ความขัดแย้ง คือ สิ่งที่ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกัน สิ่งที่ตรงข้ามความแตกต่างความไม่สัมพันธ์ ถ้ามนุษย์รับรู้ว่า
ความแตกต่างที่มีอยู่ดังนั้นความขัดแย้งก็ย่อมมีอยู่ นอกเหนือจากนั้น
คำนิยามของความขัดแย้งจะรวมไปถึงความคิดที่ตรงข้ามกันแบบตกขอบ การใช้เล่ห์เพทุบาย
การไม่ลงรอยกันซึ่งต้อง ใช้ความพยายามสูงในการควบคุม
ความขัดแย้งที่เปิดเผยออกมาให้เห็น เช่น การสไตรค์ การจลาจล สงคราม
เป็นต้น
แนวคิดในเรื่องของความขัดแย้ง Robbins
ได้แบ่งออกเป็น 3 แนวทาง คือ
1.แนวคิดแบบดั้งเดิม สรุปว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เลวร้าย
หน้าที่ของผู้บริหาร คือ การขจัดความขัดแย้ง
ผู้บริหารระดับสูง เป็นผู้แก้ปัญหาความขัดแย้ง
2.แนวพฤติกรรมศาสตร์ สรุปว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งธรรมชาติหลีกเลี่ยงไม่ได้
มิใช่จะเกิดผลร้ายแรงต่อองค์การอย่างเดียว แต่อาจจะทำให้เกิดผลดีต่อองค์การด้วย
หน้าที่ของผู้บริหาร คือ จัดระดับความขัด แย้ง กระตุ้นหรือยุติความขัดแย้ง
เพื่อดำเนินการที่ดีกว่า 3.แนวความคิดด้านปฏิกิริยาสัมพันธ์ นับเป็นแนวคิดที่มองความขัดแย้งในแง่ดี
สร้างสรรค์ คล้าย ๆ กับแนวพฤติกรรมศาสตร์ที่มองว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็น
ควรกระตุ้นให้เกิด การบริหารความขัดแย้งก็ คือ การยอมรับว่าความขัดแย้ง การกระตุ้น
การแก้ไข การแก้ปัญหาความขัดแย้งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร นอกจากนั้น Robbins
ได้กล่าวสรุปสาเหตุของการขัดแย้งในองค์กรเกิดจาก
ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) โครงสร้างขององค์การ ได้แก่ ขนาดองค์การ
ซึ่งสัมพันธ์กับความต้องการทรัพยากรอันเป็นมูลเหตุ ให้เกิดความขัดแย้งมาตรฐานการทำงานต่างกัน ระบบรางวัล สไตล์ผู้นำ
งานที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง อันเป็นทางให้เกิดความขัดแย้งในเชิงประสิทธิผลของงานและงานสร้างสรรค์ซึ่งสัมพันธ์กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม
2) การสื่อสาร ซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ได้แก่ ความยากในความหมายของภาษาการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ข้อมูลไม่เพียงพอในการสื่อสาร
ข้อมูลมากเกินไป เสียงรบกวน 3) พฤติกรรมส่วนบุคคล
ความแตกต่างของบุคคลได้แก่ อายุ อายุมากมีความขัดแย้งน้อย อายุน้อยมี ความขัดแย้งมากระบบค่านิยมที่แตกต่างกัน บุคลิกภาพของแต่ละบุคคล
ถ้าสภาพการณ์ในองค์การมีความขัดแย้งในระดับต่ำหรือไม่มี ผู้บริหารจำเป็นต้องกระตุ้น
Robbins ได้เสนอเกณฑ์พิจารณาสำหรับ องค์การที่ต้องกระตุ้นความขัดแย้ง ถ้า (1)
ผู้บริหารมีแต่ผู้บังคับบัญชาที่มีความคิดเห็นตามผู้บังคับบัญชา เสมอผู้ใต้บังคับบัญชามีความกลัว มีความเฉื่อยชา (2)
ผลจากการใช้วิธีการประนีประนอมทำให้เกิดความ เครียดในการตัดสินใจ
ระยะยาวอาจมีการต่อต้าน (3) ผู้บริหารนิยมความสันติและร่วมมือโดยตลอดไม่นิยมความขัดแย้ง มีความเกรงใจกันมาก (4) ไม่ต้องการทำลายความรู้สึกของผู้อื่น
(5) ผู้บริหารนิยมความทัน สมัยมากกว่าความสามารถและผลการปฏิบัติงาน (6)
ผู้บริหารนิยมการตัดสินใจแบบสอดคล้องกัน (7)
ผู้ใต้บังคับบัญชามีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสูง (8) ไม่มีความคิดเห็นใหม่ ๆ (9)
มีการลาออกจากงานน้อย นอกจานั้น Stoner
ได้เสนอวิธีการกระตุ้นความขัดแย้งตามแนวของ Robbins ไว้หลายวิธีด้วยกัน เช่น
(1) การใช้บุคคลภายนอกเข้ามาในองค์การ
ผู้บริหารจะนำบุคคลภายนอกที่มีภูมิหลังค่านิยม ความคิดเห็น แล ความรู
มีสไตล์การบริหารที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่เข้ามาร่วมในองค์การ
