2. มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสาร |
|
มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
รักการเรียนรู้และพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง ตัวบ่งชี้ 1. มีความกระตือรือร้น
สนใจการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ รู้จักตั้งคำถามเพื่อหาเหตุผล 2. รักการอ่านสามารถใช้ห้องสมุดแหล่งความรู้และสื่อต่างๆ
ทั้งในและนอกสถานศึกษา 3. สามารถสรุปประเด็นจากการเรียนรู้และประสบการณ์ได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง มาตรฐานที่ 7 เห็นคุณค่าและภูมิใจในภูมิปัญญาไทย
ศิลปะและวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ตัวบ่งชี้ 1. รู้จักท้องถิ่น
รักและร่วมพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง 2. มีความรู้
ความเข้าใจภูมิปัญญาไทยโดยเฉพาะภูมิปัญญาของท้องถิ่นและนำมาใช้ได้ 3. ชื่นชมและสืบสานศิลปะ
วัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่นและของไทย มาตรฐานที่ 8 รู้จักตนเอง
พึ่งตนเองได้ มีบุคลิกภาพที่ดี ตัวบ่งชี้ 1. รู้ถึงความถนัด ความสามารถ
ความสนใจ ข้อดี ข้อด้อยของตนเองและพยายาม ปรับปรุงตนเอง 2. เป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ
กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมและให้เกียรติผู้อื่น 3. รู้กาละเทศะในการใช้คำพูด
กิริยามารยาทและการแต่งกาย 4. สามารถกำหนดเป้าหมาย แนวทาง
ตัดสินใจและแก้ปัญหาของตนเองได้ มาตรฐานที่ 9 มีทักษะในการทำงาน
รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมี เจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต ตัวบ่งชี้ 1. สามารถทำงานตามลำดับขั้นตอนและผลงานมีประสิทธิภาพ 2. ขยัน
อดทนละเอียดรอบคอบในการทำงาน พัฒนางาน สามารถทำงานอย่างมี ความสุข
และภูมิใจในผลงานของตนเอง 3. สามารถทำงานเป็นทีม (ช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่เอาเปรียบ ให้ความร่วมมือ ยอมรับฟัง
ความคิดเห็นและความสามารถของผู้อื่น ร่วมรับผิดชอบผลงานของกลุ่ม) 4. มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต |
|
มาตรฐานที่ 10 ผู้เรียนมีสุขนิสัย
สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ตัวบ่งชี้ 1. มีน้ำหนัก
ส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน 2. มีสมรรถภาพทางกายตามเกณฑ์มาตรฐาน 3. ร่าเริงแจ่มใส
มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับครู เพื่อนและบุคคลทั่วไป 4. รู้จักดูแลสุขภาพ
และป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดอุบัติภัย 5. มีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของสิ่งเสพย์ติดและสิ่งมอมเมา ไม่เสพสิ่งเสพย์ติด
และปลอดจากสิ่งมอมเมา มาตรฐานที่ 11 ปลอดจากสิ่งเสพย์ติดให้โทษและสิ่งมอมเมา ตัวบ่งชี้ 1. มีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของสิ่งเสพย์ติดและสิ่งมอมเมา 2. ไม่เสพสิ่งเสพย์ติดและปลอดจากสิ่งมอมเมาและไม่แสวงหาผลประโยชน์ มาตรฐานที่ 12 มีสุนทรีภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ
ดนตรี และกีฬา ตัวบ่งชี้ 1. มีความชื่นชมและร่วมกิจกรรมด้านศิลปะ
ดนตรีและกีฬา |
|
มาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีการจัดองค์กร/โครงสร้างและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ครบวงจร
ให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา ตัวบ่งชี้ 1. มีการจัดองค์กร/โครงสร้างการบริหารชัดเจน 2. มีปรัชญา แผนพัฒนา/ธรรมนูญสถานศึกษา
แผนการดำเนินงานของสถานศึกษา
และตัวชี้วัดความสำเร็จ 3. มีการปฏิบัติตามแผน 4. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม 5. มีการนิเทศ ติดตาม
ประเมินผลเปรียบเทียบกับเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง 6. มีระบบข้อมูลสารสนเทศครบถ้วนถูกต้อง
ตรงกับความต้องการและทันต่อการใช้งาน 7. มีการบันทึกและรายงานผลการประเมิน 8. มีการนำข้อมูลและผลการประเมินไปใช้ในการตัดสินใจและปรับปรุงงาน |
|
มาตรฐานที่ 14 สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในโครงการ พัฒนาการศึกษา ตัวบ่งชี้ 1. ผู้บริหารและครูสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนในการร่วมกันจัดการศึกษา 2. มีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจให้บุคลากรในสถานศึกษาและชุมชน
