.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวที่ 64/2561
รมช.ศธ."นพ.อุดม คชินทร" ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ภาคกลางตอนล่าง


รมช.ศึกษาธิการ "นพ.อุดม คชินทร" ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2561 (ภาคกลางตอนล่าง) ที่สมุทรสาครและเพชรบุรี โดยติดตามผลการดำเนินงานความร่วมมือการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนสายอาชีพร่วมกับภาคเอกชน ติดตามขับเคลื่อนแนวทางอาชีวะพรีเมียม รวมทั้งแนวทางการพัฒนาครูและท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการผลิตกำลังคนของประเทศ ช่วยกันรวมพลังคณะครุศาสตร์ของ มรภ.ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของประเทศด้านการผลิตครู

1) ติดตามผลความร่วมมือจัดหลักสูตรการเรียนการสอนสายอาชีพร่วมกับภาคเอกชน
ที่
สถาบันเทคโนโลยียานยนต์มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร

วันนี้ (5 มี.ค.61) ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานความร่วมมือในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนสายอาชีพของสถาบันเทคโนโลยียานยนต์มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีความร่วมมือกับภาคเอกชน

นายภักดี ฐานปัญญา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยียานยนต์มหาชัย กล่าวรายงานว่า ปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยียานยนต์มหาชัย มีจำนวนนักเรียนนักศึกษา 3,300 คน แบ่งเป็น ระดับเตรียมอาชีวศึกษา 200 คน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 2,600 คน และระดับปริญญาตรี 500 คน

ขณะนี้ประสบปัญหาสำคัญใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรก ด้านการคัดเลือกและสรรหาครูอาจารย์ทำได้ยากและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ อีกทั้งยังไม่สามารถสรรหาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกได้ เพราะไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนด เช่น ผลงานวิจัย เป็นต้น จึงขอให้ สกอ. พิจารณาทบทวนหรือเพิ่มความยืดหยุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีประสบการณ์สูงมาช่วยถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีชั้นสูงให้แก่ผู้เรียน เช่น การเทียบประสบการณ์ทำงานกับคุณวุฒิทางการศึกษา เป็นต้น และในส่วนที่สองคือ การพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับผู้เรียนสาขาวิชาอื่น นอกเหนือจากสาขาที่เป็นความจำเป็นและขาดแคลน

นอกจากนี้ ผู้แทนภาคเอกชนยังได้สะท้อนถึงคุณภาพของบัณฑิตด้วยว่า ยังขาดทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่สามารถอ่านโปรแกรมการทำงานต่าง ๆ ได้ ตลอดจนไม่มีทักษะเพียงพอต่อความต้องการของสถานประกอบการ ต้องฝึกทักษะเพิ่มเติมอีก 2-3 ปี ซึ่งในความเป็นจริงภาคเอกชนไม่ได้ต้องการคนเก่งมาก แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบ กระตือรือร้น และพัฒนาได้

นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า การกำหนดให้คุณวุฒิอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา ต้องมีผลงานวิจัยเป็นข้อกำหนดตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร หากจะขอยกเว้นก็อยู่ในอำนาจของ สกอ. แต่อาจต้องพิจารณาเป็นรายกรณีและคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ในหลายด้านประกอบกัน ส่วนการใช้ประสบการณ์ทำงานมาเทียบคุณวุฒิทางการศึกษานั้น ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ ประสบการณ์การทำงานมากกว่า 25 ปี เทียบเท่าวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท หรือตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นต้น โดยสามารถส่งรายละเอียดให้ สกอ. ดำเนินการเทียบวุฒิได้ทันที

เช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินจาก กยศ. เพื่อช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สถาบันอุดมศึกษาต้องเสนอหลักสูตรสาขาขาดแคลนมาให้ สกอ. รับรอง จากนั้นจะส่งต่อไปยัง กยศ. สำหรับจัดสรรเงินกู้ให้ต่อไป

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่ได้รับฟังปัญหาและอุปสรรค ก็รู้สึกเห็นใจ พร้อมจะมอบให้ สกอ. พิจารณาปรับและผ่อนปรนกฎเกณฑ์การคัดเลือกอาจารย์ โดยเฉพาะคุณสมบัติด้านผลงานวิจัย เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีผลงานวิจัยตามเกณฑ์ แต่อาจไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ต่อการสอนหรือพัฒนา ซึ่งในอนาคตสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคในการสร้างหลักสูตรพันธุ์ใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ

ส่วนทักษะภาษาอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ ศธ. กำลังเร่งยกระดับและพัฒนา เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศสามารถสื่อสารได้ โดยในเบื้องต้นทุกคนต้องปรับ Mindset และเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสื่อสารของโลกก่อน ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาจึงควรจัดทดสอบทางภาษาก่อนจบการศึกษา เพื่อเป็นทักษะติดตัวในการทำงาน มิฉะนั้นต่อให้เก่งเพียงใด หากสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ความเก่งจะลดเหลือครึ่งหนึ่งทันที

