.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 507/2560
นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายในการประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ที่ จ.ชลบุรี


จังหวัดชลบุรี - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายและเป็นประธานปิดการประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" เมื่อวันจันทร์ที่ 25 กันยายน 2560 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อำเภอสัตหีบ ซึ่ง พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้ โดยมีผู้บริหารให้การต้อนรับและร่วมรับฟังนโยบายกว่า 1,500 คน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้บริหารระดับสูงองค์กรหลัก ศึกษาธิการภาค 18 ภาค, คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องในจังหวัดที่มีโครงการพื้นที่พิเศษ 35 จังหวัด ๆ ละ 30 คน, ศึกษาธิการจังหวัดในจังหวัดที่ไม่มีโครงการพื้นที่พิเศษ 42 จังหวัด, ผู้บริหารการศึกษา, ผู้ประกอบการ


• พบปะครั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษาของประเทศ เพราะเด็กเยาวชน ครู บุคลากรทางการศึกษา มีจำนวนมาก เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่มีบทบาทสร้างคนให้มีความรู้ ให้เด็กรู้จักตนเอง รู้จักประเทศ และรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี นำความรู้ความสามารถขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศในอนาคต

ในวันนี้จึงต้องการมาพบปะกับทุกคน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริหารประเทศทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งทุกคนคือผู้ชี้ชะตาประเทศในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนการทำงานต่าง ๆ และในฐานะที่เป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด ก็ต้องทำงานให้ดี นึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

ต้องยอมรับว่าประเทศของเรา ยังมีปัญหาหลากหลายด้านที่ต้องแก้ไข เพื่อให้เราเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน ตามคำกล่าวที่ว่า "จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" จึงขอฝากให้ช่วยกันพินิจพิจารณารายละเอียดและต้นตอของแต่ละปัญหาอย่างถี่ถ้วน โดยนำหลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เข้ามาช่วยแก้ปัญหา

• ให้เชื่อมโยงการศึกษาทั้งในระบบ-นอกระบบ-การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อดึงความร่วมมือทุกภาคส่วน

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการศึกษาในระบบ ที่จัดโดยรัฐและเอกชน การศึกษานอกระบบ สำหรับผู้พลาดโอกาสทางการศึกษา และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ตามความสนใจและตามบริบทในการพัฒนาพื้นที่

ดังนั้น วันนี้เรารับผิดชอบคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ จึงต้องบริหารจัดการให้มีความสอดคล้องเชื่อมโยงทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานในกระทรวงทุกหน่วยต้องร่วมมือกันก่อน เมื่อนั้นการจะดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เข้ามาช่วยจัดการศึกษา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

• ต้องส่งเสริมให้เด็กมีความรู้รอบด้าน

โลกวันนี้เป็นยุคแห่งโลกาภิวัตน์ ไม่มีพรมแดน สามารถเข้าถึงได้รวดเร็วขึ้นด้วยดิจิทัล การสร้างเด็กและเยาวชนในยุคโลกาภิวัตน์ จึงต้องส่งเสริมพัฒนาให้เด็กมีความรู้รอบด้าน ทั้งสายสามัญ อาชีพ ทักษะชีวิต การติดต่อสื่อสาร วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนภาษาที่หลากหลาย พร้อมเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต เพื่อเป็นแนวทางป้องกันปัญหาในอนาคต และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ให้อยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านวิทยาการ เทคโนโลยี ภัยคุกคามต่าง ๆ ให้ได้ เพราะหากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ประเทศไทยจะยิ่งล้าหลัง

ในส่วนของทักษะ นอกจากเด็กจะต้องมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะวิชาชีพ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความมีระเบียบวินัยแล้ว ต้องทำให้เด็กรู้จักตัวเอง รู้ความต้องการและความถนัดของตัวเอง เพื่อตั้งเป้าหมายในชีวิตทั้งในเรื่องการเรียนและการประกอบอาชีพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง พ่อแม่ และครอบครัวด้วย

