|
|
การวิเคราะห์การสื่อสารระหว่างบุคคล(Transactional Analysis) |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
อนุกูล เยี่ยงพฤกษาวัลย์ รวบรวม* |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
Transactional Analysis (TA) หมายถึง การวิเคราะห์ การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาพบกัน Dr. Eric Berne จิตแพทย์ชาวอเมริกันเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาแนวคิดในเรื่อง TA นี้จากทฤษฎีทางจิตวิทยาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทฤษฎีของ Sigmund Freud และ Dr. Penfield TA จะช่วยให้ผู้ที่ศึกษาได้รู้จักบุคลิกภาพของตนเอง เข้าใจพฤติกรรมกของตนเองในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น เข้าใจความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของบุคคลอื่น ตลอดจนยังได้ให้แง่คิดง่าย ๆ ในการเสริมสร้างและปรับปรุงการติดต่อ ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเจริญงอกงาม แนวคิดที่สำคัญในเรื่อง TA ได้แก่ 1. สภาวะส่วนตัว (Ego-State) 2. สโตร์ก (Stroke) 3. จุดยืนแห่งชีวิต (Life Positon) 4. เกมส์ (Games)
1. สภาวะส่วนตัว (Ego-State) เมื่อบุคคลคนหนึ่งทำการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ นั้น จะสังเกตเห็นได้ว่ามักจะมีการเปลี่ยนน้ำเสียง คำพูด สีหน้า ท่าทาง แววตา ฯลฯ แตกต่างกันไปตามบุคคลที่กำลังติดต่อสื่อสารแต่ละคน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ TA อธิบายว่า เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะส่วนตน (Ego-State) หรือบุคลิกภาพ (Personality Element) จากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อบุคคลเปลี่ยนไปอยู่ที่บุคลิกภาพแบบใดแล้ว ความรู้สึกอารมณ์ และกระบวนพฤติกรรมที่ผสมกลมกลืนกัน ชุดนั้นก็จะปรากฎออกมา บุคลิกภาพของบุคคล แบ่งออกเป็น 3 แบบดังนี้ - 1. บุคลิกภาพที่คลายกับคนที่ทำตัวเป็นพ่อ แม่ หรือผู้ปกครองคนอื่น เรียกว่า Parent Ego-State 2. บุคลิกภาพที่มีลักษณะของผู้ที่มีวุฒิภาวะสมบูรณ์หรือเป็นผู้ใหญ่ เรียกว่า Adult Ego-State 3. บุคลิกภาพที่แสดงออกตามธรรมชาติของผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก เรียกว่า Child Ego-State บุคลิกภาพทั้ง 3 ดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่ บทบาทของบุคคล (Role) แต่เป็น Psychological Reality บุคคลที่มีสุขภาพจิตสมบูรณ์จะต้องมีบุคลิกภาพทั้ง 3 อยู่ในตัวเอง และแต่ละบุคลิกภาพจะมีทั้งลักษณะที่อาจให้ผลดี หรือผลเสียแต่คนเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการที่บุคคลนั้นจะสามารถควบคุมตนเองให้ใช้บุคลิกภาพแบบใดกับใคร เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อมหรือไม่ เพียงใด 1.1 บุคลิกภาพแบบ พ่อ แม่ (Parent Ego-State) บิดา มารดา เป็นแหล่งที่สะสมความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรม ซึ่งบุคคลจดจำยึดมั่น แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ บุคลิกภาพแบบ พ่อ แม่ นี้แสดงออกใน 2 ลักษณะ คือ.