ก็ให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น (2) เพิ่มข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น (3)
เปลี่ยนโครงสร้างองค์การ การเปลี่ยนทีมงานใหม่ โยกย้ายพนักงาน
พนัก งานจะเป็ฯสมาชิกใหม่ ทำให้เกิดความไม่แน่นอน มีการปรับตัวในระยะแรก
ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นจะทำ ให้ปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้น (4)
ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน เพิ่มโบนัส เพิ่มเงินเดือน
ถ้ามีการแข่งขันกันมากจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
แต่ละกลุ่มจะต่อสู้กับกลุ่มอื่น (5) เลือกผู้จัดการที่เหมาะสมกลุ่มผู้ร่วมงานบางทีอาจเฉื่อยชา
เพราะผู้บริหารเผด็จการไม่ยอมให้มีทัศนะที่ตนเองไม่เห็นด้วย
การป้องกันความขัดแย้ง
เป็นวิธีการเข้าพบปัญหา
เป็นการคาดคะเนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ในสาเหตุของความขัดแย้ง
การทราบสาเหตุจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีและสร้างความร่วมมือ
วิธีการบริหารแบบป้องกันความขัดแย้ง อุทัย (Udai)ได้เสนอ 2 แบบด้วยกัน คือ (1)
ให้มุ่งที่ตัวบุคคล (2) ค้นหาทางเลือกในการแก้ปัญหา โดยวิธีการมีส่วนร่วม
จุงและแมกกินสัน ก็ได้เสนอวิธีการป้องกันความขัดแย้งไว้ 4 วิธีด้วยกัน คือ (1)
มุ่งรักษาความสมดุลย์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ โดยการประสานงาน (2)
จัดกลุ่มงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและไว้ด้วยกัน
ใช้เจ้าหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานที่ต่างกลุ่มกัน (3) หลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบ
แพ้ชนะกันข้างใดข้างหนึ่ง (4) เน้นเป้าหมายสูงสุดขององค์การ
นอกจากนั้นยังได้เสนอวิธีลดความขัดแย้งที่ไม่ส่งเสริมผลผลิตไว้หลายวิธี
เช่น (1) สร้างศัตรูร่วม (2) ตั้งเป้าหมายสูงสุด (3)
ทำให้เกดความแตกต่างกันในกลุ่มคู่แข่งขัน (4) กำหนดโครงสร้างขององค์การใหม่
ในการศึกษาของอรุณ รักธรรม ได้เสนอวิธีลดความขัดแย้งไว้หลายประการ
แต่ละวิธีเหมาะสมกับความขัดแย้งที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กันคือ (1)
การจัดหาทรัพยากรเพิ่มขึ้น (2) ให้ข้อมูลที่เป็นไมตรีระหว่างกลุ่ม (3)
เพิ่มความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกลุ่มให้มากขึ้น (4) การกลบเกลื่อน (5)
การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (6) การสับเปลี่ยนหน้าที่การงาน (7) การประนีประนอม (8)
การหาศัตรูร่วม (9) การหาเป้าหมายร่วม (10) การใช้อำนาจบังคับ (11)
การเผชิญหน้า
Robbins ได้เสนอเทคนิคการแก้ปัญหาความขัดแย้ง 9 วิธี คือ (1)
การแก้ปัญหาหรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นการแก้ปัญหาแบบเผชิญหน้ากัน
หรือการร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา กลุ่มต่าง ๆ จะร่วมกันกำหนดปัญหา
ประเมินผลและแก้ปัญหา
จุดแข็งของวิธีการนี้จะมีประสิทธิผลเมื่อความขัดแย้งนี้เกิดจากอุปสรรค ของการสื่อสาร
เข้าใจไม่ตรงกัน
วิธีการแก้ปัญหาจะช่วยบรรเทาลงได้กับบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการประนีประนอม
หรือต้องการแก้ไขกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
จุดอ่อนอาจเสียเวลาสำหรับความขัดแย้งที่ไม่มีสาเหตุจากการสื่อสารโดยเฉพาะความขัดแย้งที่มีพื้นฐานมาจากความแตกต่างในค่านิยม
(2) การพิจารณาวัต ประสงค์ระดับสูง การนำเอาวัตถุประสงค์ทั่วไป ซึ่ง 2
กลุ่มหรือมากกว่ากำลังขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องการ
และไม่สามารถบรรลุจุดหมายได้
ถ้าปราศจากความช่วยเหลือจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันค้นหาวิธีการที่ดีที่สุด
จุดเด่นของวิธีการนี้คือ เน้นความร่วมมือ มีการเสริมแรง เน้นสันติวิธี
