.

โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

 

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 103/2559
MoU
สานพลัง
ประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ


ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนางสาวเสาวณี มุสิแดง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) "สานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" ร่วมกับภาคประชาสังคม และภาคเอกชนกว่า 25 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ นำโดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559 ณ ห้องบอลรูม โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายโยธิน มูลกำบิล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, หม่อมหลวงปริยดา ดิศกุล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา, นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต เข้าร่วมพิธีลงนาม

 

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ได้มี รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขตจากทั่วประเทศไทยเข้าร่วมด้วย เพราะบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานประชารัฐ

ภายหลังได้รับชมการแสดงในพิธีเปิด ซึ่งเด็กๆ ร้องเพลง "วันพรุ่งนี้" ได้เห็นแววตาและสิ่งที่เด็กๆ เปล่งออกมา ทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตลูกหลานขึ้นอยู่กับพวกเรา กึ่งหนึ่งชื่นชมในความสามารถ อีกกึ่งหนึ่งเกิดความกดดันที่จะต้องทำหน้าที่ให้เข้มแข็ง แต่ก็ถือเป็นพลังในการดำเนินการต่อไป

ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาการศึกษามาโดยตลอด จะผิดหรือถูกก็ดำเนินการโดยลำพัง เอกชนมีส่วนร่วมน้อยมาก และผลปรากฏออกมาอย่างที่เห็นในสังคมว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการศึกษาของประเทศไทยเท่าที่ควร จึงขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ที่ทำให้เกิดนโยบายประชารัฐขึ้นมา โดยเฉพาะการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน

ภายหลังจากที่ได้เริ่มมีการหารือกับภาคเอกชน ทำให้ทราบว่านี่คือ "ทองคำ" กล่าวคือ ความร่วมมือกับภาคเอกชนจะทำให้กระทรวงศึกษาธิการและคนไทยได้ประโยชน์ การรวมกันเป็นเรื่องเป็นราวและรวมพลังที่มีทิศทางในการเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างไป ในอดีตบริษัทของภาคเอกชนมีการทำ CSR ในหลาย ๆ ด้านตามความต้องการและขีดความสามารถของบริษัทตนเอง อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับสิ่งที่รัฐดำเนินการ แต่ความร่วมมือของประชารัฐในครั้งนี้เป็น Social Enterprise ซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะร่วมดำเนินการไปด้วยกัน

ในช่วงแรกของการหารือที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอให้ภาคเอกชนได้รับทราบว่ากำลังดำเนินการสิ่งใดอยู่ ประสบปัญหาในการดำเนินงานอย่างไร และกำลังแก้ไขปัญหาการศึกษาด้านใดบ้าง ซึ่งหลายเรื่องภาคเอกชนก็ไม่เคยทราบว่าปัญหาคืออะไร เพราะมองในฐานะบุคคลภายนอก และเกิดความขัดข้องหมองใจว่าทำไมไม่ดำเนินการอะไรสักที แต่เมื่อภาคเอกชนได้รับฟังข้อมูลจากภาครัฐทำให้เข้าใจการดำเนินงานของรัฐมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้รับฟังความเห็นจากภาคเอกชน ทำให้ได้แนวทางการแก้ปัญหาใหม่ที่กระทรวงศึกษาธิการมองไม่เห็น เมื่อสองส่วนมารวมกัน จึงเกิดเป็นแนวทางในการดำเนินงานที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมมือกัน

คณะทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ประชุมหารือเพื่อหาแนวทางและกรอบการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ 4 ครั้ง อีกทั้งมีการประชุมของคณะทำงานกลุ่มย่อยอีกหลายครั้ง ทำให้ขณะนี้ได้แนวทางการแก้ปัญหาการศึกษาของไทย ซึ่งสิ่งที่คณะทำงานนี้จะดำเนินการ อาจแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เห็นผล ซึ่งการดำเนินการร่วมกันของทุกภาคส่วนจะสำเร็จได้ รัฐต้องช่วยสนับสนุน โดยการปรับกฎและกติกาให้สอดคล้องและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ การทำงานในยุคปฏิรูปต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ จะต้องไม่ทำงานแบบเล่นไพ่รอตำรวจ นั่นคือต้องทำงานอย่างจริงจัง

สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในขณะนี้ คือ การรับสมัครโรงเรียนต้นแบบประชารัฐกว่า 10,000 แห่ง จากนั้นคัดกรองเหลือ 7,424 แห่ง และจะดำเนินงานในระยะแรก 3,322 แห่ง ซึ่งในการดำเนินงานขั้นต่อไป คือการภาคเอกชนจะเข้าไปดูแล และจัดสรรว่าองค์กรใดจะรับผิดชอบและดูแลโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาใดบ้าง โดยคาดว่าจะขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวได้ในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ จะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการคณะทำงานแบบเต็มเวลา โดยมีบุคลากรของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนดูแล โดยมีที่ทำการอยู่ที่อาคารทรู ทาวเวอร์ อีกทั้งจะมีศูนย์ปฏิบัติการย่อยในแต่ละจังหวัด เพื่อรองรับการนำนโยบายไปปฏิบัติในต่างจังหวัดด้วย

ขอขอบคุณรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เกิดนโยบายประชารัฐขึ้นมา ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการได้รับประโยชน์อย่างมาก และขอขอบคุณภาคเอกชนด้วยความจริงใจ เพราะภาคเอกชนทุกท่านที่มาร่วมเป็นกรรมการหลัก เป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการศึกษามากเหลือเกิน คาดว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐนี้ จะดำเนินไปได้ด้วยดี

 
 

 
 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน กล่าวว่า ในนามตัวแทนของภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่ได้สร้างนโยบายประชารัฐ ซึ่งจะตอบโจทย์ 3 ข้อให้กับประเทศ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างศักยภาพการแข่งขัน และการสร้างคุณภาพทรัพยากรมนุษย์

ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก จึงแตกออกเป็นคณะทำงานประชารัฐ 12 คณะ โดยคณะทำงานประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เป็น 1 ใน 12 คณะ จึงถือเป็นโอกาส การได้รับเกียรติ และการได้รับความไว้วางใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานของรัฐ เพราะที่ผ่านมาภาครัฐและภาคเอกชนทำงานกันคนละทิศคนละทาง ภาคเอกชนได้แต่บ่นว่าทำไมระบบการศึกษาของไทยยังพัฒนาสู้ประเทศอื่นไม่ได้ จึงขอเรียนตามตรงว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ รัฐได้ปลุกให้ภาคเอกชนได้ตื่นขึ้น เพราะเอกชนได้เรียนรู้ข้อจำกัดในกระบวนการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และเข้าใจความสำคัญของกระบวนการการเรียนรู้และการศึกษาของประเทศมากขึ้น

ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้มีการทำโครงการ CSR อยู่บ้าง แต่ความมีส่วนร่วมของเรามีน้อย โดยมี Commitment หรือความมุ่งมั่นของภาคเอกชนก็ไม่สอดคล้องและไม่ชัดเจนในการนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาพื้นฐานของประเทศ แต่ขณะนี้เอกชนหลาย ๆ กลุ่ม รวมทั้งภาคประชาสังคมได้ตื่นแล้ว และเริ่มรู้สึกกดดันเหมือนกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้น "รู้สึกจุกถึงตรงลิ้นปี่" ว่าที่ผ่านมาภาคเอกชนยังดำเนินการไม่พอ แม้จะคิดว่าดำเนินการแล้วแต่โดยรวมยังไม่พอ เนื่องจากไม่ได้รวมพลังกับภาครัฐและภาคประชาสังคมดังเช่นทุกวันนี้ จึงขอให้ภาครัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครู อาจารย์ มองว่าภาคเอกชนจะเข้ามาเป็น Partner ภาคเอกชนที่มีการรวมตัวกันจะพยายามขยายตัว และปลุกให้เอกชนทุกภาคฝ่าย พร้อมทั้งประชาชนให้มีส่วนร่วม

การศึกษาไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่าการที่ภาคเอกชนมีการดำเนินกิจการที่ดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการศึกษา ผ่านสถาบันที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เยาวชนจากรุ่นสู่รุ่น นั่นก็คือโรงเรียน หากทุกฝ่ายไม่รวมพลังเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร

ดังนั้น แนวทางในการร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 ประการ คือ