วันนี้รัฐบาลต้องจัดการศึกษาให้ทั่วถึง แต่ประเด็นคือได้ทำงานครบถ้วนแล้วหรือยัง ที่จะมีวิธีปฏิบัติแนวทางที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน วันนี้ยังพบว่าเด็กหลายคนไม่มีเป้าหมายในชีวิต เมื่อถามก็ตอบไม่ได้ จึงต้องส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้

• การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่พิเศษ

ในความเป็นจริง ทุกพื้นที่ของประเทศทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร คือ "พื้นที่พิเศษ" ที่รอให้พวกเราทุกคนเข้าไปช่วยพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการก็ได้สนับสนุนการดำเนินการในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดน, การจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ, การขับเคลื่อนการศึกษาแบบบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้, โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”, การขับเคลื่อนการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนโครงการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนพื้นที่สูง และเกาะแก่ง โดยได้มีการวางแผนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี แล้วด้วยนั้น

แต่แน่นอนว่า การที่ประเทศจะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้นั้น ต้องเกิดจากการที่คนในประเทศมีหลักคิดที่ถูกต้อง พร้อมเรียนรู้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงปรับตัว ดังนั้น เราจะต้องสร้างคนด้วยความคิดใหม่ วิธีการใหม่ หลักคิดใหม่ พร้อมเรียนรู้บทเรียนที่ผ่านมา เพื่อสร้างให้เป็นพื้นฐานที่จะปรับเปลี่ยนและประยุกต์ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโดยรวม ที่จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์เร็วขึ้น มากขึ้น

ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่พิเศษ นอกจากจะมีแผนแม่บทหรือยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาแล้ว เรื่อง "คน" ยังถือว่ามีความสำคัญที่สุด ที่จะต้องมาช่วยกัน ภายใต้ความร่วมมือของประชารัฐ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ศาสนสถาน นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีทางไกลผ่านดาวเทียมเข้ามาช่วยจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดน เกาะแก่งต่าง ๆ การเชื่อมโยงสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ทุกหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมความรู้และการดำเนินงานของศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิทัล ซึ่งอาจขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ส่วนราชการในท้องถิ่น ตลอดจน NGOs ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ อยู่แล้ว

• ให้ ศธ.เน้นปฏิรูปทั้งระบบ

หากกระทรวงศึกษาธิการสามารถดำเนินงานได้เช่นนี้ นั่นจึงจะถือเป็นการปฏิรูปทั้งหมดอย่างแท้จริง และเมื่อนั้นความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะตามมา เพราะจะหวังให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ แก้ไขปัญหาทุกอย่างคงไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน

ในส่วนของการปฏิรูปการศึกษาของหน่วยงาน ต้องมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ทุกส่วนมีความเชื่อมโยงการขับเคลื่อนไปสู่ “บวร” ทั้งบ้าน วัด และโรงเรียน เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายโดยตรงในแต่ละภูมิภาค ตลอดจนให้ภูมิภาคสามารถพัฒนาศักยภาพและจุดเด่นให้มีความแข็งแรงด้วยตัวเอง ส่วนเยาวชนก็ต้องมีการเรียนรู้สิ่งสำคัญต่าง ๆ ในชุมชนของตนเอง นำความสามารถผนวกกับจุดเด่นในชุมชน เพื่อเป็นการพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองอีกด้วย