เห็นความสำคัญในการจัดการศึกษาร่วมกัน 3. มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสถานศึกษาต่อชุมชนอย่างสม่ำเสมอ 4. ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา มาตรฐานที่
15 มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ส่งเสริมสุขภาพอนามัย
และความ ปลอดภัยของผู้เรียน ตัวบ่งชี้ 1. จัดสภาพแวดล้อมที่สะอาด
เป็นระเบียบ ปลอดภัย 2. จัดระบบป้องกันให้สถานศึกษาปลอดสารพิษ
สิ่งเสพย์ติดอาชญากรรมและอบายมุข 3. จัดระบบสาธารณูปโภคที่ดี 4. จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครู
และบุคลากรอย่างเพียงพอและจัดสภาพแวดล้อม
ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 16 ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร/ครู
ตามความจำเป็นและเหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ ตัวบ่งชี้ 1. จัดครูเข้าสอนตรงตามสาขาวิชา
หรือความถนัดหรือความรู้ความสามารถ 2. ครูได้รับการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องที่ใช้สอนหรือปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและ
สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลง 3. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม มาตรฐานที่ 17 มีการจัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับหลักสูตร
ความต้องการของผู้เรียน และท้องถิ่น ตัวบ่งชี้ 1. มีการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม 2. มีการจัดแนวการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร
ความต้องการของผู้เรียน/ ท้องถิ่น
และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ให้สามารถเชื่อมโยงแก้ปัญหา
ท้องถิ่นได้และนำไปปฏิบัติได้จริง มาตรฐานที่
18 จัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตัวบ่งชี้ 1. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย
เหมาะสมกับธรรมชาติและ
สนองความต้องการของผู้เรียน 2. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์
คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ 3. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้มีผู้เรียนรู้จักศึกษาหาความรู้
แสวงหา
คำตอบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 4. มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น
เทคโนโลยี และสื่อที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัด การเรียนการสอน 5. มีการจัดกิจกรรมเพื่อฝึกและส่งเสริมคุณธรรม
และจริยธรรมของผู้เรียน 6. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาสุนทรียภาพอย่าง
ครบถ้วนทั้งด้านดนตรี ศิลปะ และกีฬา 7. ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย
การทำงานร่วมกับผู้อื่นและความรับผิดชอบต่อกลุ่ม ร่วมกัน 8. มีการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่อเนื่อง 9. มีการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนรักสถานศึกษาของตน
และมีความกระตือรือร้นใน การไปเรียน |
|
มาตรฐานด้านปัจจัย มาตรฐานที่ 19 ผู้บริหารมีคุณธรรม
จริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี ตัวบ่งชี้ 1. ผู้บริหารอุทิศตนให้กับการปฏิบัติงานในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2. ผู้บริหารมีความเมตตา กรุณา
มีความรับผิดชอบ ยุติธรรม ซื่อสัตย์ 3. ผู้บริหารมีการครองตนที่ดี
ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข สิ่งเสพย์ติด มาตรฐานที่ 20 ผู้บริหารมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ ตัวบ่งชี้ 1. ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง 2. ผู้บริหารมีความเป็นผู้นำ
มีมนุษยสัมพันธ์และเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง 3. ผู้บริหารมีความเป็นประชาธิปไตย มาตรฐานที่ 21 ครูมีวิญญาณความเป็นครู
มีคุณธรรม จริยธรรม ตัวบ่งชี้ 1. ครูมีความเอื้ออาทร
เข้าใจและเอาใจใส่ผู้เรียนทุกคนอย่างสม่ำเสมอและเท่าเทียมกัน 2. ครูมีมนุษยสัมพันธ์
ควบคุมอารมณ์ได้และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3. ครูมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา
อุทิศตนให้กับการพัฒนาผู้เรียน 4. ครูวางตนเหมาะสม
เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความประพฤติ บุคลิกภาพ 5.
ครูมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพครู มาตรฐานที่ 22 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตัวบ่งชี้ 1. ครูรู้เป้าหมายของหลักสูตรและเป้าหมายการจัดการศึกษา 2. ครูมีความรู้ความสามารถในการพัฒนาหลักสูตร
จัดทำแผนและกระบวนการเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3. ครูมีความรู้ความสามารถในการประเมินผลการเรียนการสอนและการนำผลการ
ประเมินมาใช้พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานที่
23 ครูมีความสามารถในการแสวงหาความรู้
คิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ตัวบ่งชี้ 1. ครูมีนิสัยรักการแสวงหาความรู้และข่าวสารข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
เพื่อนำมาพัฒนา การเรียนการสอน 2. ครูมีความสามารถในการศึกษา วิจัย
เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน 3. ครูมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขสถานการณ์ได้ |
|
มาตรฐานที่
24 ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้
ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบและมีครูเพียงพอ ตัวบ่งชี้ 1. ครูมีความถนัด/ความเชี่ยวชาญตรงกับงานที่ปฏิบัติ 2. มีจำนวนครูตามเกณฑ์ มาตรฐานที่
25 มีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น
มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ 1. มีหลักสูตรและเนื้อหาสาระของหลักสูตรที่เหมาะสม
สอดคล้องกับเป้าหมาย
การศึกษาและความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น 2. มีสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้ มาตรฐานที่
26 สถานศึกษามีอาคาร
สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตามเกณฑ์ ตัวบ่งชี้ 1. มีอาคาร
สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตามเกณฑ์ มาตรฐานที่
27 ชุมชน/ผู้ปกครองมีศักยภาพในการสนับสนุนการจัดและการพัฒนาการศึกษา ตัวบ่งชี้ 1. ผู้ปกครองมีความรัก
ความเข้าใจเอาใจใส่ในการอบรมสั่งสอนบุตรหลานและ เป็นแบบอย่างที่ดี 2. ชุมชน/ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษา
และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ สถานศึกษา |
มาตรฐานการศึกษาที่จะทำการประเมินใน
5 ปีแรก จำนวน 14 มาตรฐาน ประกอบด้วย 53 ตัวบ่งชี้ จำแนกเป็น ตัวบ่งชี้มาตรฐานด้านผู้เรียน 22
ตัวบ่งชี้ ตัวบ่งชี้มาตรฐานด้านกระบวนการ 21
ตัวบ่งชี้และตัวบ่งชี้มาตรฐานด้านปัจจัย 10
ตัวบ่งชี้
มาตรฐานการศึกษา
เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพการศึกษาที่พึงประสงค์ ที่ใช้ในการเทียบเคียงกับผลการดำเนินงานของสถานศึกษา
เพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา ส่วนตัวบ่งชี้
เป็นข้อกำหนดหรือสิ่งที่บ่งบอกคุณภาพตามมาตรฐานนั้นๆ
ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
ได้พัฒนามาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ทั้งหมด 27 มาตรฐาน 91 ตัวบ่งชี้ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ (1) มาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียน
มี 12 มาตรฐาน 38 ตัวบ่งชี้
เน้นพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม (2) มาตรฐานการศึกษาด้านกระบวนการ
มี 6 มาตรฐาน 29 ตัวบ่งชี้
เน้นในด้านกระบวนการบริหารจัดการและกระบวนการจัดการเรียนการสอน (3) มาตรฐานการศึกษาด้านปัจจัย
มี 9 มาตรฐาน 24 ตัวบ่งชี้
เป็นข้อกำหนดคุณลักษณะของผู้บริหาร ครู หลักสูตร อาคารสถานที่และชุมชน
เรื่องที่ 4.4
หัวใจของการประกันคุณภาพการศึกษา
คือการประกันคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ
ซึ่งต้องเริ่มต้นที่การประกันคุณภาพภายใน โดยการปฏิรูปการสอนของครู
4.4.1 บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายใน
บทบาทสำคัญของครูในการประกันคุณภาพภายใน
คือ การประกันคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งต้องมีการปฏิรูปการสอน
เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา (รุ่ง แก้วแดง 2544: 111-112) การปฏิรูปการสอนของครูเพื่อประกันคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ประกอบด้วยบทบาทหน้าที่สำคัญ 3
ประการ คือ (1) การปฏิบัติงานปกติของครูอย่างมีระบบและกระบวนการ
(2) การประเมินตนเอง และ3.การรายงานผลการประเมินตนเอง
ซึ่งครูแต่ละคนสามารถกำหนดกระบวนการทำงานของตนเองได้ อาจจำแนกเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
(รุ่ง แก้วแดง 2544 : 94-96)
ขั้นตอนที่
1 ศึกษาเรื่องมาตรฐานการศึกษาและหลักสูตรให้เข้าใจ
ถ้าเป็นไปได้ควรศึกษาให้ครบทั้งหน่วยของการเรียนที่อาจจะกำหนดเป็นภาคเรียนหรือทั้งปีการศึกษา
และนำมาพัฒนาหลักสูตรรายวิชาที่ตนสอนอยู่
ขั้นตอนที่ 2 วางแผนการสอน
ว่าควรจะสอนอย่างไร
รวมทั้งจะต้องสามารถกำหนดสิ่งที่จะบรรลุผลหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือพฤติกรรมของนักเรียนที่จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับการศึกษา
โดยเน้นการจัดกิจกรรมและการใช้สื่อที่ส่งเสริมการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 3
นำกระบวนการวิจัยเข้ามาใช้ในการสอนของครู
และการเรียนของนักเรียนเพื่อสร้างสรรค์ความรู้ควบคู่การเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 4 ดำเนินการสอน
โดยทำงานร่วมกับผู้เรียนหมายความว่า
ต้องลดบทบาทการบอกของครูมาเป็นการทำงานร่วมกับผู้เรียน
โดยอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้มีบทบาทในการเรียนมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 ประเมินผลการสอน
ว่าสิ่งที่ครูสอนไปนั้นบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
โดยวัดจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียน พิจารณาเป็นรายบุคคลและรายชั้นเรียน
ขั้นตอนที่ 6 วิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนในวงจรต่อไป
ขั้นตอนที่ 7 บันทึกสรุปผลการสอน
ว่าในคาบหรือหน่วยนั้นมีความสำเร็จ บรรลุตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
มีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องแก้ไขอย่างไร มีคำแนะนำเพื่อจะนำไปปรับปรุงต่อไปอย่างไร
โดยบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้เป็นหนึ่งหน่วย
เขียนเป็นแผนภูมิได้ดังนี้

ภาพที่ 4.6
บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายใน (พัฒนาจากกรอบการประกันคุณภาพภายใน
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2544 : 6)
สำหรับบทบาทหน้าที่ของครูในการประกันคุณภาพภายในทั้งระบบควรเป็นดังนี้
1. มีการเตรียมความพร้อมของตนเอง
โดยทำการศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ วิธีการ
ขั้นตอนในการประเมินผลภายใน รวมทั้งพยายามสร้างเจตคติที่ดีต่อการประเมินภายใน
2. ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาในการให้ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปที่คณะกรรมการประเมินผลภายในต้องการ
3. ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งของการประเมินผลภายใน
เช่น เข้าร่วมพิจารณาจัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานด้านการประเมินผลภายในสถานศึกษา
ร่วมกันพิจารณาจัดสร้างเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลลักษณะต่างๆ ในกระบวนการประเมินผลภายใน
ร่วมกันทำการสำรวจเก็บข้อมูลที่คณะกรรมการสำรวจ ร่วมกันทำการวิเคราะห์ข้อมูล (หากมีความรู้ด้านการวิเคราะห์) ร่วมกันสรุปผลการประเมิน
เป็นต้น
4. ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษา
ในการร่วมกันกำหนดจุดประสงค์ กำหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ในการประเมินด้านต่าง ๆ
ของสถานศึกษาเอง และร่วมกันกำหนดเกณฑ์การตัดสินมาตรฐานและตัวบ่งชี้ในด้านต่าง ๆ
5. ปฏิบัติหน้าที่หลักหรือหน้าที่ประจำที่รับผิดชอบอย่างมีระบบ
ตามกระบวนการและสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา เช่น
ในหน้าที่การสอนต้องมีการพัฒนาหลักสูตรและแผนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
จัดเตรียมเนื้อหาสาระที่ถูกต้องเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนการสอน
จัดทำสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพตรงตามจุดประสงค์การเรียนการสอน
จัดกิจกรรม วิธีการเรียนรู้ที่สร้างให้ผู้เรียนเกิดการค้นคว้าหาความรู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง
เลือกวิธีการประเมินผลการเรียนหลากหลายและเหมาะสมรวบรวมผลสรุปผล
ประเมินการเรียนการสอน พฤติกรรมของผู้เรียน
นำผลการประเมินมาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
4.4.2
บทบาทของครูในการรับการตรวจสอบและประเมินจากภายนอก
การประกันคุณภาพภายนอกเป็นงานที่ต่อเนื่องจากการประกันคุณภาพภายใน
ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดทำรายงานการประเมินตนเองเป็นประจำทุกปี
เพื่อเสนอสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
เพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
2544: 7) บทบาทของครูในการรับการตรวจสอบและการประเมินคุณภาพจากภายนอก
มี 3 บทบาท คือ
1. ร่วมจัดทำรายงานการศึกษาตนเอง (SSR) ของสถานศึกษา
2. รับการตรวจเยี่ยมของผู้ประเมินจากภายนอก
3. รับข้อเสนอแนะจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษามาดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข
บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายนอกจึงมีความสัมพันธ์กับบทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายใน
ดังแผนภูมิต่อไปนี้
ภาพที่
4.7
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายในกับการประเมินคุณภาพภายนอก (ปรับปรุงจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2544: 6)
บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายใน
คือ การประกันคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย บทบาทหน้าที่ 3 ประการ คือ (1) การปฏิบัติงานปกติของครูอย่างมีระบบและกระบวนการ
(2) การประเมินตนเอง และ (3)
การรายงานผลการประเมินตนเอง ส่วนบทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายนอก
เป็นบทบาทที่ต่อเนื่องจากการประกันคุณภาพภายใน อีก 3 ประการ คือ (1)ร่วมจัดทำรายงานการศึกษาตนเองของสถานศึกษา
(2) รับการตรวจเยี่ยมของผู้ประเมินภายนอก
และ (3) รับข้อเสนอแนะจากผู้ประเมินภายนอกมาดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข
รุ่ง
แก้วแดง ประกันคุณภาพการศึกษา ทุกคนทำได้ ไม่ยาก กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์วัฒนาพาณิช จำกัด 2544
สมคิด
พรมจุ้ย และสุพักตร์ พิบูลย์
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา นนทบุรี
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2544
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กรุงเทพมหานคร บริษัทพิมพ์ดี จำกัด 2544
. แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
: เพื่อพร้อมรับการประเมินภายนอก
กรุงเทพมหานคร บริษัทพิมพ์ดี จำกัด 2543
สำนักงานปฏิรูปการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว 2543
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
กรอบการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2544
Murgatroyd, Stephen and Morgan, Colin. Total Quality Management
and the School. Buckingham: Open University Press, 1994.