- - แบบตำหนิ ดุด่า ว่ากล่าว สั่งสอน ตักเตือน บังคับ ข่มขู่ ฯลฯ เรียกว่า Critical Parent - แบบประคับประคอง ช่วยเหลือ ปลอบโยน ห่วงใย ให้กำลังใจ ฯลฯ เรียกว่า Nurturing Parent จากการวิเคราะห์ของ Dr.Berne สรุปว่าในระยะ 5 ปีแรกของชีวิตเด็ก เด็กจะรวบรวมและบันทึกเหตุการณ์ที่ได้เห็น ได้ยิน จากการกระทำของบิดามารดา แล้วลอกเรียนมาประพฤติปฏิบัติ ดังนั้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงมีความสำคัญมาก เพราะถ้าบุคคลใดในเยาว์วัยได้เรียนรู้พฤติกรรมจากบิดามารดาในทางบวกก็จะถ่ายทอดพฤติกรรมบวกนั้นมายังลูกของเขาเอง และบุคคลอื่น ๆ ตรงกันข้าม ถ้าบุคคลใดได้เรียนรู้พฤติกรรมในทางลบจากบิดามารดาก็จะถ่ายทอดพฤติกรรมที่เป็นลบน้นไปยังคนที่ใกล้ชิดในครอบครรัวและบุคคลอื่น ๆ ที่ติดต่อสื่อสารด้วย กล่าวโดยสรุป ถ้าบุคคลใดประพฤติคล้ายกับคนที่ทำตัวเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครองคนอื่น เราก็เรียกว่าบุคคลนั้นมี Parent Ego-State ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็น Critical Parent หรือบางครั้งอาจจะเป็น Nurturing Parent 1.2 บุคลิกภาพแบบเด็ก (Child Ego-State) ดังได้กล่าวแล้วว่า เด็กในวัน 5 ปี แรกของชีวิต จะจดจำและลอกเลียนพฤติกรรมของบิดามารดา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ภายนอกมาประพฤติปฏิบัติ เมื่อเขาเจริญเติบโตขึ้น เรียกว่า Parent Ego-State แต่ในขณะเดียวกัน เด็กในวันดังกล่าวก็จะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภายในจิตใจของเขา หรือกล่าวได้ว่าเป็น ความรู้สึก ของเขาที่มีต่อเหตุการณ์ที่เขาได้รับจากบิดา มารดา แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ โดยจะแสดงออกใน 2 ลักษณะ คือ - ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ คือ สนุกสนานเป็นตัวของตัวเอง ร่าเริง กระตือรือร้น มีความคิดเพ้อฟันสร้างวิมานในอากาศอยากรู้อยากเห็น ช่างเล่น ฯลฯ เรียกว่า Natural Child - ในลักษณะที่ได้รับการปรับมาแล้ว คือ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรโดยตนเองต้องคอยหาคนอื่นแนะนำช่วยเหลือสนับสนุน ฯลฯ เรียกว่า Adapted Child 1.3 บุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่ (Adult Ego-State) เป็นบุคลิกภาพของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติสิ่งใดอย่างมีเหตุผล อย่างมีจุดมุ่งหมาย มีการคิดใคร่ครวญตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้อารมณ์ก่อนที่จะตัดสินใจหรือทำอะไร จะรวบรวมข้อมูลมาศึกษาวิเคราะห์ และประเมินผลอย่างรอบคอบเสียก่อน ผู้มีบุคลิกภาพเป็นผู้ใหญ่นั้น จะยึดถือแต่ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ อันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้มีสุขภาพจิตที่เจริญเต็มที่ เป็นผู้ที่คิดอย่างมีเหตุผล ในขณะเดียวกันกับผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบพ่อแม่ และแบบเด็ก จะใช้แต่ ความรู้สึก และ กริยา เป็นสิ่งตอบโต้ในการติดต่อสื่อสาร บุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่ได้มาจากการที่บุคคลได้สำรวจข้อมูลในบุคลิกภาพแบบพ่อแม่ แล้วมาพิจารณาว่าข้อมูลใดที่เขาสามารถแสดงออกได้อย่างปลอดภัย หรือความรู้สึกได้ที่เขาไม่ควรแสดงออก ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า บุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่เปรียบเสมือน Data Process และทำให้บุคคลสามารถปรับตัวที่จะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันนี้ได้อย่างมีความสุข เมื่อได้ศึกษาถึงสภาวะหรือบุคลิกภาพ แบบ Parent , Adult และ Child มาแล้ว แนวคิดเกี่ยวกับ TA ของ Dr.Berne ก็ได้ทำการวิเคราะห์การติดต่อกันระหว่างบุคคลสองคนว่าฝ่ายหนึ่งใช้สภาพวะหรือบุคลิกภาพแบบใดในการติดต่อสื่อสาร และอีกฝ่ายหนึ่งตอบได้ด้วยการใช้บุคลิกภาพแบบใด