นอกจากนี้ ศธ. มีแนวทางที่จะพัฒนาหลักสูตรอาชีวะพันธุ์ใหม่ (อาชีวะพรีเมียม) ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนในสถานที่จริง ฝึกปฏิบัติงานจริง มีทักษะติดตัวตามความต้องการตลาดเมื่อจบการศึกษาแล้ว โดยร่วมมือกับภาคเอกชนให้มาช่วยสอน รับเด็กเข้าไปเรียนในสถานประกอบการจริง ๆ ให้มากขึ้น ตามภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในแต่ละท้องถิ่น

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เห็นด้วยว่าควรได้รับการสนับสนุนเช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพราะการศึกษาของประเทศจะพึ่งภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ควรเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเป็นพลังพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้า สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น


2) ศธ.ชูแนวทางอาชีวะพรีเมียม เทียบมาตรฐานนานาชาติ เทียบเงินเดือนตามทักษะขั้นสูง
ที่
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร

จากนั้น นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ตอบโจทย์ความต้องการภาคผู้ใช้กำลังคน โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้าร่วมประชุม

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาครมี 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว และวิทยาลัยประมงสมุทรสาคร มีจำนวนผู้เรียนทั้งสิ้น  4,247 คน เกือบทุกสาขาวิชาเป็นการเรียนแบบระบบทวิภาคี ผู้เรียนจึงมีงานทำ 100% ส่วนกลุ่มที่เรียนในระบบปกติจะเข้าศึกษาต่อประมาณ 50% โดยอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดของจังหวัดสมุทรสาครในปี 2560 ได้แก่ ธุรกิจอาหารและสัตว์น้ำ ธุรกิจการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ และการบริการอื่นๆ

ดร.อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาครขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือประมาณ 10,000 คน จึงต้องการให้สถาบันอาชีวศึกษาผลิตกำลังคนเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องการให้มีการส่งเสริมครู ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องจักรที่ทันสมัย สร้างทักษะให้ผู้เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติจริง (Learning By Doing) ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรสาครควรตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาแบบทวิภาคีให้มากขึ้น เพราะเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ผู้เรียนได้ฝึกวิชาชีพ ฝึกวินัยการทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม มีรายได้ระหว่างเรียน ด้านผู้ประกอบการก็ได้ฝีมือแรงงานที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของธุรกิจตนเอง

ดร.สมนึก ฉัตรจิ๋ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์เพิททีม จำกัด กล่าวถึงความต้องการแรงงานด้านช่างซ่อมบำรุงเพื่อดูแลแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติทั่วอ่าวไทยว่า ที่ผ่านมาเมื่อจำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุงเครื่องจักร ต้องใช้ช่างจากต่างประเทศมาดูแลซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก หากเราสามารถผลิตช่างที่ทำงานกับแท่นขุดเจาะได้เอง และเพียงพอกับความต้องการ จะช่วยให้ประเทศชาติลดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

นางสาวธัศม์มสา เดชาพงศ์วรานนท์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บมจ.ปัญจวัฒนาพลาสติก เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีความร่วมมือ จัดหลักสูตรทวิภาคีกับวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร โดยให้นักศึกษาเข้าฝึกงาน 1 ปี ซึ่งก่อนจะเข้าฝึกงานมีการอบรมเสมือนนักศึกษาทุกคนเป็นพนักงานของบริษัท โดยจะอบรมเรื่องเครื่องจักรพื้นฐาน การตั้งค่าเครื่องจักรต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาเกิดความเคยชินและมีความปลอดภัยสูงสุดในระหว่างการฝึกงาน ทั้งนี้จะมีอาจารย์เข้ามาร่วมกับบุคลากรของบริษัทเพื่อดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ. สมุทรสาคร กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสาคร ได้มีการจัดหางบประมาณอุดหนุน "โครงการสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม" สนับสนุนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน จัดสร้างอาคารนวัตกรรม มูลค่า 31 ล้านบาท ให้แก่วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดประโยชน์กับชาวสมุทรสาครและส่งเสริมการศึกษาของชาติ

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันเรายังขาดกำลังคนสายช่าง รวมถึงขาดคุณภาพ และทักษะระดับสูง ซึ่ง สอศ.กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ หากพิจารณาจากแหล่งที่มาของกลุ่มคนที่เข้ามาเรียนอาชีวศึกษา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

