.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวที่ 475/2561
รมช.ศธ."ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร" ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู และโรงเรียนร่วมพัฒนา จ.อุดรธานี


ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย รศ.นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดหนองบัวลำภู "โรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า" ณ พื้นที่ดำเนินงานโครงการบริเวณตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ที่โรงเรียนบ้านหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม 2561 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 9/2561 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ) ในวันที่ 13 ธันวาคม 2561

1) ติดตามผลการดำเนินงานของโรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า จ.หนองบัวลำภู

ในภาคเช้า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดหนองบัวลำภู "โรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า" ณ พื้นที่ดำเนินงานโครงการบริเวณตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู โดยมีนายเวียงชัย แก้วพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู นายสายศิลป์ สายืน ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน (วชช.) หนองบัวลำภู และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

นายสายศิลป์ สายืน ผอ.วชช.หนองบัวลำภู กล่าวว่า "โรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า" เป็นโครงการที่ดำเนินการโดย วชช.หนองบัวลำภู เริ่มต้นจากศาลากลางบ้าน หมู่บ้านพร้าว ต.บ้านพร้าว อ.เมืองหนองบัวลำภู โดยกลุ่มผู้สูงอายุใน 3 หมู่บ้าน มารวมกลุ่มกันเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งเป็นโรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า โดยอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพร้าวทำหน้าที่เป็นประธานนักเรียน ปัจจุบันมีสมาชิก 70 คน เน้นการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อผู้สูงวัยใน 3 ด้าน คือ "สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสร้างอาชีพ" โดยการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มผู้สูงอายุ จะจัดกลุ่มเรียนทุกวันศุกร์ ตามกิจกรรมทั้ง 3 ด้านดังกล่าว

ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร กล่าวว่า ดีใจที่พื้นที่แห่งนี้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงวัย วันนี้ประเทศต้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา ซึ่งต่อไปข้างหน้าโรงเรียนจะไม่ได้เป็นสถานที่เพียงสอนหนังสืออย่างเดียว แต่จะเป็นศูนย์หรือแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาชุมชน เป็นที่พึ่งของชุมชน หรือเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกช่วงวัย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าการเรียนการสอนอาจจะไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนระบบการศึกษา หรือนักเรียนเข้ามาเรียนในโรงเรียน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ อีกทั้งในวันนี้มีเด็กหายออกจากห้องเรียนจำนวนมาก​ เพราะอัตราการเกิดของเด็กลดลงลงอย่างมาก​ แม้แต่จำนวนที่นั่งเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ ก็ยังมีที่นั่งว่างจำนวนมาก

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการต้องปรับตัว เพราะเด็กประถม/มัธยมสมัยนี้มีการเรียนรู้ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมการเรียนรู้​ เราจึงต้องจัดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่ โดยโรงเรียนและครูผู้สอนยิ่งต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงสอนหนังสือ แต่ต้องส่งเสริมในด้านต่าง ๆ แก่ผู้เรียน โดยดึงศักยภาพของเด็กให้ไปสุด ๆ ในด้านที่เด็กคนนั้นชอบให้ได้ โรงเรียนจึงต้องเป็นสถานที่จะเปลี่ยนอนาคตลูกหลานไทยให้มีอนาคตทันโลก ทันเทคโนโลยีให้ได้ ลูกหลานจะต้องเก่งขึ้น เป็นคนไทย 4.0 ที่ทันเทคโนโลยี โรงเรียนต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย

ทั้งนี้ คนวัยแรงงานที่มีจำนวนประมาณ 40-50 ล้านคน จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมไปด้วย คาดการณ์ว่าภายใน 5-12 ปีข้างหน้า คนไทยอาจจะตกงานเพิ่มขึ้นเป็น 72% เพราะแรงงานจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรกลสมัยใหม่จำนวนมาก คนทำงานจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวให้มีทักษะและสมรรถนะที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมใหม่ให้ได้

นอกจากนี้ ในปี 2564 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 20% และในปี 2573 จะมีผู้สูงอายุเป็น 25% หรือสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของประชากรในประเทศ ดังนั้น หากเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาผู้เรียนหรือคนวัยทำงาน ประเทศจะอยู่ไม่ได้ เพราะจะขาดตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น เราจึงจำเป็นต้องนำคนวัยแรงงานที่ยังมีศักยภาพไม่พอ กลับมาเรียนใหม่แบบไม่เป็นทางการ เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ แม้แต่คนสูงอายุก็อาจจะต้องกลับไปเรียนหลักสูตรระยะสั้น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้มีทักษะและสมรรถนะที่เข้ากับตลาดแรงงานสมัยใหม่ได้ ซึ่งการที่คนสูงอายุสามารถทำงานได้ ก็จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นด้วย

"วิทยาลัยชุมชนสามารถเข้ามาเชื่อมโยงรูปแบบการจัดการศึกษาเหล่านี้กับท้องถิ่นได้ ให้เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนทุกช่วงวัย และศูนย์พัฒนาทักษะสมรรถนะเพื่อสร้างให้คนไทยเป็นคนไทย 4.0 ที่ทันเทคโนโลยี จึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกัน เพราะลำพังจะให้แต่กระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาเพียงอย่างเดียวคงจะไม่สำเร็จ เพราะมีโรงเรียนต้องดูแลมากกว่า 30,000 โรงเรียน ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมพัฒนาโรงเรียนที่ดีให้เกิดขึ้นในแต่ละตำบล ดังเช่นโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือโครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพใกล้เคียงกันทั่วทั้งประเทศ"

