.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 382/2560
รมว.ศธ."ธีระเกียรติ" เปิดการสัมมนา
ผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 36 ที่อุบลราชธานี


จังหวัดอุบลราชธานี - นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 36 ภายใต้แนวคิด "Thairath Vithaya 4.0" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมลายทอง อำเภอเมืองอุบลราชธานี โดยมีผู้มีเกียรติเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการบริหารมูลนิธิไทยรัฐและบรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา, นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ ศึกษาธิการภาค 13, นายชาญชัย รสจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ 101 โรงเรียน

● ข้อมูลพื้นฐานระบบการศึกษาของประเทศ (Education in THAILAND)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์  กล่าวว่า หากพิจารณาจากข้อมูลสนับสนุนเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy) ที่ได้อ้างอิงจากผลประเมินจากการทดสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) จัดโดยองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นปรอทวัดอุณหภูมิการศึกษาที่สำคัญของโลก ในวิชาที่เป็นหัวใจของการพัฒนา 3 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยทำการประเมินทุก ๆ 3 ปี เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 15 ปี ในประเทศตนเองและกับประเทศอื่น ๆ

ปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) เป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นปีที่ไทยเข้าร่วม PISA ซึ่งผลคะแนนของการทดสอบ PISA ทุก ๆ 30 คะแนนที่ห่างจากค่าเฉลี่ย PISA จะเท่ากับ 1 ปีการศึกษา นั่นก็คือผลสอบปีล่าสุด พบว่าเด็กไทยอายุ 15 ปีที่เข้ารับการทดสอบ PISA มีความรู้ใน 3 วิชาดังกล่าว ห่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉลี่ยเกือบ 3 ปีการศึกษา หรือยังคงอยู่ห่างจากสิงคโปร์ 5 ปีการศึกษา นอกจากนี้ ข้อมูลการสอบ PISA ในช่วงเวลา 16 ปีที่ผ่านมาก็พบด้วยว่า เด็กที่ติดอันดับสูงสุดของไทย 10% ได้คะแนนเฉลี่ยเกือบ 550 คะแนน แต่เด็กที่อ่อนที่สุดได้คะแนนเฉลี่ย 350 คะแนน ซึ่งเท่ากับว่าเราห่างกันเอง 200 คะแนน มากกว่าเราห่างจากสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทาง 16 ปีที่ผ่านมา วิธีการและการลงทุนในการปฏิรูปการศึกษาด้านต่าง ๆ ของไทยล้มเหลว เพราะช่องว่างทางการศึกษาไม่ได้ลดลง

ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์กลุ่มโรงเรียนที่เข้ารับการทดสอบ PISA ของไทย พบว่าโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้คะแนนต่ำที่สุด ถัดมาตามลำดับคือโรงเรียนในสังกัด อบต./อบจ., โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา, โรงเรียนเอกชน, โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป, โรงเรียนสาธิต จนถึงกลุ่มที่ได้คะแนนสูงที่สุดซึ่งเป็นกลุ่มโรงเรียนชั้นนำ เช่น เตรียมอุดมศึกษา สวนกุหลาบวิทยาลัย และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ คือ จุฬาภรณราชวิทยาลัย และมหิดลวิทยานุสรณ์ ตามลำดับ ส่วนคะแนนการสอบของโรงเรียนขยายโอกาสฯ ทำให้เห็นว่าไม่ได้มีคุณภาพต่ำไปกว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป

สิ่งเหล่านี้ เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ต้องให้ความสนใจในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาใน 2 เรื่องหลัก คือ "ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา" และ "ยกระดับคุณภาพการศึกษา" เพื่อต้องการยกระดับเส้นล่างสุดของคะแนนสอบ PISA ให้ขึ้นมา ในขณะที่โรงเรียนชั้นนำ เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งสูงติดอันดับต้นของโลก และสูงกว่าสิงคโปร์ ก็ไม่น่าห่วงโรงเรียนเหล่านี้

