.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 232/2560
รมว.ศธ.
มอบนโยบายทิศทางการจัดการศึกษาให้ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด กทม.


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายและทิศทางการจัดการศึกษาแก่ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา 50 เขต ผู้บริหารสถานศึกษา กทม. 437 โรงเรียน รวมทั้งหัวหน้าฝ่ายการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2560 ณ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ และ กทม. เข้าร่วม อาทิ นางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร, นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมรับฟังนโยบาย

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวว่า การศึกษาของชาติไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียว ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยส่วนตัวแล้วทราบว่าโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐบาลมีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะเคยมีประสบการณ์เข้าเรียนในโรงเรียนทั้งสองแบบเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ดังนั้น สถานศึกษาในทุกสังกัดสามารถทำงานร่วมกัน และช่วยกันพัฒนาการศึกษาไทยไปพร้อม ๆ กันได้

ที่ผ่านมาได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปและการพัฒนาการศึกษาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ามีผู้เสนอความคิดเห็นจำนวนมาก แต่เราต้องคำนึงถึงเรื่องที่เป็นไปได้หรือเรื่องที่สามารถหยิบยกขึ้นมาดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่จำกัดด้วย สิ่งหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการคือ การวิเคราะห์ข้อมูลผลการสอบ PISA ของเด็กไทยที่เข้าร่วมการสอบมาตั้งแต่ปี 2543

ทั้งนี้ การสอบ PISA เป็นการวัดผลว่า ณ เวลานี้ ในโลกใบนี้ เด็กที่อายุ 15 ปี ของประเทศที่เข้าร่วมวัดผล จะมีความสามารถในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน มากน้อยเพียงใด และเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตประจำวันบนโลกใบนี้ได้หรือไม่ ซึ่ง PISA ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอันหนึ่งของโลกที่ใช้วัดคุณภาพการศึกษา และผลจากการวิเคราะห์พบว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยยังห่างจากเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้วประมาณ 3 ปีการศึกษา อีกทั้งยังพบว่ามีช่องว่าง และความเหลื่อมล้ำอย่างมากระหว่างเด็กเก่งที่ได้คะแนนดีกับเด็กอ่อนที่ได้คะแนนน้อย กล่าวคือ คนที่เก่งที่สุด และคนที่อ่อนที่สุดของไทยมีช่องว่างทางการศึกษาห่างกันถึง 7 ปีการศึกษา และช่องว่างนี้ไม่เคยลดลง ดังนั้น หากเราไปยกคนเก่งให้ขึ้นสูงจนติดเพดาน แต่ไม่ได้พัฒนาเด็กที่อ่อนก็จะทำให้ช่องว่างนี้ยังคงอยู่ต่อไป สำหรับโรงเรียนที่เน้นการสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะมีเด็กเก่งที่ได้คะแนนเฉลี่ย PISA สูงเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้มากขึ้น

สำหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครนั้น ผลการวิเคราะห์พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนในสังกัดอื่น ซึ่งปรากฏการนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะสถานศึกษาจัดตั้งอยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ทำการวิเคราะห์ด้านอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์การเรียนการสอน การขาดครู เป็นต้น ซึ่งพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหากับคุณภาพการศึกษาของไทย แต่ที่ผลการจัดการศึกษาออกมาไม่ดีเพราะยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างมาก ซึ่งทำให้เห็นว่าในประเทศไทยความยากจนยังคงเป็นชะตากรรม ในขณะที่ความยากจนไม่ใช่ชะตากรรมสำหรับเด็กประเทศอื่น ดังเช่นเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนในเวียดนามก็สามารถได้คะแนนระดับ Top ของโลกได้

จากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ทราบว่านับจากนี้ไปหากเราไม่ทำสิ่งใดเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย เราก็จะล้าหลัง และไม่มีทางพัฒนาการศึกษาได้ เพราะที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาไปไม่ถึงเด็ก ส่วนมากจะปฏิรูปโครงสร้างมากกว่า ในขณะที่คำถามของโลกในยุคปัจจุบันนี้คือ ทำอย่างไรให้เด็กในโลกยุคใหม่ สามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสอนให้เด็กรู้จักตัวเอง ว่าเรียนไปเพื่ออะไร และโตขึ้นอยากเป็นอะไร อันจะนำไปสู่การปรับ Mindset ที่ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ตลอดเวลา และต้องมาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้เด็กอยากเรียนหนังสือ ไม่ใช่เรียนไปแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย

สำหรับการพัฒนาครู ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางในการพัฒนาครูเพื่อเชื่อมโยงกับวิทยฐานะ ด้วยการนำ PLC (Professional Learning Community) มาเชื่อมโยงกับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่ง PLC เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ใช่การรวมกลุ่มกันเพื่อฟังการบรรยายจากวิทยากร โดยหัวใจสำคัญคือ Learning หรือการเรียนรู้ ซึ่งจะมุ่งเน้นการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาเสนอหลักสูตรอบรมเพื่อพัฒนาครูโดยหลักสูตรจะต้องผ่านการตรวจสอบของสถาบันคุรุพัฒนา เพื่อให้ครูมีอำนาจในการเลือกอบรมตามความสนใจ โดยมีโควตาเงินที่ใช้ในการอบรมคนละ 10,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้เกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะในลักษณะดังกล่าวในวันที่ 5 กรกฎาคม 2560

ด้านการยกระดับภาษาอังกฤษ กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษา แต่ต้องระมัดระวังการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตร English Program โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะหากเด็กมีทักษะภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแกร่ง ก็จะทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จทั้งในเรื่องของเนื้อหารายวิชา รวมทั้งใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย จึงขอแนะนำให้เริ่มจัดการเรียนการสอน English Program ในรายวิชาอื่นก่อน เช่น สังคมศึกษา พลศึกษา เป็นต้น ซึ่งภาษาอังกฤษในรายวิชาเหล่านี้จะเป็นภาษาอังกฤษที่เด็กได้ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เนื่องจากเราปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาของโลก จึงต้องสนับสนุนการใช้ภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าเรียน English Program แล้ว เด็กจะไม่รักภาษาไทย เพราะภาษาไทยเป็นสิ่งที่เด็กจำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว อีกทั้ง เด็กสามารถเรียนพร้อมกันได้หลายภาษา ยิ่งเริ่มต้นตอนอายุน้อย ๆ ยิ่งดี อีกทั้ง ยังมีคนไทยจำนวนมากที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ตลอดจนมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ จึงเชื่อว่าหากร่วมมือกันจะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษในประเทศไทยได้

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการยกระดับภาษาอังกฤษในประเทศไทยไว้ 3 ประการ คือ 1. ภาษาอังกฤษต้องมีความจำเป็นต้องใช้ 2. ไม่มีทางลัด หากติดปัญหาที่ใดให้ถาม หรือไม่รู้ศัพท์คำใด ต้องเปิดพจนานุกรม 3. ครูยังไม่เก่ง ซึ่งอาจจะมีสาเหตุหลายประการดังนั้นทุกคนเป็นนักเรียนได้

ท้ายนี้ นพ.ธีระเกียรติ ได้กล่าวฝากให้ กทม. สรรหาครูดี ๆ และครูเก่ง ๆ มาเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก เพราะการศึกษาคือการเปิดโอกาสให้เด็ก การที่เราให้โอกาสกับคน ๆ หนึ่งเป็นเรื่องสำคัญ หากเด็กอยู่ในบรรยากาศแบบใด ก็จะโตมามีความคิดแบบนั้น ดังนั้น การให้โอกาสที่ดีกับเด็กก็จะทำให้เด็กเป็นคนดีด้วย


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
6/5/2560

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวยุทธศาสตร์ การทำงานล่าสุดของรัฐมนตรี

   
  222 ผลประชุมองค์กรหลัก 17/2560
  212 การประสานความร่วมมือช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม
  209 ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2560
  195 ปาฐกถาที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สำนักจุฬาราชมนตรี
  192 ผลประชุมองค์กรหลัก 15/2560
  188 ประเพณีสงกรานต์ ศธ.สืบสานวัฒนธรรมไทย
  186 จัดพิธีอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล และกิจกรรมสำคัญสงกรานต์
  177 ผลประชุมองค์กรหลัก 14/2560 และ คปภ.1/2560
  171 ศธ.ครบรอบ 125 ปี
  170 บรรยายวันข้าราชการพลเรือน
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932 2016 2,673,943
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