     กลุ่มนักเรียนมัธยม ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญ แต่ยังไม่ใช่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากเด็กมัธยมมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ และต้องเรียนแบบทวิภาคี หรือ Work Integrated Learning แบบเข้มข้น คือผู้เรียนจะต้องเข้าไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมจริง ๆ โดยใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทั้งหลักสูตร และมีอาจารย์เข้าไป Coaching ตลอดเวลา ขณะเดียวกันต้องมีบุคลากรจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษร่วมดูแลตั้งแต่เริ่มจนจบหลักสูตรด้วย เชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

     กลุ่มที่จบ ปวช./ปวส. แล้วเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีประมาณ 20 ล้านคนจากทั่วประเทศ ซึ่ง สอศ.มีแผนนำคนกลุ่มนี้กลับมาพัฒนาใหม่ ยกศักยภาพให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ขณะนี้ทั้งอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรเพื่อความต่อเนื่อง โดยอาชีวะจะพัฒนาอย่างเข้มข้นในเรื่องการปฏิบัติให้มีทักษะที่สูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ เนื่องจากเราต้องการให้คนของอาชีวะอยู่ในสายงานของตัวเอง สามารถคงวิชาชีพช่างแบบมืออาชีพจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติได้

"สอศ.จะเพิ่มทักษะ เพิ่มสมรรถนะเชิงลึกให้เกิดความเชี่ยวชาญมากขึ้น เราต้องการให้เขาอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และในอนาคตหาก สอศ.ทำให้เกิดมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปขึ้นได้ ผมจะไปเจรจากับสำนักงาน ก.พ. ให้ว่าเมื่อกำลังคนสายอาชีพมีทักษะตามมาตรฐานที่กำหนดแล้ว สำนักงาน ก.พ.ต้องประเมินค่าเงินเดือนให้เท่ากับระดับปริญญาเอก

เช่น หลักสูตรแพทย์เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว มีการฝึกอบรม มีการเรียนต่อเฉพาะทางเป็นผู้เชี่ยวชาญ ได้รับการรับรองจากแพทยสภาว่ามึศักยภาพ ทักษะ สมรรถนะ ครบถ้วนแล้ว สำนักงาน ก.พ.จะประเมินเงินเดือนให้เท่ากับปริญญาเอก เป็นต้น

ซึ่งเราจะทำอาชีวะให้ได้แบบนี้ ดังนั้นต่อไปเขาจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องดิ้นรนไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เป็นการสนับสนุนให้ช่างอยู่ในสายงานช่าง เนื่องจากเป็นกระดูกสันหลังของประเทศในการยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม" นพ.อุดม กล่าว

นพ.อุดม อธิบายถึงหลักสูตรดังกล่าวด้วยว่า จะเริ่มเดินหน้าเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีสถาบันอาชีวศึกษาต้นแบบ หรือเรียกว่า "อาชีวะพรีเมียม" 19 แห่ง เน้นเฉพาะวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศและอุตสาหกรรมหลัก เช่น สาขาระบบขนส่งทางราง เมคคาทรอนิคส์และหุ่นยนต์ ช่างอากาศยาน หุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ เป็นต้น

ดังนั้น จึงฝากถึงผู้ปกครองให้ร่วมกันปรับทัศนคติ เพื่อส่งลูกหลานเข้ามาเรียนสายอาชีพให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มีความคิดว่า หากให้ลูกหลานเรียนสายอาชีพ จะสู้คนอื่นไม่ได้ เนื่องจากไม่มีใบปริญญาแต่ความจริงแล้วสายวิชาชีพถือเป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมทุกด้านอย่างแท้จริง โดยดูจากประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี ที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จด้านอุตสาหกรรม พบว่าสายอาชีพนั้นมีความเข้มแข็งมาก ทำให้ประเทศเหล่านี้ผลิตสินค้ามากมายจนกลายเป็นผู้นำของโลกได้

วันนี้ กระทรวงศึกษาธิการมีความพยายามที่จะยกระดับอาชีวศึกษาของไทย ให้เป็นอาชีวศึกษาที่มีแนวคิดแบบวิศวกร แต่มีทักษะแบบอาชีวะมืออาชีพที่ทันสมัย มีศักดิ์ศรีร่วมกันขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป


3) ติดตามการดำเนินงานการพัฒนาท้องถิ่น ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นพ.อุดม คชินทร และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี อ.เมืองเพชรบุรี โดย ผศ.ดร.เสนาะ กลิ่นงาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี คณาจารย์ และนักศึกษา ให้การต้อนรับและร่วมรับฟัง