ชนิดของการติดต่อมี 2 แบบ คือ 1. แบบ เป็นมิตร หรือ Complimentary หมายความถึง การที่ทั้งสองฝ่ายช่วยให้การติดต่อนั้นสมบูรณ์ได้เรื่องได้ราว บรรลุจุประสงค์ตามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องการ ซึ่งแสดงไดอะแกรมด้วยลูกศรขนานกัน ดังนี้.-
การติดต่อของคนทั้งสองจะดำเนินไปเรื่อย ๆ จากเรื่องนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อการติดต่อเสร็จสิ้นลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ประทับใจ ไม่ขุ่นข้อง หมองใจ หรือโกรธเคืองกัน และไม่เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ ฝ่ายใดเป็นผู้แพ้
2. แบบ ไม่เป็นมิตร หรือไม่ร่วมมือกันทำให้การติดต่อไม่บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ เรียกว่า การติดต่อแบบ Crossed
การติดต่อแบบนี้กล่าวง่าย ๆ พูดกันไม่รู้เรื่อง ถามอย่างหนึ่ง แต่กลับตอบอีกอย่างหนึ่ง ถามดี ๆ ทำไมต้องหาเรื่องกันด้วย ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการติดต่อกันต่อไปได้ อาจถึงขั้นทะเลาะวิวาท อันจะนำไปสู่การตั้งตัวเป็นศัตรูกันได้ แนวความคิดของ TA จะทำให้บุคคลสามารถทราบและทำความเข้าใจ Ego-State ของตนเองและของอีกฝ่ายหนึ่ง ในการติดต่อสื่อสารว่าเป็นแบบใด ตลอดจนทราบแนวทางที่จะปรับ Ego-State ของตนเองให้เข้ากันได้หรือสอดคล้องกับของอีกฝ่ายหนึ่ง
2. สโตร์ก (Stroking) หมายถึง การกระทำใด ๆ ของบุคคลหนึ่งที่มีต่ออีกบุคคลหนึ่ง ในการติดต่อสื่อสารการกระทำดังกล่าวอาจแสดงออกเป็นคำพูด น้ำเสียง สีหน้า แววตา การใช้ท่าทางหรือการสัมผัสซึ่งจะมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ใด้รับในทางดีหรือทางเลว อบอุ่น หรืออ้างว้าง ดีใจหรือเสียใจ ฯลฯ Dr.Berne
ได้ศึกษาพบว่า
มนุษย์ต้องการการสัมผัสทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากขาดสิ่งนี้มนุษย์จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอด
หรือเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างปกติได้ ทารกเมื่อแรกเกิดต้องการ Strokeจากพ่อแม่ครั้งเมื่อ Stroke มี 5 ชนิด คือ 2.1 Stroke ที่ให้ผลทางบวก (Positive Stroke) หมายถึง Stroke ที่ผู้ให้ให้อย่างจริงใจ เหมาะสม สุภาพ และยกย่องให้เกียรติ ทำให้ผู้รับเกิดความอบอุ่นใจ ภาคภูมิใจ และกระตือรือร้น ฯลฯ 2.2 Stroke ที่ให้ผลทางลบ (Negative Strokes) หมายถึง Stroke ที่หยาบคาย กระด้าง ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้รับเกิดความขุ่นมัว โกรธ อับอาย หมดความกระตือรือร้น กำลังใจถดถอย 2.3 Stroke ที่ให้อย่างมีเงื่อนไข (Conditional) หมายถึง Stroke ที่ไม่มีลักษณะทั้งทางบวกหรือลบ แต่ผู้ให้อย่างมีเงื่อนไข เช่น ฉันจะพอใจมาก ถ้าคุณทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จภายในวันนี้ 2.4 Stroke ที่หลอกลวง (Plastic Stroke) หมายถึง Stroke ที่ผู้ให้อย่างเสแสร้ง ไม่มีความจริงใจ แกล้งเยินยอ ฯลฯ ซึ่งในระยะแรกอาจจะมีผลในแง่ดี แต่เมื่อข้อเท็จจริงเปิดเผยออกมาแล้วก็จะส่งผลในแง่ลบทันที 2.5 Stroke ที่เป็นพิธีการ (Ritual Stroke) หมายถึง Stroke ที่กระทำเพียงเพื่อเป็นมารยาทหรือเพื่อดำเนินสัมพันธภาพในชีวิตประจำวัน เช่น การไหว้ การโค้ง การจับมือ การทักทายถามทุกข์สุข การพูดคุย