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เพียงพอต่อการเปรียบเทียบแข่งขันระหว่างโรงเรียน นำไปสู่การพัฒนาวิธีการเรียนการสอน และการเรียนรู้อย่างก้าวหน้า

  • ผู้ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เป็นภาระหนักของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา เพราะบุคคลเหล่านี้คือผู้นำที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ไม่ว่าสถานศึกษาจะขาดอะไร และต้องการสิ่งใด ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนได้

  • การสร้างความมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน  เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประชาชนหรือผู้ปกครอง ซึ่งไม่ควรมองว่าการศึกษาเป็นหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองโดยตรง และในขณะเดียวกันก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและชุมชนในการที่จะสร้างคุณค่าในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เหล่านี้เป็นวิธีการที่ได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

  • การเปลี่ยนวิธีการสอนโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง และครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ส่งเสริมให้เด็กที่เรียนรู้ รู้จักตั้งคำถาม และรักการค้นคว้าหาความรู้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน โดยมีศูนย์กลางของข้อมูลที่ส่งผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมหาศาล สิ่งเหล่านี้เป็นการปลุกให้ระบบการศึกษาตื่น เช่นเดียวกับการที่รัฐปลุกให้เอกชนตื่น จากนั้นจะต่อยอดความรู้จากการศึกษาพื้นฐานไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย อีกทั้งจะมีการคัดเลือกเยาวชนที่มีความเป็นผู้นำ มีจิตใจนึกถึงส่วนรวม ซึ่งอาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แม้ผู้นำพัฒนาไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกผู้นำ และเปิดโอกาสให้พวกเขาเหล่านี้เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้

ในขั้นสุดท้ายของกระบวนการที่จะช่วยกันส่งเสริมและดำเนินการร่วมกับภาครัฐ นั่นคือ การศึกษาสูงสุดเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัย ซึ่งการค้นคว้าวิจัยในโลกยุคต่อไปประเทศจะสามารถแข่งขันได้ด้วยการอาศัยปัจจัยทางเทคโนโลยี 4 ด้าน ตาม Mega Trends ด้านเทคโนโลยีของโลก ได้แก่ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษามากขึ้นตามแนวโน้มของเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบันทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ Robotics, Nanotechnology, Biotechnology และ Digital Technology ในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านนี้ ประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรมด้าน Robotics ในอนาคตจะมี Robot ในทุกบ้านและทุกจุด ทั้ง 4 เทคโนโลยีนี้จะต่อยอดการวิจัยได้ จึงต้องมาพิจารณาว่ามหาวิทยาลัยหรือสถาบันใดจะเป็นหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีใดบ้าง เพื่อให้เอกชนสามารถเชื่อมโยงการวิจัยได้ และโอกาสในการให้ทุนกับนักวิจัยและนักเรียนที่มีคุณภาพ ในการทำการวิจัยให้กับบริษัทขนาดใหญ่ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และในระดับโลกได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการและสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดีขึ้น

โดยมีความเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยที่มีปัญหาเยอะจนกระทั่งเป็นวิกฤต แต่ทุกวิกฤตเป็นโอกาส ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง ด้วยการสร้างทรัพยากรมนุษย์หรือเยาวชนไทยให้มีศักยภาพ เพื่อทำให้ประเทศมีความเจริญและผาสุก

ขอขอบคุณภาครัฐที่ก่อให้เกิดโครงการประชารัฐขึ้น และเปิดมิติใหม่อย่างแท้จริงในการทำให้ภาคเอกชนและภาคประชาชน มีโอกาสมีส่วนร่วมดำเนินการร่วมกัน และจะขยายผลการดำเนินงานให้ดีที่สุด

 
 

 
 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพิธีลงนามความร่วมมือ กล่าวว่า งานในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเกี่ยวข้องกับการสร้างคนไทยในอนาคตข้างหน้า เราพูดกันมานานว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า แต่ไม่เคยทำ จริง ๆ แล้วทุกคนตระหนักอยู่ในใจแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ส่วนใด แต่ยังไม่เคยลงแรงอย่างจริงจัง อีกทั้งยังพูดว่าการศึกษาล้มเหลว รู้ปัญหาแต่ไม่เคยมีการลงแรงอย่างจริงจังเพื่อที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้