ผศ.ดร.เสนาะ กลิ่นงาม อธิการ มรภ.เพชรบุรี กล่าวว่า มรภ.เพชรบุรี ตระหนักถึงพันธกิจในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างเอกลักษณ์ด้านอาหารและการท่องเที่ยว ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพมุ่งสู่สากล ควบคู่กับการวิจัย ให้บริการวิชาการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม เสริมสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมไปถึงสืบสานส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสู่ชุมชนและสังคม โดยได้ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นใน 8 คณะ ภายใต้โครงการ "1 คณะ 1 อำเภอ" ร่วมกับชุมชนมากว่า 7 ปีแล้ว ทั้งคณะครุศาสตร์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ภายใต้วิสัยทัศน์ "ภายในปี 2562 จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีความโดดเด่นด้านอาหารและการท่องเที่ยว"

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับด้านสุนทรียศาสตร์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชาวเมืองเพชร คือ การตั้งสถาบันช่างเมืองเพชร เพื่ออนุรักษ์ศิลปะการแทงหยวกให้คงอยู่สืบไป สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษา มรภ.เพชรบุรี ยังเป็นศูนย์ฝึกครูตำรวจตระเวนชายแดน ที่สอนอยู่ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 11 แห่ง ของ จ.เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีบริเวณชายแดนติดกับเมียนมา และเด็กส่วนใหญ่เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ โดยจะใช้ระยะเวลาในการฝึก 7 เดือน เพื่อกลับไปสอนในโรงเรียน เชื่อว่าจะส่งผลด้านความมั่นคงและด้านสังคมที่ดีขึ้น และเป็นโรงเรียนกองทุนเพื่อการศึกษา สำหรับนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาพื้นที่เพชรบุรี 14 แห่ง เมื่อจบแล้ว จะได้อยู่และทำงานพัฒนาบ้านเกิดและชุมชน เป็นการช่วยแก้ปัญหาการย้ายถิ่นของข้าราชการพลเรือนและกำลังคน

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.มีนโยบายสำคัญในการปฏิรูปอุดมศึกษา "โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่" โดยขอเชิญชวนมหาวิทยาลัยมาช่วยกันยกระดับและพัฒนาคน ต่อยอดจากฐานเดิมที่มีอยู่ตามความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เป็นความต้องการของประเทศ ไม่จำเป็นต้องรอนักเรียนจบระดับมัธยมศึกษาอย่างเดียว สามารถจัดหลักสูตร 2 ปี เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับคนทำงานควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยควรนำความต้องการของตลาดและภาคอุตสาหกรรมใหม่เป็นที่ตั้ง คือ การผลิตคนที่ทำงานได้ทันที ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ และมีความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเข้มข้นตลอดการผลิต เพื่อสร้างคน 4.0 ให้กับประเทศ เมื่อนั้นจึงจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของคน ส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจและผลิตมวลรวมในประเทศขยับสูงขึ้น

นพ.อุดม กล่าวด้วยว่า ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนด้านการอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกที่จะสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนด้วย โดยจะสนับสนุนงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ที่มีผลลัพธ์การผลิตกำลังคนตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือมีสาขาวิชาที่โดดเด่นในการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ จึงฝากให้ช่วยกันพิจารณาหาแนวทางเพื่อคงความเป็นรากเหง้าของ มรภ.ไว้ให้ได้ คือ "การผลิตครูที่มีคุณภาพสูง มีทัศนคติที่ดี ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการผลิตกำลังคนของประเทศ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงอุดมศึกษา" ขอให้รวมพลังช่วยกันทวงคืนความเป็นเบอร์ 1 ในการผลิตครูของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ กลับมาให้ได้โดยเร็ว

ในโอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมศูนย์ข้าวชุมชน ต.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด หนึ่งในวิสาหกิจชุมชนที่เป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนกับ มรภ. ผลิตข้าวอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งผลต่อรายได้และสุขภาพของคนในชุมชน


Written by อรพรรณ ฤทธิ์มั่น(1), ปารัชญ์ ไชยเวช(2), นวรัตน์ รามสูต(3)
Photo Credit อิทธิพล รุ่งก่อน, ธเนศ งานสถิร, นวรัตน์ รามสูต
Rewriter นวรัตน์ รามสูต
Editor
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
More Photos facebook ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี  เกี่ยวกับ สกอ.

   
  060 ผลประชุม ก.พ.อ.2/2561
  053 บรรยายมหาวิทยาลัย 4.0 ที่ ม.ศิลปากร
  044 รับฟังภาคเอกชนผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่รองรับ New S-Curve
  032 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ที่ มจพ.ระยอง และ วท.บ้านค่าย
  029 มอบนโยบาย ทปอ.มรภ.
  004 แนวคิดนโยบายการอุดมศึกษา
  651 รับมอบเงินจาก MK เพื่อสนับสนุนสร้างอาคาร ม.มหิดล
  645 มอบนโยบายมหาวิทยาลัยเปลี่ยน 4 ข้อ
  638 หารือกับฟินแลนด์
  632 ลั่น 1 ปีผุดกระทรวงการอุดมศึกษา
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932 2016 2,673,943
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