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา และการจัดสรรทรัพยากรให้แก่โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและอยู่ในระดับล่างสุด แต่ในขณะเดียวผลการวิเคราะห์ยังพบว่า "จนแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีผลการเรียนตามความยากจน" ซึ่งตัวอย่างที่ดีคือประเทศมาเก๊า ฮ่องกง เวียดนาม และเอสโตเนีย ที่ได้อันดับ PISA ติดอันดับต้นของโลก โดยเฉพาะเด็กยากจนที่สุดของเวียดนามสามารถเอาชนะเด็กที่มีความพร้อมหรือเด็กรวยที่สุดของ OECD ที่อยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปได้ ทำให้เห็นบทเรียนสำคัญของเวียดนามที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ การส่งเสริมให้เด็กอยากที่จะเรียนหนังสือ (Mindset) เพราะสถิติพบว่าเด็กเวียดนามตื่นเต้นกับการเรียนหนังสืออยู่ตลอดเวลา โดยในจำนวนเด็ก 100 คนจะพบเด็กอยากเรียนหนังสือมากถึง 77 คน ส่วนเด็กไทยที่อยากเรียนหนังสือใน 100 คนจะพบเพียง 18 คน

การปฏิรูปหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์  กล่าวว่า จากปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพการศึกษาของไทย กระทรวงศึกษาธิการจึงได้หยิบยกประเด็นปัญหาสำคัญมาปฏิรูปการศึกษา คือ การพัฒนาครูทั้งระบบ, Education to Employment (E-to-E), ภาษาอังกฤษ, การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค, STEM และเรื่องอื่น ๆ เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย การเพิ่มวิชาภูมิศาสตร์และ ICT เป็นต้น (ตามภาพล่าง)

การพัฒนาครูทั้งระบบ  มีแนวทางดำเนินการ เช่น

  • การปรับระบบสอบคัดครู โดยใช้ข้อสอบกลาง เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

  • เปิดรับครูเก่งในครูสาขาขาดแคลน

  • ครูคืนถิ่น

  • การให้งบประมาณเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาครูจานวน 10,000บาท/คน/ปี (ครูสมัครแล้ว 200,000 คน)

  • การปรับเปลี่ยนเกณฑ์วิทยฐานะครูทั้งระบบ

  • การจัดตั้งสถาบันคุรุพัฒนา

Education to Employment (E-to-E) มีแนวทางดำเนินการ เช่น

  • โครงการค่ายอาชีวะฤดูร้อน (Vocational Boot Camp) เช่น เปลี่ยนโรงงานเป็นโรงเรียน (Education to Employment) ใช้ Short Enhancement Courses มากขึ้น และผู้เรียนได้รับเครดิต เอกชนร่วม 1,500 บริษัท ผู้เข้าร่วมอบรม 80,000 คน เป็นต้น

  • ทวิภาคีแนวใหม่ให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เช่น MOU กับ บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ใน 4 สาขาวิชา โดยมีนักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 5,000 คน ฝึกงานใน 100 สาขาบิ๊กซี รถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพ-หนองคาย ร่วมฝึกอบรมนักเรียนนักศึกษาและเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น

ภาษาอังกฤษ มีแนวทางดำเนินการ เช่น

  • เพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษเป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในระดับประถมศึกษาที่ 1-3

  • English CEFR Thai

  • English Boot Camp

  • Echo English/Echo Hybrid/Echo Vocational

  • English Boot Camp 12 regional centres (กำลังขยายเป็น 18 regional centres regional centres ให้ครูผ่านการอบรม 20,000 คน)

การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค มีแนวทางดำเนินการ เช่น

  • ตั้งสำนักงานศึกษาภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) รวมทั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)

  • ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ใน กศจ. คือ คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคล คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และคณะอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์

STEM มีแนวทางดำเนินการ เช่น

  • เปลี่ยนวิธีการพัฒนาครู STEM การใช้ศูนย์ STEM และวิธีการประเมิน STEM โดยให้ สสวท. เป็นผู้ประเมิน