ส่วนตัวนั้นทำงานด้านการเมืองมาพอสมควร และเราก็รู้ว่าความจริงจังและจริงใจยังมีน้อยเกินไป ภาครัฐเวลาขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินในอดีต จะมีกระทรวงเกรด A ที่ส่วนใหญ่จะเป็นกระทรวงหลัก ๆ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการความจริงแล้วเป็นกระทรวงที่สำคัญที่สุด แต่ก็ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่เป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดเลยก็ว่าได้

ดังนั้น การได้มาซึ่งรัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคนในอนาคต ไม่ค่อยได้รับความสำคัญ กล่าวคือ เมื่อพลาดตำแหน่งจากกระทรวงอื่นแล้ว ถึงจะมาที่กระทรวงศึกษาธิการ เพราะในสายตาของการเมือง คือ ครูคือหัวคะแนนในการเลือกตั้ง จึงเกิดปัญหาสะสมที่ขาดการผ่าตัดที่จริงจัง อีกทั้งภาคเอกชนก็อยู่อีกซีกหนึ่งของโลก และภาคเอกชนก็บ่นว่าการศึกษามีปัญหาจำนวนมากแต่ลืมไปว่าส่วนหนึ่งเรามีความรับผิดชอบอยู่ในนั้น

ทุกคนรู้อยู่ว่าการดำเนินงานจะมีแผนและยุทธศาสตร์กี่ปี แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ "คน"  คนของประเทศนี้เมื่อเทียบกับคนของประเทศนั้นสู้กันได้หรือไม่ ทำไมประเทศเล็ก ๆ อย่างสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่มีประชากรเพียงหยิบมือเดียว ใช้เวลาเพียง 30-40 ปี หากเทียบน้ำหนักกันแล้ว สิงคโปร์พัฒนาไปไกลกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัวทีเดียว หรือสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ภายหลังสงครามเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย แต่ปัจจุบันเป็นประเทศที่อยู่ระดับแถวหน้าของโลก และก้าวหน้าไปไกลมาก ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในประเทศ

มีบางคนกล่าวว่า ประเทศที่มีประชากรจำนวนมากถือเป็นประเทศที่ได้เปรียบมีการพัฒนาสูง ซึ่งไม่จริงเสียทีเดียว เพราะประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก แต่การศึกษาไม่ดี ทำให้คุณภาพคนต่ำ และคนจำนวนมากเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระของประเทศ

ตอนที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รองประธานาธิบดีของอิหร่านบอกว่า อิหร่านมีทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นเลิศ โดยประชากรจำนวนมากในช่วงอายุ 20-25 ปี ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน และประชากรส่วนใหญ่ที่ได้รับการศึกษาเป็นวิศวกรทั้งสิ้น เวลาเราพูดจากับเขาทำให้เรารู้ว่าคนของประเทศนี้มีองค์ความรู้สูงมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ เพราะฉะนั้นประเทศนี้ หากมีโอกาสจะพุ่งทะยานอย่างแน่นอน ตรงข้ามกับประเทศอื่น ๆ ที่มีประชากรจำนวนมากแต่คุณภาพของประชากรไม่ดีจะกลายเป็นภาระของประเทศอย่างแน่นอน

ดังนั้น การสร้างทรัพยากรมนุษย์ขึ้นอยู่กับการศึกษา การศึกษาเป็นโรงงานอย่างหนึ่งที่มี Input, เบ้าหลอม และ Output

ในเรื่องของ Input ไม่เคยเชื่อว่าประเทศไทย เป็นที่สองรองจากใคร เพราะเด็กไทยมีคุณภาพสูงมาก เวลาไปแข่งขันที่ใดเราไม่เคยแพ้ใคร แม้กระทั่งคณิตศาสตร์ที่เราบอกว่าการสอนของเราผิดพลาด บริษัทต่างชาติที่จ้างคนไทยยังบอกว่าคุณภาพของเด็กไทยใช้ได้ทีเดียว

