.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 504/2560
รมช.ศธ.สุรเชษฐ์ เปิด
การประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ที่ จ.ชลบุรี


กระทรวงศึกษาธิการ จัดการประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ระหว่างวันที่ 24-25 กันยายน 2560 ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน โดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิด และมีผู้บริหารหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นวิทยากรบรรยายการพัฒนาพื้นที่พิเศษ อาทิ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-รมว.อุตสาหกรรม-รมช.พาณิชย์-เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ-เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายและเป็นประธานปิดการประชุมสัมมนาในครั้งนี้

จังหวัดชลบุรี -  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อำเภอสัตหีบ

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวว่า การประชุมสัมมนาในครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดขึ้นเพื่อทบทวนการจัดทำแผนบูรณาการจัดการศึกษาและการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษ ซึ่งหมายถึงพื้นที่จังหวัดชายแดน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีปัญหาคุณภาพการศึกษา และปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคนด้วยการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องหลักของการพัฒนาประเทศ และจากการที่รัฐบาลได้มีนโยบายพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนรอบประเทศ 10 พื้นที่, การพัฒนาเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ซึ่งทั้ง 5 พื้นที่พิเศษดังกล่าวล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งสิ้น

ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่ต้องดำเนินการอย่างพิเศษเร่งด่วน ด้วยการจัดโครงการต่าง ๆ ของส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนตามกลไกประชารัฐให้สนับสนุนงานของรัฐบาล ทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าว ได้มีการทบทวน ปรับปรุง พัฒนา และเตรียมแผนงานให้เกิดประสิทธิภาพในห้วงต่อไป จึงได้กำหนดให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ในพื้นที่เหล่านี้ มาร่วมประชุมตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยได้กำหนดการประชุมเป็น 3 ขั้น

     ขั้นที่ 1 เป็นการประชุมระดับศึกษาธิการจังหวัด เพื่อทบทวนแผน เมื่อวันที่ 4-5 กันยายนที่ผ่านมา
     ขั้นที่ 2 ระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน เป็นการประชุมระดับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดทั้งคณะเพื่อนำแผนมาบูรณาการ รวมทั้งนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณา
     ขั้นที่ 3 เป็นการประชุมเพื่อให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมถึงภาคประชาสังคม ได้นำแผนมาพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดความสมบูรณ์

โดยในขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ได้เรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มาบรรยายเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องพัฒนาแผนร่วมระหว่างหน่วยงานให้เกิดการเชื่อมโยงบูรณาการสู่ความเป็นประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนากว่า 1,500 คน คือ ผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ, ศึกษาธิการภาค 18 ภาค, คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องในจังหวัดที่มีโครงการพื้นที่พิเศษ 35 จังหวัด ๆ ละ 30 คน, ศึกษาธิการจังหวัดในจังหวัดที่ไม่มีโครงการพื้นที่พิเศษ 42 จังหวัด, ผู้บริหารการศึกษา และผู้ประกอบการ

โดยคาดว่าผลจากการประชุมในครั้งนี้ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด สามารถพัฒนาแผนให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และแผนปฏิบัติราชการด้านการศึกษา พร้อมที่จะขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ในห้วงเวลาต่อไป โดยปีงบประมาณ 2561 กระทรวงศึกษาธิการจะขยายผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับจังหวัด ให้เชื่อมโยงครอบคลุมเป็นกลุ่มจังหวัด และระดับภาคในภาพรวม เพื่อให้สอดคล้องรองรับตามทิศทางการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคของรัฐบาล รวมทั้งขยายการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา จากพื้นที่ EEC ที่ดำเนินการแล้วไปยังภาคต่าง ๆ ตามลำดับความเร่งด่วนที่กำหนดไว้ เพื่อตอบสนองต่อการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการพัฒนาและเสริมศักยภาพคนต่อไป


ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้บรรยาย "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) กับการศึกษา" โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การพัฒนาประเทศที่สำคัญของรัฐบาลปัจจุบัน ได้ดำเนินการตามกรอบการพัฒนาประเทศ 4 เรื่อง คือ

  • เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของโลก ซึ่งหากประเมินในเบื้องต้นตามเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs) ช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2000-2015) พบว่ามีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ดังนั้น หากจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สหประชาชาติจึงได้กำหนดว่าควรตั้งต้นเรื่อง SDGs ให้เป็นระบบ เพื่อให้ SDGs ช่วยทำให้ประเทศก้าวข้ามความเสี่ยงและกับดักต่าง ๆ ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้ โดยได้กำหนดการขับเคลื่อน SDGs ในปี ค.ศ.2016-2030 โดยมีเป้าหมาย "เพื่อเปลี่ยนโลกของเรา : วาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" พร้อมกำหนดเป้าหมาย  (Goals) 17 ข้อ 169 เป้าประสงค์ (Targets)
         ทั้งนี้ การศึกษาจะเกี่ยวข้องมากในเป้าหมายที่ 4 คือ "เสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ภายในปี พ.ศ.2573" เพื่อให้เด็กทุกคนจบประถม-มัธยมที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และไม่มีค่าใช้จ่าย, เด็กทุกคนเข้าถึงการพัฒนาการดูแลและการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมทีมีคุณภาพ, ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษา อุดมศึกษา ที่มีราคาที่สามารถจ่ายได้และมีคุณภาพ, เพิ่มจำนวนของเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่จำเป็นต่อทักษะอาชีพสำหรับการทำงาน, ขจัดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและสร้างหลักประกันว่าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพทุกระดับอย่างเท่าเทียม, เยาวชนทุกคนและผู้ใหญ่ในสัดส่วนสูง สามารถอ่านออกเขียนได้และคำนวณได้, สร้างหลักประกันว่าทุกคนได้รับความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
         ย่างไรก็ตาม การพัฒนาของประเทศต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความท้าทายที่สำคัญของไทยใน 20 ปีข้างหน้า เช่น โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์, ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ, ความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ เป็นต้น
         นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงปัจจัยและเงื่อนไขภายนอกด้วย เช่น กระแสโลกาภิวัตน์, การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี, ปริมาณน้ำมันลดลง เป็นต้น

  • กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)  ซึ่งสถานศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด จะต้องวางแผนงานโครงการให้รองรับกรอบยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งมีหลักการพัฒนาประเทศที่ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ที่ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9-11 และยึดหลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้าและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยเป้าหมายและตัวชี้วัดในด้านต่าง ๆ ของแผนพัฒนาฯ ได้ยึดเป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579 ที่เป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาเป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน 5 ปี และสอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย SDGs ด้วย ส่วนแนวทางการพัฒนาได้บูรณาการนโยบายหรือประเด็นพัฒนาที่สำคัญของประเด็นการปฏิรูปประเทศ 37 วาระ และ Thailand 4.0

  • Thailand 4.0  ซึ่งมีแนวคิดในการขับเคลื่อนเพื่อให้ประเทศไทยหลุดกับดักใน 3 เรื่อง คือ รายได้ปานกลาง ความเหลื่อมล้ำ และความไม่สมดุล เพื่อพัฒนาประเทศสู่อนาคต ให้เป็นประเทศในโลกที่หนึ่งภายในปี พ.ศ.2575


ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บรรยาย เรื่อง "ดิจิทัลกับการศึกษา" โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลกับการศึกษาเพื่อสร้างกำลังคน ต้องพัฒนาควบคู่กันไป เนื่องจากการศึกษาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญระดับต้น ๆ ในการผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์การใช้เทคโนโลยีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในด้านต่าง ๆ ให้เจริญก้าวหน้า