  • เปลี่ยนหลักสูตร คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

  • เพิ่มวิชา ICT

  • จัดตั้ง PISA Center

  • จัดตั้ง Regional STEM SEAMEO Center

  • การเรียนการสอนแบบ LAB และ พัฒนาห้อง LAB ในโรงเรียน

การดำเนินการตามนโยบาย Thailand 4.0

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์  กล่าวว่า โลกได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) มาแล้ว 4 ครั้ง นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมระบบกลไก (Mechanical) ครั้งที่ 2 เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมไฟฟ้า (Electrical) ครั้งที่ 3 การปฏิวัติอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) และครั้งที่ 4 ในเวลานี้ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ (Integral) ซึ่งส่งผลให้ระบบสมอง ทั้งสมองมนุษย์ สมองเทียม สมองกล ประมวลผลจนมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และมีการใช้สมองกลควบคุมเครื่องจักรกลโดยอัตโนมัติมากขึ้น เช่น โครงการ Smart City ในหลายนครชั้นนำของโลก

สำหรับนโยบาย Thailand 4.0 คือ โมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยนำเอาความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดัน และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การบริการมากขึ้นที่จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เพิ่มเข้ามา

กระทรวงศึกษาธิการจึงมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ ให้สังคมไทยเป็นสังคมที่สมดุล มีคุณภาพ มีการผลิตกำลังคนเพื่อสนองตอบความต้องการกำลังคน ทั้งสาขาวิชา First S-Curve และ New S-Curve รวมทั้งการน้อมนำศาสตร์พระราชาเข้าสู่การพัฒนา Thailand 4.0 มีโครงการโรงเรียนคุณธรรมเกิดขึ้น โดยครูรุ่นใหม่จะต้องสร้างระบบการศึกษาและเรียนรู้ที่เน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์มากขึ้น เพื่อให้สังคมไทยมีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และมุ่งไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในทุกระดับทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาล้มเหลว ก็เพราะเรามักจะมีแต่คำสั่ง Top-Down หรือสั่งการจากส่วนกลางลงไป แต่ความสำคัญของการปฏิรูปควรอยู่ที่ทิศทาง (Direction) ที่ชัดเจน เห็นภาพไกล ๆ ได้ ดังจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก (พ.ศ.2543) จนถึงปัจจุบัน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 20 คน ซึ่งส่งผลให้นโยบายทางการศึกษาขาดความต่อเนื่อง จึงต้องการให้นำเรื่องการศึกษาออกจากการเมือง นักเลือกตั้งที่เข้ามาต้องไม่ทำลายสิ่งดี ๆ ทางการศึกษาที่วางไว้ ไม่เช่นนั้นประเทศจะถอยหลังลงไปอีก กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนี้จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากครูและผู้บริหาร เพราะต้องการให้ครูเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตด้วยตนเอง


บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
นวรัตน์ รามสูต: ถ่ายภาพ
20/7/2560

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี เกี่ยวกับ สพฐ.

   
  381 บปะครูแกนนำ Boot Camp ุ่น 7 ี่อุบลราชธานี
  375 พบปะนักเรียนศึกษานารีวิทยา
  374 ภารกิจที่กาญจนบุรี
  364 สถิติความคืบหน้าโครงการจัดทำระบบลงทะเบียนอบรมพัฒนาครูแนวใหม่
  363 พบปะนักเรียนราชวินิตบางเขน
  350 ร่วมทำร่วมคิดขจัดวิกฤตโรงเรียน ICU
  346 พิธีลงนามความร่วมมือโครงการห้องเรียนกีฬา
  343 พบปะนักเรียนวัดสังเวช
  342 พบปะนักเรียนบางปะกอกวิทยาคม
  333 รับมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นด้านทรัพยากรมนุษย์
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932 2016 2,673,943
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