เน้นความร่วมมือที่ต้อง พึ่งพากัน จุดอ่อน ยากที่จะตั้งวัตถุประสงค์สูงสุดได้ (3)
การเพิ่มทรัพยากร ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น จุดแข็งของวิธีการนี้คือ
ทำให้แต่ละกลุ่มได้รับชัยชนะ จุดอ่อนทรัพยากรมีอยู่น้อย ยากที่จะเพิ่ม (4)
การหลีกเลี่ยง หนี รวมทั้งการถอนตัวและการกดไว้ จุดเด่น ง่ายที่จะกระทำ
อาจทำให้กลุ่มต่าง ๆ ใจเย็นลง
จุดอ่อนวิธีการนี้ไม่มีประสิทธิผลความขัดแย้งไม่ได้ขจัดไปเป็นการระงับช่วยคราว (5)
กลบให้เรียบ ลืมส่วนที่แตกต่าง
เน้นส่วนที่เหมือนกันมาเป็นพื้นฐานของความร่วมมือในส่วนที่เหมือนกัน
เน้นความกลมกลืน หลีกเลี่ยงการแตกแยก จุดอ่อนความแตกต่างทั้งหลายไม่ได้เปิดเผยกัน
ยังกดไว้ เป็นการระงับชั่วคราว (6) การประนีประนอม
ต้องการให้แต่ละกลุ่มเลิกค่านิยมบางสิ่งบางอย่าง
รวมทั้งให้บุคคลภายนอกหรือกลุ่มที่สาม มาเจรจาตกลงกัน และให้มีการลงมติ
จุดแข็งไม่มีใครต้องพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด เป็นลักษณะของประชาธิปไคย
เป็นวิธีการที่ เหมาะภายใต้ข้อจำกัดทางด้านเวลา จุดอ่อน
ไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด มุ่งเน้นอำนาจอิทธิพลของ กลุ่ม
เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว (7)
การใช้อำนาจบังคับเป็นการแก้ปัญหาแบบผู้บริหารใช้อำนาจในตำแหน่งบังคับ
จุดเด่นมีประสิทธิผลมากถ้าผู้ใต้บังคับบัญชายอมรับอำนาจของผู้บังคับบัญชา
ดีสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือการปฏิบัติการที่ล้าสมัย จำเป็นต้องใช้อำนาจบังคับ จุดอ่อน
สาเหตุของความขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไข ตกลงกันไม่ได้ เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว (8)
การเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมและเจตคติของกลุ่มบุคคลที่กำลังขัดแย้งกัน การให้การศึกษา
การฝึกความมีเหตุผล
ฝึกมนุษยสัมพันธ์จุดเด่นให้ผลอย่างแท้จริงและ ถาวรบรรเทาสาเหตุความขัดแย้ง
จุดอ่อนยากที่จะทำได้สำเร็จช้าและเสียเงินมา (9)
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเปลี่ยนแปลงสมาชิกของกลุ่ม เพิ่มตำแหน่งประสนงาน พัฒนาระบบ
ขยายกลุ่มหรือขยายขอบข่ายของ องค์การจุดแข็งอาจเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร
ปกติขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้บริหาร จุดอ่อนเสียค่าใช้จ่ายสูง
แรงผลักดันขององค์การที่ออกแบบเฉพาะให้กับสมาชิกแต่ละคนจะทำให้สมาชิกปรับตัวเข้ากับองค์การ
หรืออาจลาออกจากองค์การไป
ประสิทธิภาพของการจัดการความขัดแย้ง
วิธีการจัดการความขัดแย้ง มีนักวิชาการทางการบริหารได้เสนอวิธีการมากมาย อาทิ
ฟอลเลท จากการศึกษาของโอเวน ได้ใช้วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง 3 วิธี (1)
การใช้อำนาจ (2) การประนีประนอม (3) วิธีผสมผสานคือการแก้ปัญหาร่วมกัน (แบบชนะ-ชนะ)
วิธีการแก้ปัยหาร่วมกัน เป็นวิธีการที่มีประสิทธิ ภาพ ในผลงานเขียนของอุทัย
ได้กล่าวถึงผลงานการวิจัยของ เบลค เชพพาร์ค และมูตัน ในปี พ.ศ. 2507
ว่ามีวิธีการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ
และในปี พ.ศ.2519 ไลเคอร์ทและไลเคอร์ท
ใช้วิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยใช้ระบบการบริหารแบบระบบที่ 4 การบริหารแบบมีส่วนร่วม
การแก้ปัญหาความขัดแย้งก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน
การแก้ปัญหาร่วมกันจะมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อความซื่อสัตย์ของกลุ่มมีระดับสูง
มีพฤติกรรมและเจตคติแห่งความร่วมมือ ต่อมาอีประมาณสองปีเศษใน ราวปี พ.ศ.2521
ฟิลเลย์ ได้วิจัยวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และพบว่าการแก้ปัญหาร่วมกัน