จากการที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Ministry of Digital Economy and Society: DE) จัดงาน “DIGITAL THAILAND BIGBANG 2017” ภายใต้แนวคิด "โลกเปิด เราปรับ ประเทศเปลี่ยน" ซึ่งได้รับความสนใจจากเด็กและเยาวชนจำนวนมาก และทำให้เห็นถึงความสามารถด้านเทคโนโลยีของเด็กไทย ซึ่งมีความเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันควบคุม "โดรน" ผ่านเครื่องกีดขวาง, การคิดค้นและออกแบบระบบเซ็นเซอร์เปิดปิดประตูน้ำ เพื่อบริหารจัดการที่จอดรถ และเพื่อป้องกันตู้รับบริจาคถูกขโมย เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชน มีพฤติกรรมความสนใจ จริต (อุปนิสัย) ตลอดจนความต้องการในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ในฐานะผู้บริหารการศึกษาทุกคนก็ควรที่จะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

โดยขอฝากประเด็นสำคัญเพื่อช่วยให้การจัดการศึกษาตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนให้สอดรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเดินหน้าประเทศสู่ THAILAND 4.0 ดังนี้

  • การจัดการศึกษาเรียนรู้  เพื่อสร้างความหวังแก่เด็ก โดยยึด Demand side เป็นหลัก เริ่มจากการรู้ความต้องการ พฤติกรรมและจริตของเด็กในยุคนี้และสังคมสมัยใหม่ให้มากขึ้น, ปรับหลักสูตรการจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ให้มีความยืดหยุ่น สามารถพัฒนาและหลอมรวมกัน (Convergence) อย่างสมดุลกลมกลืนกันทั้งระบบ, ปรับบรรยากาศของห้องเรียนและการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น และเน้นปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูมากขึ้น โดยจัดทำเป็นสื่อกลาง (Resource Education) ที่ครูทุกคนสามารถนำไปใช้ได้, ส่งเสริมการเป็น Start Up ในสาขาที่เป็นจุดเด่นและสอดรับกับบริบทของพื้นที่ นอกจากนี้ต้องทำให้เด็กรู้จักอาชีพใหม่ ๆ รวมทั้งสร้างและเผยแพร่ตัวอย่างที่ดี (Role Model) ของเด็กที่ดี ๆ ให้เด็กคนอื่น ๆ ได้เห็น ได้ทำตามอย่างด้วย

  • ปลูกฝังความรู้ ทักษะ และตรรกะด้านวิชาการต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กมีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เหมาะกับการพัฒนาให้เด็กเกิดอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ได้แก่ ทักษะเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคม ด้วยสมาร์ทโฟน ผ่านระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ต Wi-fi, Fiber Optics, สัญญาณดาวเทียม ตลอดจนเคเบิ้ลใต้น้ำ ทำให้เราสามารถเข้าถึงโลกทั้งใบได้ในทุกที่ทุกเวลา, สร้าง Eco System ที่เอื้ออำนวยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ นวัตกรรม และงานวิจัยใหม่ ๆ, แสวงหาโอกาสในการเข้าร่วมเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพ ในรูปแบบ New Economic Platform เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างการสนับสนุน

  • การศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน ด้วยระบบ e-Learning  ผ่านศูนย์การเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการและศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ของประชาชน โดยแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันพัฒนาระบบที่มีคุณภาพ แบ่งงานกันทำ และร่วมบูรณาการการทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 2,000 ศูนย์ และจะดำเนินการวางสาย Fiber optics เพื่อนำเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกำลังสูงเข้าสู่หมู่บ้านทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 โดยร่วมกับโครงการประชารัฐ ที่จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางช่องว่างด้านดิจิทัลทั่วประเทศ

  • ข้อมูลด้านการศึกษา  ถือเป็น Big Data หนึ่งในสามของกระทรวงที่มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ จึงขอความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับข้อมูลด้านการศึกษา ทั้งจำนวนผู้เรียน จำแนกเป็นระดับการศึกษา ประเภทการศึกษา, ข้อมูลของครอบครัว รายได้ สถานะ, จำนวนครูและบุคลากร โดยเฉพาะข้อมูลในระดับอุดมศึกษา ควรมีข้อมูล "ภาวะการจ้างงาน" หลังจบการศึกษาของบัณฑิตด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญและจะเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยวางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รวบรวมข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเชื่อมโยงสู่ข้อมูลรวมเพื่อใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยประสานงานให้เกิดการพัฒนาการศึกษา และเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ของประเทศด้วย เช่น การบริหารจัดการน้ำ นโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ความมั่นคงประเทศ พัฒนาข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา หรือแม้กระทั่งเรื่องของการพัฒนาการทางสมอง (IQ)


ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บรรยายเรื่อง "เขตเศรษฐกิจพิเศษ: มิติการศึกษา" โดยสรุปคือ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ซึ่งหัวใจของการปรับเปลี่ยน คือ ความพร้อมของคนไทยที่จะนำพาประเทศไปในทิศทางที่เหมาะสม โดยจะเชื่อมโยงกับเรื่องของการพัฒนาคนและบุคลากรด้วยกระบวนการศึกษาเรียนรู้ที่จะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับบุคลากรทางการศึกษานั้น มีความจำเป็นต้องรู้ว่าโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายของปัจจัยภายนอกควบคู่กับปัจจัยภายใน ยกตัวอย่างปัจจัยภายนอก เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิต, การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน, การพัฒนาอินเทอร์เน็ตอย่างก้าวกระโดด เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายใน อาทิ ความเท่าเทียม, ช่องว่างของโอกาสเข้าถึงการศึกษา, กับดักรายได้ปานกลาง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่ว่าประเทศไทยจะก้าวทันความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ล้วนส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกัน ในขณะเดียวกันโลกก็มีการแข่งขันกันมากขึ้นด้วย

โดยในอนาคตมีแนวโน้มว่าประเทศในโลกจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่เข้มแข็ง ได้แก่ ประเทศที่สามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศหรือความร่วมมือในประเทศ และกลุ่มประเทศที่ตามหลัง คือกลุ่มที่ประชาชนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี การศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ไม่พัฒนาเท่าที่ควร ทำให้ไม่มีโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ตามหลัง

นอกจากนี้ จากการที่มียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และนโยบาย THAILAND 4.0 ที่เปรียบเสมือนแผนที่หรือ Roadmap ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ ทำให้พื้นที่พิเศษไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จังหวัดชายแดน, พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้, เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด, เมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน, พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่จะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และช่วยปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ในส่วนของ EEC ถือเป็นกลไกหลักอันหนึ่งซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จของนโยบาย Eastern Seaboard ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อีกทั้งการเป็น EEC ทำให้ทราบว่าเราต้องสร้างบุคลากรอย่างไร เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในภูมิภาคอาเซียนและทวีปเอเชีย โดยการพัฒนาพื้นที่ EEC มีเป้าหมาย คือ 1) การพัฒนาเพื่อให้เกิดความเจริญในพื้นที่ 2) การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในประเทศ 3) การสร้างความเจริญชุดใหม่ New Growth Platform 4) การขยายผลความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ EEC ไม่ได้มีความเชื่อมโยงเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่ยังมีเกี่ยวข้องกับสังคมและการศึกษา รวมทั้งเชื่อมโยงกับการส่งเสริมให้โครงสร้างพื้นฐานมีความเข้มแข็ง เป็นเมืองที่ได้มาตรฐานสากล ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากร

ในส่วนของการศึกษานั้น ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคนในพื้นที่ EEC ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในพื้นที่ เพราะเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราต้องผลิตคนให้สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาด้านการวิจัยและเทคโนโลยี ซึ่งโลกในยุคปัจจุบันต้องการคนที่มีทักษะ Hard Skill คือ ความรู้เชิงวิชาการ ความรู้ทางเทคโนโลยี ทักษะการบริหารจัดการเศรษฐกิจ สังคมและดิจิทัล รวมทั้ง Soft Skill ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง และทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร มีทักษะในการคิดและเป็นผู้นำ พร้อมด้วยกระบวนการเรียนรู้สมัยใหม่ในการสร้างคนให้ตรงกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ เน้นความเชื่อมโยงระหว่างครูอาจารย์และนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนเตรียมความพร้อมและพัฒนาบุคลากรให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้วย