2) ตรวจเยี่ยมและติดตามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) รร.บ้านหนองนาคำ อ.เมืองฯ จ.อุดรธานี

ในภาคบ่าย ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ที่โรงเรียนบ้านหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี

ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร กล่าวว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ในการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาของทั้งประเทศ ที่สำคัญก็คือ ให้ผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ปกครอง ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เข้ามาช่วยในการดูแลและร่วมสนับสนุนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา

โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ ต้องการที่จะยกระดับผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาของทั้งประเทศ และต้องการที่จะเป็นโรงเรียนที่เตรียมอนาคตของลูกหลานคนไทยให้เป็นคนไทย 4.0 เป็นคนไทยที่มีความรู้ทักษะและสมรรถนะ สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นคนไทยที่ทันสมัย ทันโลก ทันเทคโนโลยี ที่สำคัญก็คือโรงเรียนร่วมพัฒนาจะเป็นโรงเรียนที่ "เตรียมวิชาชีพ" ให้กับเด็ก โดยที่ไม่ต้องรอว่าจะต้องจบมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรืออุดมศึกษาจึงจะมีวิชาชีพได้ แต่โรงเรียนร่วมพัฒนาจะเป็นแหล่งเรียนรู้ในการที่จะพัฒนาเรื่องของทักษะ สมรรถนะ และคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยมีความเชื่อมโยงกับคนในท้องถิ่นหรือหลาย ๆ ท้องถิ่นเข้ามาช่วยสอน ในขณะเดียวกันเราจะไปช่วยแก้ปัญหาท้องถิ่นด้วย

ที่สำคัญโรงเรียนร่วมพัฒนาจะเป็นศูนย์ในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกช่วงวัย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อน ทำให้หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไป การใช้ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไป แม้แต่กระบวนการคิด การเรียนรู้ของเราก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้นโรงเรียนร่วมพัฒนาจะต้องเข้าไปช่วยคนในชุมชน เข้ามายกระดับสมรรถนะและทักษะต่าง ๆ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงข้างหน้าได้

"โรงเรียนร่วมพัฒนา" จึงเป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่กระทรวงศึกษาธิการให้อิสระ 3 อย่าง คือ

1) อิสระในการออกแบบหลักสูตร อาจเป็นหลักสูตรที่ไม่เคยสอนมาก่อน หรือเป็นหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์อนาคตของการเปลี่ยนแปลงข้างหน้า

2) อิสระในการปรับกระบวนการเรียนการสอนใหม่ การเรียนในห้องเรียนจะต้องลดลง และเพิ่มการเรียนในสถานที่จริงให้มากขึ้น ให้ทำงานได้จริง ให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น ให้เด็กมีจินตนาการสามารถไปสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ได้ ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าเป็นจุดเน้นที่สำคัญมาก

3) อิสระในการบริหารงานที่คล่องตัว ในเรื่องของการเงิน ทรัพยากรบุคคล ฯลฯ สิ่งที่สำคัญของโรงเรียนร่วมพัฒนา คือ ต้องการแนวคิดของภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม ในเรื่องของการทำงานที่คล่องตัว แนวคิดเรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผล แนวคิดในการทำงานที่ต้องมีผลสัมฤทธิ์ เพื่อให้โรงเรียนนำไปปรับใช้ได้

"เพราะฉะนั้นเราจึงกำหนดว่าโรงเรียนร่วมพัฒนา ประธานกรรมการสถานศึกษาจะต้องเป็นภาคเอกชน เช่น โรงเรียนบ้านหนองนาคำ ได้กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาสนับสนุน ซึ่งทำให้เกิดพลังมหาศาล และจะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศสูงขึ้นได้อย่างจริงจัง จึงต้องการให้โรงเรียนเหล่านี้เป็นต้นแบบที่จะพัฒนาต่อไปอีก 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศต่อไป การศึกษาจะไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเดียว แต่ผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาช่วยกันดูแลสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม เชื่อว่าจะเกิดผลสำเร็จอย่างแน่นอน เพื่ออนาคตของประเทศเรา เพื่อลูกหลานของพวกเราทุกคน"


Written by อิทธิพล รุ่งก่อน, บัลลังก์ โรหิตเสถียร
Photo Credit
อิทธิพล รุ่งก่อน, ปกรณ์ เรืองยิ่ง
Rewriter/Editor บัลลังก์ โรหิตเสถียร

 

พบกันหลากหลายช่องทาง

 
 

FACEBOOK
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

"ภาพ/ข่าว
รัฐมนตรี ศธ."

FACEBOOK
ศธ.360 องศา

"ข่าวรัฐมนตรี ผู้บริหาร
และสังคมการเรียนรู้ ศธ."

WEBSITE
หน้าโฮมเพจ

"ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี
โดยทีมงานสานพลัง สป./สร."

 
 

 
         

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี  เกี่ยวกับ สกอ.

   
  461 เยี่ยมชมสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ มจพ.
  432 ทปอ.เปิดโครงการ How Cambridge Berkeley Stanford do Tech Transfer
  402 การลงพื้นที่ ครม.สัญจร เชียงรายและพะเยา
  389 หารือกับผู้แทนมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร
  375 มอบนโยบายศูนย์ความเป็นเลิศ
  372 ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี
  361 ผลประชุม ก.พ.อ.9/61
  343 รมช.ศธ.อุดม ลงพื้นที่ ครม.สัญจร เพชรบูรณ์
  323 บรรยายที่ มจพ.
  304 เปิดศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ รพ.รามาฯ
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550
PV 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932 2016 2,673,943 2017 2,375,855
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