ระหว่างบุคคลที่พบปะกันในสังคม ในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลใดนั้น หากท่านลองเอาใจผู้อื่นมาใส่ใจท่านบ้าง ก็จะทำให้ท่านตระหนักได้เป็นอย่างดีว่า บุคคลนั้นมีความรู้สึกอย่างไร ใฝ่หาความประทับใจและการยอมรับนับถืออะไรบ้าง แล้วท่านจงใช้ Stroke ที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้รับเกิดความพอใจ อบอุ่นใจ เกิดความรู้สึกเป็นมิตร เสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ Stroke เป็นตัวกระตุ้นหรือจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชา ได้เกิดกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี บุคคลทุกคนต้องการได้รับ Stroke ทางบวก แต่ถ้าเขาไม่ได้รับเขาก็จะหันไปค้นหา Stroke ทางลบ ทั้งนี้ตามหลักจิตวิทยากล่าวว่า การได้รับ Stroke ทางลบ ยังดีกว่าไม่ได้รับ Stroke ใด ๆ เลย
3. จุดยืนแห่งชีวิต (Life Position) การที่คนเราได้รับ Stroke และประสบการณ์จากบิดามารดาและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ในวัยเด็ก ก็จะเก็บสะสมไว้ และก่อให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในการติดต่าสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งในทาง TA เรียนกว่า จุดยืนแห่งชีวิต (Life Position) อันหมายถึง ทัศนคติที่คนเรามีต่อการกระทำของตนเองและคนอื่น ๆ จุดยืนแห่งชีวิต มี 4 แบบ โดยปกติคนทุกคนจะมีทุกแบบสลับซับซ้อนกันไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม คนบางคนก็มีจุดยืนแบบใดแบบหนึ่งอยู่ตลอดเวลา 1. Im not OK-Youre OK.: คนที่ประเมินการกระทำของตนเองในลักษณะนี้จะมีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าและถูกกดดัน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย อันเป็นการตรงกันข้ามกับผู้อื่น พฤติกรรมของผู้ที่มีความรู้สึกดังกล่าวจะแสดงออกในลักษณะของคนที่ไม่มีความสุข อิจฉาริษยาผู้อื่น ไม่มีความมั่นใจในตนเองมองหาความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาบางคนจะพยายามหลีกเลี่ยงหรือหนีห่างจากสังคม 2. Im OK-Youre not OK.: คือ ผู้ที่มีทัศนคติไม่ดีต่อบุคคลอื่น มองคนอื่นในแง่ร้อย ไม่เชื่อใจใคร ดังนั้นพฤติกรรมที่แสดงต่อผู้อื่น จึงเป็นไปในลักษณะไม่สนใจไม่ให้การยอมรับนับถือ ไม่ไว้วางใจ คอยจับผิด
ติเตียนการกระทำของผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะคิดว่าไม่มี บุคคลประเภทนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหรือตำแหน่งใด ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง และดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่ไม่มีความสุข ยิ่งกว่าบุคคลแบบแรก 3. Im not OK-Youre not OK.: เป็นความรู้สึกนึกคิดของคนที่สิ้นหวังในชีวิต คิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และในขณะเดียวกันคนอื่น ๆ ก็เป็นเช่นนั้นด้วย พฤติกรรมของคนที่มีจุดยืนแห่งชีวิตแบบนี้ จะเป็นคนที่ไม่รู้จะทำอย่างไรในปัจจุบันและอนาคต ไม่มีจุดหมายปลายทางและหากมีความรู้สึกรุนแรงมาก ๆ อาจถึงกับฆ่าคนอื่น และฆ่าตัวเอง เพื่อให้พ้นสภาพผิดหวังในความรู้สึกของตน 4. Im OK-Youre OK.: คนที่มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ จะมีทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่น แบบนี้กล่าวคือ ยอมรับการกระทำของคนอื่นในแง่ดี เป็นคนที่มีความสุขเข้ากับคนอื่นได้ดี