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ขณะนี้ได้มีแนวทางการดำเนินโครงการ "Flex Campus" ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากประเทศญี่ปุ่นมายังบุคลากรภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและบริษัทของญี่ปุ่นกับภาคเอกชนของไทย โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการสร้างโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาไทยได้เรียนรู้องค์ความรู้ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ ซึ่งมีแนวทางจะขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ EEC และกำลังหารือความร่วมมือในรูปแบบ Flex Campus กับประเทศอื่นด้วย

โดยสรุปแล้วการพัฒนาในพื้นที่พิเศษ เราทุกคนต้องก้าวไปด้วยกัน ส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง EEC เป็นพื้นฐานของการสร้างความเจริญ ไม่ล้าหลังประเทศอื่น และสร้างคนให้มีความพร้อมรองรับโลกยุคใหม่


ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้ร่วมเสวนาเกี่ยวกับการศึกษาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า จากผลการดำเนินงานของ EEC ที่ผ่านมา เชื่อว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบทิศทางของประเทศไทยแล้วว่าจะเป็นไปในทางใด กล่าวคือ ขณะนี้เรามีภาพของความต้องการกำลังคนในตลาดแรงงาน (Demand) ที่ชัดเจน จึงต้องปรับให้มีการผลิตกำลังคน (Supply) ให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของประเทศ ดังนั้น เราต้องถามตัวเองว่าเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศนั้นขึ้นอยู่กับการพัฒนาคนและระบบการศึกษาเป็นสำคัญ

ในพื้นที่ EEC มีประชากรรวมประมาณ 3 ล้านคน และมีประชากรที่อยู่ในวัยเรียนประมาณ 7 แสนคน จากการสำรวจพบว่าคนที่จบการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ EEC เลือกที่จะไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นในสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่ EEC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น เราต้องทำให้การศึกษาในพื้นที่ EEC มีคุณภาพเทียบเท่ากับสถานศึกษาในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กสามารถเรียนต่อในพื้นที่ EEC ได้

นอกจากนี้ พื้นที่ EEC ทำให้เกิดการลงทุนจำนวนมาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเตรียมความพร้อมของเทคโนโลยีในประเทศไทย โดย EEC ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบาย THAILAND 4.0 และส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในการชี้ทิศทางว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรและต้องการกำลังคนประเภทใดบ้าง ซึ่งพื้นที่ EEC เปรียบเสมือนเป็นห้อง Lab ที่เตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนในอนาคตข้างหน้า

สำหรับความต้องการแรงงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น ผลการสำรวจพบว่าต้องการช่างฝีมือ นายช่าง วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักบัญชี นักกฎหมาย และผู้มีความสามารถในการบริหารจัดการ อีกทั้งยังพบว่าสถานประกอบการต้องการคนที่เป็นมืออาชีพ มีเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำงานเป็นและทำงานเป็นทีมได้ โดยสถานประกอบการพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกสถาบันการศึกษาในการผลิตกำลังคนที่มีลักษณะดังกล่าว โดยมียุทธศาสตร์ในการสนับสนุนแนวทางการดำเนินงาน คือ ส่งเสริมให้คนที่ทำงานแล้วได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม รวมทั้งเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนระยะสั้นที่สามารถทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา และนำเข้าผู้เชี่ยวชาญมาเป็นครูหรือพี่เลี้ยง

ส่วนความสามารถด้านทักษะภาษาอังกฤษ ผลการสำรวจพบว่าหลักสูตรของสถานศึกษาในพื้นที่ EEC ยังไม่ครอบคลุมและยังมีบุคลากรไม่พอเพียง อย่างไรก็ตาม ทักษะภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่จะมาทำงานในพื้นที่ EEC ก็มีความแตกต่างกับพื้นที่อื่น เช่น ทักษะภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) อาจจะไม่ให้สื่อสารได้คล่อง แต่เน้นการอ่านคู่มือหรือใช้ภาษาอังกฤษสำหรับวิชาชีพนั้น ๆ ได้