• หนุน กศน.-อาชีวะ-อุดมศึกษา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) เข้าถึงประชาชนทุกคนทุกพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อสร้างคนคืนสู่สังคม ให้ประชาชนได้เรียนรู้ตามความต้องการ โดยจะต้องปรับหลักสูตรและวิธีการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไม่ได้เรียน คนทำงานที่ต้องการเรียนเพิ่ม ต้องการให้ กศน. เข้าถึงในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ทหาร แรงงานในโรงงาน เพื่อส่งเสริมให้คนเหล่านี้สามารถกลับมาเรียนต่อและได้รับวุฒิหรือเทียบวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงให้คนไทยที่เป็นช่างเก่ง ๆ แต่ไม่มีวุฒิการศึกษา ได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น เพราะตอนนี้เราจะมัวรอแต่การสร้างคนจากการศึกษาในระบบคงไม่ทัน แต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเก่งที่มีอยู่ได้ช่วยพัฒนาประเทศ ให้คนที่จบการศึกษาแล้วไม่มีงานทำ ได้รับการต่อยอดความรู้เพิ่มเติม เพื่อคลี่คลายปัญหาบัณฑิตตกงานอีกทางหนึ่ง ดังนั้น กศน. จะเป็นหลักในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของรัฐบาล ให้ประชาชนได้เรียนรู้ อ่านออกเขียนได้ เท่าทันวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และที่สำคัญคือมีอาชีพและมีรายได้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ส่วนของการอาชีวศึกษาก็เช่นกัน ต้องเปิดโอกาสให้คนทำงานได้กลับไปเรียน และได้วุฒิการศึกษาเพื่อต่อยอดในอาชีพ ตลอดจนเทียบวุฒิจากประสบการณ์การทำงานหรือนำไปลดเวลาเรียนได้ด้วย ส่วนปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษานั้น ยังเกิดเหตุทะเลาะให้เห็นกันอยู่ ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเกิดจากครอบครัวที่ต้องทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูก ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเด็กอาชีวะ ทำให้ผู้ปกครองไม่อยากส่งลูกหลานมาเรียนเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการและทุกคนในสังคมช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ต่อไปด้วย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องคงไว้ซึ่งอุดมการณ์ในการพัฒนาท้องถิ่น เกาะเกี่ยวกับชุมชนให้ได้มากที่สุด ต้องทบทวนการทำงานและหลักสูตรที่เอื้อต่อการผลิตคนออกสู่ตลาดแรงงานสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และประเทศ พร้อมติดตามการมีงานทำหลังจบการศึกษา เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการจัดการศึกษา การมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็จะใช้สำหรับวางแผนการบริหารจัดการอย่างมีระบบต่อไปด้วย โดยขอให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยพิจารณาเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่อาจจะต้องมีการทบทวนการดำเนินงานเพื่อว่างแผนตั้งแต่ต้นทาง คือการเรียนต่อของนักเรียนในระดับอุดมศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่จะต้องมีความสอดคล้องกับความต้องการพัฒนาประเทศด้วย

• “ครู” ต้องเป็นผู้รอบรู้และช่วยชี้นำการทำความดีแก่เด็ก

นอกจากครูจะต้องรู้ข้อมูลต่าง ๆ ให้รอบด้านและครอบคลุม เพื่อบอกทิศทางและชี้นำสิ่งต่าง ๆ ให้นักเรียนก้าวทันวิทยาการความรู้สมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างการเรียนรู้ทางสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ, แผนที่การเกษตรออนไลน์, การเรียนรู้เรื่อง Smart Farmer ฯลฯ แล้ว

ครูยังต้องสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรที่ดี ก็ควรทำ และอะไรที่ไม่ดี ก็ไม่ควรทำ พร้อมมีจิตสาธารณะและนึกถึงผู้อื่นด้วย เพราะหากทุกคนมีคุณธรรมจริยธรรม รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ก็จะทำให้เกิดองค์กรที่มีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้น และมีความรู้สึกในการเป็นเจ้าของประเทศและเจ้าของระบบการศึกษาร่วมกัน พร้อมทั้งนึกถึงคนอื่นที่เป็นเจ้าของประเทศด้วย เพราะนี่คือหน้าที่ของพวกเราทุกคนและเป็นหน้าที่ของข้าราชการทุกภาคส่วน

หากคิดได้แบบนี้จะเชื่อมโยงไปสู่การมีวินัย ความรับผิดชอบ และการทำงานเป็นทีม

• เน้นการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ

ในการจัดการศึกษาในพื้นที่พิเศษและการศึกษาของไทย เห็นว่าต้องมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี, แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตลอดจนยุทธศาสตร์และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นกรอบในการทำงาน พร้อมกำหนดวิสัยทัศน์ที่มองไปถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยด้วย เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้และวางแผนการเรียนและประกอบอาชีพของลูกหลาน เป็นการสอนหลักคิด ให้ทุกคนได้คิดไปข้างหน้า คิดถึงแผนการทำงานและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

ในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ทั้ง 6 ด้าน ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับการศึกษา ยกตัวอย่างดังนี้

  • ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ไม่ได้เป็นหน้าที่ของทหารหรือฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น แต่ทุกหน่วยงานควรเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนกับการรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อให้เกิดความรัก สามัคคี ยึดมั่นในศาสนา ป้องกันการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด เป็นต้น รวมทั้งร่วมกันจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับพื้นที่ ให้เด็กรู้ว่าในพื้นที่มีอะไรดีที่เป็นเอกลักษณ์หรือจุดเด่น อาทิ เกษตรท้องถิ่น อุตสาหกรรมและโรงงานในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความรักในท้องถิ่น

  • ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เช่น สอนให้สร้างการเกษตรแบบเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยเน้นการสอนหลักคิดให้เด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความคิดใหม่ ๆ และคิดให้เป็น

  • ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน  ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเรื่องของหลักสูตรที่ใช้ในการเรียนการสอน เนื่องจากหลักสูตรคือสิ่งสำคัญ จึงต้องจัดหลักสูตรให้เข้าถึงพื้นที่ และร่วมมือกับภาคเอกชนจัดการศึกษาแบบทวิภาคี โดยจะเป็นการพัฒนากำลังคนที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ

  • ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม จะต้องส่งเสริมให้แต่ละจังหวัดค้นหาจุดแข็งและโอกาสในการจัดการศึกษาของตนเอง

  • ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ฝากครูให้สอนเรื่องการอยู่ร่วมกันและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งเมื่อเด็กได้เรียนรู้ ก็เท่ากับว่าพ่อแม่จะได้รับรู้ไปด้วย ทำให้เกิดการซึมซับการเรียนรู้ทั้งสองฝ่าย แต่ขอเน้นย้ำไว้ด้วยว่า การถ่ายทอดของเด็กไปยังพ่อแม่ ครูต้องไม่สอนให้เด็กก้าวร้าวต่อพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย

  • ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ  ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริมให้มีการทำงานอย่างบูรณาการมากขึ้น, การปรับปรุงคณะกรรมการและการปฏิรูปโครงสร้างต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ ขอให้ยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมจัดการศึกษาตั้งแต่การร่วมกันคิดหลักสูตร ให้ตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง มิใช่การตัดเสื้อตัวเดียวแล้วให้ทุกคนมาใส่ทั้งหมดเหมือนที่แล้วมา

นอกจากนี้ การประชุมหารือเพื่อดำเนินงานต่าง ๆ ต้องได้ข้อสรุปและข้อยุติ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีหน้าที่ของตนเองและมุ่งหวังที่จะใช้เวลาทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่แล้ว แต่ในกระบวนการประชุมหารือร่วมกัน ขอให้เน้นถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ผลที่เกิดขึ้น และวางแผนที่จะดำเนินการในช่วงต่อไป เพื่อจะทำให้ได้ข้อสรุปในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เร็วที่สุด และสามารถเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามประเด็นต่าง ๆ ได้ทันเวลา

• การใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำถึงการใช้งบประมาณด้านการศึกษา โดยขอให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอของบประมาณที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ ครอบคลุมในทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ดีว่าแต่ละพื้นที่ต้องใช้งบประมาณเท่าไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการแบ่งส่วนภูมิภาคออกเป็น 6 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้จัดสรรงบประมาณด้านโครงสร้างเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่จะเป็นการสนับสนุนการพัฒนาในแต่ละภาคให้มีความแข็งแรงด้วยตัวเอง ทั้งการคมนาคมขนส่ง ถนน ตลอดจนไฟฟ้าและประปาให้ครบทุกหมู่บ้าน ส่วนงบบูรณาการที่จะจัดสรรเพิ่มเติมลงไปยังพื้นที่นั้น จะเป็นอีกส่วนสำคัญในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะสร้างมูลค่าและต่อยอดเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ลงทุนไปแล้ว ทั้งการวิจัย นวัตกรรม การดึงบุคลากรทั้งแพทย์ พยาบาล ครู กลับคืนสู่พื้นที่ เพื่อพัฒนาความเจริญแก่ภาคต่าง ๆ ให้มากขึ้น

• การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ท้ายสุดนี้ ขอฝากประเด็นการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals : SDGs) ของ UNESCO ประกอบด้วยการพัฒนา 17 ประการ ซึ่งในส่วนของการศึกษาอยู่ในเป้าหมายพัฒนาที่ 4 "การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ" ที่ได้สะท้อนวิสัยทัศน์การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีแบบองค์รวม เพื่อเป็นโลกที่ทุกคนได้รับจากการเรียนรู้คุณค่า พฤติกรรมและวิถีชีวิตที่จำเป็นสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน โดยต้องสร้างความสามารถเพื่อการตัดสินใจ โดยมีพื้นฐานของชุมชน ความอดทนของสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม ประชากรที่ปรับตัว และคุณภาพของชีวิตทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาด้วยวิธีการที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบการมีส่วนร่วมและการคิดอย่างมีข้อมูล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงคุณลักษณะหลักของโรงเรียนที่ยั่งยืน ต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญ เช่น

  • การศึกษาที่ยั่งยืน โดยให้กระทรวงศึกษาธิการได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) เพื่อให้เด็กนำไปคิด และประยุกต์ใช้กับระบบการศึกษาของชาติ ส่งเสริมการปฏิบัติด้วยพื้นฐาน “การคิดอย่างพอเพียง” ประกอบด้วยรากฐาน 3 ประการ คือ ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อปลูกฝังทัศนคติและการฝึกฝนกระบวนการคิดอย่างพอเพียงจนเป็นนิสัยติดตัวเด็ก ให้เป็นนักคิดตลอดชีวิต รู้จักพึ่งพาตนเอง และมีวิถีชีวิตที่มีความสมดุล สิ่งสำคัญคือการปลูกฝังความมีระเบียบวินัย คุณธรรมจริยธรรม การใช้หลักเหตุผล มีความรอบคอบ พร้อมกับใช้การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมได้

  • การมุ่งมั่นต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมเชิงบวก ตลอดจนให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมวัฒนธรรม

  • การสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ สร้างผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลงของหน่วยงาน ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกัน

  • การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องสำหรับครูและผู้บริหาร สิ่งสำคัญคือต้องสอนให้เด็กรักครู สำนึกพระคุณครูและเคารพครู ส่วนครูก็ต้องรักเด็ก ทุ่มเทและเอาใจใส่เด็กให้มาก ๆ

  • การขยายการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ ซึ่งให้ความสำคัญกับการร่วมมือกันของผู้ลงมือปฏิบัติที่หลากหลาย มีการออกแบบกระบวนการดำเนินงานพื้นฐานเป็นคู่มือปฏิบัติงาน ที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน

  • การพัฒนาให้โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม การศึกษาแบบยั่งยืน มีการบูรณาการของรูปแบบการสอนด้วยการแก้ไขปัญหาเป็นฐานและการทดลอง ที่จะส่วนส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมเป็นนักวิเคราะห์ สร้างสรรค์ และมุ่งการเปลี่ยนแปลง

  • เน้นการสอนด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์  การเรียนการสอนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ จึงต้องการให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย

  • การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School) ด้วยหลักความยั่งยืน ให้มีหลักสูตรที่มุ่งมั่นต่อความยั่งยืน มีกิจกรรมฝึกฝนคุณลักษณะความยั่งยืนทุกด้านของทุกคนในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนฝึกความชำนาญในเรื่องการศึกษาเพื่อความยั่งยืน พร้อมประสานกิจกรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนระหว่างโรงเรียนและชุมชนด้วย และความสัมพันธ์โรงเรียนกับชุมชน

นอกจากนี้ ฝากให้กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำให้เด็กนักเรียนทุกคน เขียนเรียงความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้เด็กรู้ที่มาที่ไปของตนเอง รู้จักตัวตน ส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น  เขียนเป็น และรู้ถึงบุญคุณของบูรพมหากษัตริย์และบรรพบุรุษที่รักษาแผ่นดินไทยมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อเด็กจะได้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย


พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวรายงานการประชุมในครั้งนี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดขึ้นเพื่อทบทวนการจัดทำแผนบูรณาการจัดการศึกษา และการขับเคลื่อนแผนให้เกิดผลในทางปฏิบัติของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดน รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาคุณภาพการศึกษา และปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคนด้วยการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องหลักของการพัฒนาประเทศ

และจากการที่รัฐบาลได้มีนโยบายพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนรอบประเทศ 10 พื้นที่ การพัฒนาเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งสิ้น ซึ่งในห้วงที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดพื้นที่ดังกล่าวเหล่านี้ เป็นพื้นที่ที่ต้องดำเนินการพิเศษเร่งด่วน ด้วยการจัดโครงการต่าง ๆ ของส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนตามกลไกประชารัฐ ให้สนับสนุนงานของรัฐบาลทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น เพื่อให้การทบทวน ปรับปรุง พัฒนา และการเตรียมแผนงานให้เกิดประสิทธิภาพในห้วงต่อไป จึงได้กำหนดให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มาร่วมประชุมตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยได้กำหนดการประชุมเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 เมื่อวันที่ 4-5 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการประชุมระดับศึกษาธิการจังหวัด เพื่อทบทวนแผนงานที่ดำเนินการแล้วของห้วงที่ผ่านมา ส่วนขั้นที่ 2 ระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน เป็นการประชุมระดับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดทั้งคณะ เพื่อนำแผนมาบูรณาการ รวมทั้งนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาในการวางแผนในห้วงเวลาต่อไป

และในครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 เป็นการประชุมเพื่อให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงภาคประชาสังคม ได้นำแผนมาพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดความสมบูรณ์ โดยได้เรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มาบรรยายเรื่องที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องพัฒนาแผนร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่อไปให้เกิดการเชื่อมโยงบูรณาการสู่ความเป็น THAILAND 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

ผลจากการประชุมในครั้งนี้ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธาน ได้ระดมความคิดด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจในการพัฒนาแผนให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และแผนปฏิบัติราชการในมิติการศึกษาตลอดจนมิติอื่นที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน พร้อมที่จะขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ในห้วงเวลาต่อไป

สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแผนที่จะขยายผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับจังหวัดให้เชื่อมโยงครอบคลุมเป็นกลุ่มจังหวัดและระดับภาค เพื่อให้สอดคล้องรองรับตามทิศทางการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติของรัฐบาล รวมทั้งขยายการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาจากพื้นที่ EEC ที่ดำเนินการแล้วไปยังภาคต่าง ๆ เพื่อตอบสนองการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ตามเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของการพัฒนาที่ยั่งยืน


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
ถ่ายภาพ: อิทธิพล รุ่งก่อน, ปรียาพร โพธิรินทร์
26/09/2560

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี เกี่ยวกับ สพฐ.

   
  505 แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลการดำเนินงาน รร.คุณธรรม
  504 เปิดประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ที่ชลบุรี
  502 สัมมนาการพัฒนาคุณธรรมในสถานศึกษา สร้างคนดีด้วยวิถีคุณธรรม
  499 เปิดอบรมสร้างเยาวชนต้นแบบ ที่นครปฐม
  489 บรรยายครูในอุดมคติให้กับ ผอ.สพท.ใหม่ ที่นครนายก
  486 การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดรูปแบบประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ"
  485 มอบนโยบาย ผอ.สพท.แต่งตั้งใหม่ ที่นครนายก
  478 ปิดและมอบวุฒิบัตรการอบรมรวมพลังสร้างสรรค์ทีม (MOE One Synergy Program) ที่ CPLI
  477 ประชุมทบทวนแผนงานภารกิจการจัดการศึกษาฯ จ.กาญจนบุรี
  475 การอบรมครูวิทยากรโรงเรียนคุณธรรม
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932 2016 2,673,943
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