ดังนั้น ตัวทรัพยากรมนุษย์ในฐานะวัตถุดิบไม่เคยมีปัญหา แต่เวลาเด็กเหล่านี้เข้าเบ้าหลอม ซึ่งเบ้าหลอมนี้มีกระบวนการบางอย่างไม่เหมาะและไม่ถูกต้อง ทำให้ Output ที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร คนที่ผลิตออกมาเริ่มไม่สอดรับกับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต และ Output ไม่สอดคล้องกับตลาด ฉะนั้นความสามารถเชิงแข่งขันของคนที่เราผลิตมานั้น เริ่มต้นด้อยกว่าคนอื่น พูดภาษาง่าย ๆ ว่าหากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ยังสู้เขาไม่ได้ในบางด้านไม่ใช่ทุกด้าน ขึ้นอยู่กับทิศทางของโลกในอนาคตว่าจะไปในทิศทางใด และเรามีทักษะตรงนั้นเพียงพอหรือไม่

Input หรือเด็กที่เข้ามาในระบบการศึกษาที่เปรียบเทียบเป็นโรงงานมีอยู่ 2 ด้าน คือ ทักษะ (Skills) คือ การทำอย่างไรให้มีทักษะที่เหมาะสมกับอนาคตและเป็นทักษะที่เหมาะกับจุดแข็งของเรา ส่วนอีกหนึ่งด้านที่ไม่ได้แพ้กันเลย คือ รื่องของ Character หรือบุคลิกหลายอย่างบนตัวมนุษย์ที่แสดงออกมา เช่น ความซื่อสัตย์ ความรักชาติ การมองส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ความกตัญญูกตเวที การรักวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นอีกด้านหนึ่งของการผลิตทรัพยากรมนุษย์ โดยสองสิ่งนี้ (Skills และ Character) ต้องไปคู่กัน เชื่อว่าคนของประเทศไทยสามารถสู้กับคนของประเทศอื่นได้ หากจะสู้ไม่ได้เพราะทักษะ (Skills) ไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น หรือทักษะที่เราสร้างขึ้นมาไม่สอดรับ (Fit) กับความจริงในปัจจุบันที่เกิดขึ้น

ในขณะเดียวกันปัญหาที่กำลังเกิดในทุกวันนี้ เช่น ความวุ่นวาย การทะเลาะเบาะแว้ง และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในสังคมใดก็แล้วแต่ นั่นคืออาการของ Character ที่เริ่มมีปัญหาและมีสัญญาณที่แสดงว่า ทำไมคนสมัยนี้ไม่ยอมพูดคุยกัน ใช้ความรุนแรง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และบูชาเงินมากกว่าคุณงามความดี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นการผลิตคนที่ผิดพลาด ซึ่งอาจจะยังไม่วิกฤต แต่หากปล่อยไว้เช่นนี้ ในอนาคตจะรุนแรงขึ้นและจะทำให้สู้ไม่ได้แข่งขันไม่ได้ และสังคมไม่มีความสุข

ในบางครั้งเรารับ Character ของระบบการศึกษาในต่างประเทศมาเต็มรูปแบบ โดยไม่คำนึงว่า Character ที่เหมาะที่สุดของเด็กไทยเป็นแบบใด เด็กรุ่นใหม่ถูกบรรจุถูกครอบงำโดย Character ของซีกโลกอื่นอย่างชัดเจน คำถามคือ Character เหล่านั้นเหมาะสมกับสังคมไทยในอนาคตเพียงใด

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเบ้าหลอม หากเราเริ่มดำเนินการสร้าง Model ของหลักสูตรที่สร้างผู้นำขึ้นมา และสร้าง Character ที่ดีขึ้นมา ในส่วนของทักษะที่กำลังพยายามดำเนินการอยู่ด้วยความร่วมมือจากจากคณะทำงานที่หลากหลาย เพื่อพิจารณาดูว่าทักษะที่ควรจะเป็นนอกเหนือจาก STEM แล้วควรมีอะไร ไม่ใช่ว่าเขาบอกว่า STEM ดี เราก็ท่องจำอย่างเดียวว่า STEM นั้นดี แต่ STEM ยั่งยืนจริงหรือไม่ ชาติที่จะรุ่งเรืองจะต้องมีพื้นฐานทางศิลปศาสตร์ (Liberal Arts) หรือไม่ การเรียนวิศวกรรมศาสตร์ตั้งแต่เล็กจนโต จะสามารถแข่งกับโลกได้จริงหรือไม่ จึงต้องมีทีมที่สร้างสิ่งที่เหมาะสมที่สุดของการสร้างทักษะ