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ได้สร้างผลดีให้กับรายได้และทักษะการทำงานของกำลังคนไทยอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากในพื้นที่ EEC ที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างเจริญก้าวหน้า จึงได้มีการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษาเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ ในการช่วยฝึกประสบการณ์ให้กับนักเรียนนักศึกษาด้วย

ทั้งนี้ จากนี้เป็นต้นไปความคาดหมายที่มีต่อการพัฒนาพื้นที่ EEC คือ การผลิตกำลังคนในระดับการศึกษาต่าง ๆ ต้องปรับหลักสูตรระยะสั้นให้สามารถทำงานได้ทันที และวางหลักสูตรระยะยาวที่ผู้เรียนต้องรู้ตรง ทำงานได้จริง และตรงตามความต้องการในอนาคต ส่วนการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก ต้องมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี และสามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา ดังนั้น สถาบันการศึกษาต้องร่วมมือกับภาคเอกชนจัดหลักสูตรตามความสามารถที่พึงประสงค์ ตลอดจนร่วมกันสร้างงานวิจัยที่นำมาปฏิบัติได้จริง และก้าวไปข้างหน้าทางเทคโนโลยีไปพร้อม ๆ กัน


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ บรรยายพิเศษ เรื่อง "การพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ" โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการที่เดินหน้าการศึกษาในพื้นที่พิเศษของประเทศด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยร่วมกันวางแผนการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนที่ชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการตามบริบทของพื้นที่ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาของประเทศต่อไป

ซึ่งการบรรยายช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนได้รับความรู้เกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) มีความตระหนักเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบดิจิทัล ที่มีส่วนสำคัญต่อการศึกษาในหลายด้าน ตลอดจนการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เพื่อไปขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งในส่วนของมิติด้านเศรษฐกิจ ก็ถือเป็นส่วนสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวข้างต้นอย่างแยกจากกันไม่ได้เช่นกัน

ต้องยอมรับว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยถูกทิ้งร้างมาระยะหนึ่ง จนกระทั่งในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจของไทยดีวันดีคืน เรียกได้ว่าเป็น “ภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น” โดยดูจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ มูลค่าการส่งออกเจริญเติบโตถึง 13.2% แต่เนื่องจากเรายังมีช่องว่างระหว่างกลุ่มธุรกิจฐานบน (มีขนาดใหญ่ แต่เป็นเพียงคนส่วนน้อย) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย กับกลุ่มธุรกิจฐานราก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผู้รับจ้าง แรงงาน ตลอดจนข้าราชการ ที่ยังไม่สามารถเก็บประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้

ดังนั้น หากทุกคนจะช่วยกันวางแผนยุทธศาสตร์การศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคน รองรับการพัฒนาพื้นที่ทั้งในระดับชุมชน จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ จะต้องมองให้เห็นถึงภาพหลักของเศรษฐกิจ มีความเข้าใจนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่รองรับกับมิติทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลกด้วย โดยขอฝากแนวทางการขับเคลื่อนการศึกษารองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่พิเศษ ดังนี้

  • การวางยุทธศาสตร์ทางการศึกษา เพื่อสร้างคน ดีไซน์คน ให้มีความรู้ ความเข้าใจภาคเศรษฐกิจ และมีทักษะรองรับกับโอกาสทางธุรกิจฐานบนและธุรกิจฐานราก พร้อมปรับตัวให้เท่าทันกับเด็กยุคใหม่ที่ต้องการความเป็นอิสระสูงด้วย โดยในส่วนของธุรกิจฐานราก “ต้องสร้างเศรษฐกิจของการเป็นผู้ประกอบการ” เป็นธุรกิจของคนตัวเล็ก เช่น SMEs, Start Up ให้เป็นผู้ประกอบการที่มีความรู้ มีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างครบเครื่อง รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สร้างมูลค่าเพิ่ม รู้ว่าช่องว่างการตลาด และสามารถพัฒนาต่อยอดได้