เป็นการนำ ความจริงและหลักตรรกวิทยามาใช้เพื่อให้สถานการณ์ความขัดแย้งเป็นลักษณะสร้างสรรค์
วิธีการแก้ปัญหาเป็นวิธีที่ทำให้แต่ละกลุ่มบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม และในอีก 1 ปี
ต่อมา คือ ปี พ.ศ.2522 รอบบินส์ ได้ทำ การวิจัยพบว่า
วิธีการแก้ปัญหาเป็นวิธีการจัดการความขัดแย้งที่มีประสิทธิผล
แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของความขัดแย้งด้วย ดังที่กล่าวมาแล้ว ในทางตรงข้าม
ยังมีวิธีการที่มีประสิทธิผลอีกมากมาย เทคนิคที่เลือกใช้ขึ้น อยู่กับสถานการณ์
จากสาเหตุความขัดแย้ง และความคุ้มทุนที่จะเลือกใช้วิธีการเหล่านั้น นอกจากนั้น
ทรัสดี ได้เสนอทักษะในการคลี่คลายความขัดแย้งมี 8 ประการด้วยกันคือ (1) การมอบอำนาจ
(2) การยอมรับ ความรับผิดชอบส่วนบุคคล (3) การให้ข้อมูลย้อนกลับที่สร้างสรรค์
(4) พฤติกรรมที่เหมาะสมในการแสดง ออก (5) การสื่อสารที่ชัดเจน (6)
สร้างความเชื่อมั่นตนเอง (7) การหาทรัพยากรเพิ่ม (8) การอดกลั้น
ผลงานวิจัย ของ Robbins สรุปไว้เมื่อปี 2522
กล่าวว่าไม่มีเทคนิคเพียงเทคนิคเดียวที่จะบริหารความขัดแย้งได้ประสบความสำเร็จ
มีความจริงอีกประการหนึ่งที่ยอมรับกันเป็นสากลว่า
การจัดการ ความขัดแย้งที่มีประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับว่า
เราจะทราบสาเหตุและสาระของความขัดแย้งเพียงใดเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น
การแก้ปัญหาร่วมกันจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากความยากหรือความไม่เข้าใจในการสื่อสารได้ประสบผลสำเร็จมากกว่า
การใช้อำนาจบังคับเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิผลน้อยในการ บริหารความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างทางด้านค่านิยม
และบุคลิกภาพ
การเพิ่มทรัพยากรจะช่วยแก้ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรได้ดี
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจะใช้แก้ปัญหาไ ้อย่างเหมาะสมกับความขัดแย้งที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางด้านโครงสร้าง
ดังนั้น
ผู้บริหารควรพิจารณา สาเหตุของความขัดแย้งก่อนที่จะตัดสินใจใช้เทคนิคในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ในปี 2529 ผลงานวิจัยของ ประชุม โพธิกุล
ได้วิจัยการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตภูมิภาคตะวันตก
โดยใช้ทฤษฎีของ รอบบินส์ ปรากฏว่า
ผู้บริหารให้อันดับความสำคัญ ของการใช้ยุทธวิธีการจัดการความขัดแแย้งสูงสุด
และเท่ากัน มี 2 วิธีคือ การแก้ปัญหาร่วมกันกับการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคล
อันดับความสำคัญต่ำสุดได้แก่การใช้ยุทธวิธีการเพิ่มทรัพยากร
ความสำ เร็จของการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ ในการจัดการความขัดแย้ง
เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การแก้ปัญหาร่วมกัน การเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคล
การประนีประนอม การพิจารณาวัตถุประสงค์ระดับสูง การ หลีกเลี่ยง การเปลี่ยนโครงสร้าง
การใช้อำนาจ การเพิ่มทรัพยากร การกลบเกลื่อน
ในฐานะส่วนบุคคลของท่านยังไม่บรรลุถึงซึ่งนิพพาน
ท่านก็ยังต้องประสบกับความขัดแย้งอยู่ ตลอดดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์ที่เกิดมามีความแตกต่าง
การขจัดความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เพราะขจัดความขัดแย้งก็คือขจัดมนุษย์
การเลือกใช้ยุทธวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารจะค้นหาสาเหตุ
เนื้อ หาสาระของความขัดแย้ง สถานการณ์รอบด้าน
วิธีใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมของสังคมไทย
และดุลยพินิจของท่านเอง
|