มีความกระตือรือร้น ไม่หลบหลีกปัญหาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะกล้าเผชิญกับปัญหาและหาหนทองแก้ไขอย่างมีเหตุมีผล และอย่างสร้างสรร บุคคลประเภทนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตที่สุด ความรู้เกี่ยวกับ จุดยืนในชีวิต (Life Position) ทั้ง 4 แบบดังกล่าวข้างต้น จะให้แนวทางแบบใหม่บางประการที่จะช่วยให้ท่านได้เข้าอกเข้าใจตัวท่านเองและผู้อื่น เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
4. เกม (Games) ในการติดต่อกันระหว่างบุคคลนั้น บางครั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหันมาเล่นเกม หรือประพฤติหลอกลวง ในความหมายของ TA การเล่นเกม ก็คือพฤติกรรมระหว่างบุคคลแบบหนึ่ง ซึ่งถ้ามองดูอย่างผิวเผินแล้ว จะเห็นว่าดี มีเหตุมีผลและเป็นความจริง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นพฤติกรรมของผู้ที่มีอุบายแอบแผงอยู่ภายในใจ แล้วแกล้งแสดงออกมา เพื่อให้ได้สโตร์กตามที่ตนพอใจหรือเอาประโยชน์จากผู้อื่น คนที่เล่นเกมส์ มักจะสวมบทบาทในการติดต่อ ดังนี้.- 4.1 บท ผู้ร้าย (Persecutor) คือ ชอบทำหน้ายักษ์เข้าใส่คนอื่น ชอบขู่ตะคอก ดุว่าจับผิด เพื่อให้ผู้ที่ติดต่อด้วยเกิดความเกรงกลัว 4.2 บท พระเอก (Rescuer) คือ ชอบเสนอตัวเองเพื่อให้ความช่วยเหลือคนอื่น เพื่อการติดต่อดำเนินไปอย่างราบรื่น และได้รับประโยชน์ตามที่ต้องการ 4.3 บท ผู้เคราะห์ร้าย (Viction) ที่ถูกผู้อื่นเกรี้ยวกราด กดดัน ช่วยตัวเองไม่ได้ เพื่อให้คนอื่นแสดงความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือปลอบโยน อย่างไรก็ตาม คนที่เล่นเกม อาจเปลี่ยนบทกลับไปกลับมา เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งที่บุคคลนั้นจะเอาประโยชน์
การเล่นเกม จะเป็นเครื่องปิดกั้นมิให้บุคคลมีการติดต่อสัมพันธ์ทีทมีผลต่อกันและกันเลย หากแต่เป็นเพียงเพื่อสนองความต้องการที่แอบแผงอยู่ในใจของฝ่ายที่เล่นเกมเท่านั้น และถ้าอีกฝ่ายหนึ่งได้ตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมซ่อนเร็นของฝ่ายที่เล่นเกมแล้ว เขาก็อาจรอคอยที่จะเล่นเกม ตอบโต้บ้าง และเมื่อถึงเวลานั้น คนที่เล่นเกม ตอบโต้บ้าง และเมื่อถึงเวลานั้น คนที่เล่นเกมก็จะถูกเล่นเกมบ้าง คนที่หลอกลวง เขาก็จะถูกหลอกลวงบ้าง คนที่สวมหน้ากากเข้าหาคนอื่น ก็จะถูกผู้อื่นสวมหน้ากากเข้าหาบ้าง แล้วในที่สุดการมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หรือมีความจริงใจต่อกัน ก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน เมื่อบุคคลได้วิเคราะห์พฤติกรรมที่ซ่อนเร้นระหว่างการติดต่อสื่อสารแล้ว และพบว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังเล่นเกม ในทาง TA ได้ให้แนวทางในการยับยั้งเกมนั้น โดยใช้บุคลิกภาพแบบมีเหตุมีผลติดต่อกับอีกฝ่ายหนึ่ง คือ ใช้ Adult Ego-State หรืออาจจะโดยการหลีเลี่ยงไม่ต่อปากต่อคำด้วย จึงจะทำให้เกมนั้นดำเนินต่อไปไม่ได้
สรุปTA เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้คนเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง ช่วยให้รู้จักตนเองและพฤติกรรมที่ตนเองแสดงออก ตลอดจนรู้จักปรับและเปลี่ยนพฟติกรรมให้สอดคล้องกับคนอื่นในการติดต่อสัมพันธ์หรือสื่อสารกัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งในการดำเนินชีวิตครอบครัว ในการทำงาน และในสังคมทั่วไป
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||