ขณะนี้เรากำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้ความเปลี่ยนแปลงนี้ไปถึงทุกหย่อมหญ้าทั่วทั้งประเทศ เช่น การสร้างอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) เพื่อนำสิ่งดี ๆ ผ่านทางไกลไปถึงเด็กได้ เมื่อมีเครื่องมือแล้วจะสามารถนำครูมาปรับหรือฝึกฝนใหม่ เพราะครูจะเป็นคนที่มาช่วยสนับสนุนการสอนต่อไป ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการมีครูเป็นแสนคน เราจะเริ่มแก้ปัญหาที่ในส่วนใดก่อน จากจุดที่เป็นหนี้หรือจุดที่เป็นทักษะของครู สิ่งที่ทำได้คือการดำเนินการผ่านครูเหล่านี้โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลเพื่อถ่ายทอดไปให้ถึงชนบท และสร้างความเท่าเทียม

อีกทั้งต้องทำทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานสากล ด้วยการสนับสนุนให้มีการแข่งขันอย่างเสรี โดยไม่ต้องกลัวว่าชาวต่างชาติจะมาครอบงำการศึกษาไทย รัฐทำตัวให้เล็กลงด้วยการคุมไว้ทั้งหมด แต่มาตรฐานการสอนเราต้องเรียนรู้จากเขา ยิ่งมีสถานศึกษาเอกชนมากเท่าไร และยิ่งมีชาวต่างชาติเข้ามามากเท่าไร ก็จะทำให้การศึกษาพัฒนาดีขึ้น เรามีหน้าที่คุมกฎหรือมีหน้าที่ดูแลก็ทำหน้าที่ของเรา แต่ไม่ใช่ไปครอบงำครูต่างชาติ รัฐทำตัวให้เล็กลงแต่แข็งแรง (Small but Strong) โดยเชื่อว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และเชื่อว่าทุกท่านจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลก

ส่วนตัวมองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านนี้ เป็นคนที่ทำงานเป็น ทำงานไว คิดเป็น ทำเป็น และยินดีรับฟังผู้อื่น เป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมก็เป็นองค์กรที่มีความสามารถมาก และในอนาคตจะดึงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มาช่วย ซึ่งจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะเป็นรูปแบบ (Model) ที่ประเทศอื่นจะนำไปใช้เป็นแบบอย่าง และยินดีอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ และเชื่อว่าพลังที่ยิ่งใหญ่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง วิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นเป็นโอกาสจริง ๆ เพราะหากการเมืองไม่มีปัญหาสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน

เรามีเวลาหนึ่งปีครึ่ง เปลี่ยนแปลงและวางรากฐานการศึกษาใหม่ เพื่อที่พ่อแม่ในอนาคตจะได้ไม่ต้องส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ หากระบบการศึกษาของไทยดีและมีประสิทธิภาพ

 

การลงนามบันทึกข้อตกลงสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ/ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)/ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)/ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)/ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)/ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)/ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด/ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)/ บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน)/ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย/ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)/ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด/ บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)/ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)/ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)/ บริษัท ทีชชิ่งทอยส์ จำกัด/ และบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด และภาคประชาสังคม ได้แก่ คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์/ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา/ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ/ และดร.วิทิต รัชชตาตะนันท์


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
4/3/2559
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ

^ เลื่อนขึ้นด้านบน

 
Find us on Facebook Follow us on Twitter
   

 More Resources

 ข่าวล่าสุดของรัฐมนตรี เกี่ยวกับ สพฐ.

   
  102 ประชุมชี้แจง ผอ.สพท.โครงการโรงเรียนประชารัฐ
  101 ประชุมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร TEPE Online
  088 มหกรรมการศึกษาพิจิตร
  087 FIFA11 for Health
  082 ตรวจเยี่ยม รร.มหิดลวิทยานุสรณ์
  080 หารือ EP และการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ
  077 ภารกิจ รมว.ศธ.ที่เพชรบูรณ์
  075 ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ที่ราชบุรี
  070 ติดตามโครงการลดความเหลื่อมล้ำที่เพชรบูรณ์
  066 นโยบายการรับนักเรียน
   
 
 
 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569 2015 1,505,932
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