  • การสร้างคนสู่ยุทธศาสตร์การค้าและการบริการ Trading Nation ของอาเซียนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดเด่นหรือความเป็นเลิศของการบริการ สินค้าเกษตร ตลอดจนวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย เช่น การต้อนรับขับสู้ ผลไม้เมืองร้อน นวดแผนโบราณ สปา วัฒนธรรมที่หลากหลาย สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น และหากเป็นไปได้ ควรตั้งเป้าสู่การพัฒนาเป็น Trading Nation เช่น ทุเรียนจังหวัดจันทบุรี เป็นต้น

  • ยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร โดยการสร้างเกษตรกรยุคใหม่ (Smart Farmer) ภายใต้ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งในระบบการเกษตรพื้นฐานไปจนถึงการเกษตรที่อาศัยการวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง อาทิ เพื่อเพิ่มผลผลิต ระบบออนไลน์เพื่อการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว เป็นต้น

  • การต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ EEC เพื่อเพิ่มมูลค่าจากการผลิตสินค้าและการบริการ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลผ่าน Smart Device, Internet of Things อาทิ พัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคปัจจุบันและหลากหลาย เช่น เครื่องปรับอากาศลมไม่โดนตัว มีระบบฟอกอากาศ ช่วยประหยัดพลังงาน ผลิตจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าการเติบโตจากธุรกิจบริการ การโรงแรม ธุรกิจอาหาร ตลอดจนของที่ระลึก ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนไทยถึง 35 ล้านคน จึงจำเป็นต้องต่อยอดการพัฒนาคนให้รองรับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย

  • การพัฒนาคนและพื้นที่ให้รองรับกับการพัฒนาด้านคมนาคมโลจิสติกส์ เช่น เส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงของไทย ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะสถานีต่าง ๆ จะกลายเป็นเมืองใหม่ที่มีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ฝากให้การศึกษาในพื้นที่พิเศษ ติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้านด้วย ทั้งระบบเศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง การค้าการลงทุน โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงของจีน ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งไทยด้วย เพื่อจะได้เร่งวางแผนการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจังหวัดและภูมิภาคให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และรองรับกระแส (Trends) ใหม่ ๆ ของโลก

  • การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) ขอฝากไว้ให้ชาวกระทรวงศึกษาธิการช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางการศึกษา ที่เพื่อนบ้านเข้ามาเรียนรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาภาคปกติ การเติมเต็มความรู้ในด้านต่าง ๆ ทั้งธุรกิจการบิน อาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่นดีไซน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่รับฟังไปทั้งหมด แม้มีเพียงประโยคเดียวที่สามารถนำไปประยุกต์ นำไปใช้ ให้โลกทัศน์ของการวางแผนการศึกษากว้างขึ้น ก็ถือว่าการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว และขอให้ทุกคนช่วยกัน ร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์การศึกษาพื้นที่พิเศษ “ให้เป็นแผนที่กินได้จริง ๆ”


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
ถ่ายภาพ: อิทธิพล รุ่งก่อน, ปรียาพร โพธิรินทร์
24/09/2560

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี เกี่ยวกับ สพฐ.

   
  504 เปิดประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ที่ชลบุรี
  502 สัมมนาการพัฒนาคุณธรรมในสถานศึกษา สร้างคนดีด้วยวิถีคุณธรรม
  499 เปิดอบรมสร้างเยาวชนต้นแบบ ที่นครปฐม
  489 บรรยายครูในอุดมคติให้กับ ผอ.สพท.ใหม่ ที่นครนายก
  486 การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดรูปแบบประชุมสัมมนา "มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ"
  485 มอบนโยบาย ผอ.สพท.แต่งตั้งใหม่ ที่นครนายก
  478 ปิดและมอบวุฒิบัตรการอบรมรวมพลังสร้างสรรค์ทีม (MOE One Synergy Program) ที่ CPLI
  477 ประชุมทบทวนแผนงานภารกิจการจัดการศึกษาฯ จ.กาญจนบุรี
  475 การอบรมครูวิทยากรโรงเรียนคุณธรรม
  471 นำผู้ปกครองเข้าเยี่ยมนักเรียนโครงการครอบครัวอุปถัมภ์
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932 2016 2,673,943
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