โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี สร.สาร รับเรื่องราวร้องทุกข์

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 469/2558
ศธ.แถลงผลงานรอบ 1 ปี

ศึกษาธิการ - พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงผลงานกระทรวงศึกษาธิการรอบ 1 ปี (12 กันยายน 2557 - 12 กันยายน 2558) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2558 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมกว่า 300 คน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินงานเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษาตลอดช่วงชีวิตร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้จัดทำแผนงาน โครงการ และกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคนทั้ง 7 ช่วงอายุ ได้แก่ 1) เด็กเล็ก-อายุ 0-3 ปี 2) ปฐมวัย-อายุ 3-6 ปี 3) ประถมศึกษา-อายุ 6-12 ปี 4) มัธยมศึกษาตอนต้น-อายุ 12-15 ปี 5) มัธยมศึกษาตอนปลาย-อายุ 15-18 ปี 6) อุดมศึกษา-อายุ 18-22 ปี 7) ประชาชน-อายุ 22 ปี-ตลอดชีวิต

โดยพบว่าในปัจจุบันระบบการศึกษาไทยพบปัญหาในหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นครูไม่ครบชั้น, โรงเรียนไม่ผ่านการประเมินคุณภาพสถานศึกษา, บัณฑิตตกงาน, ทักษะความสามารถด้านภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำมาก คืออยู่ในอันดับที่ 48 จาก 63 ประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศอาเซียน ซึ่งมีคนไทยเพียง 10 % หรือ 6.54 ล้านคน ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้, นักเรียนเรียนมาก โดยเฉพาะนักเรียนอายุ 10-11 ปี ใช้เวลาเรียนสูงที่สุดในโลกถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี (ข้อมูลจาก UNESCO) เป็นต้น

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ศึกษา หาข้อมูล และรวบรวมประเด็นปัญหาทั้งหลาย เพื่อจัดทำแผนปฏิรูปการศึกษาที่นำไปสู่แผนปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาองค์รวมทั้งระบบ โดยในปี 2558 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดเน้นการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องเร่งดำเนินการใน 6 เรื่อง ดังนี้

1) การปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ เพื่อลดความเครียดของนักเรียนจากการเรียนที่มากเกินไป ทำให้นักเรียนมีความสุขและเพิ่มสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จึงได้มีการปรับเนื้อหาหลักสูตร ลดโครงสร้างเวลาเรียน และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ

2) ครู ที่ได้เพิ่มครูเก่ง จัดครูให้ครบชั้น ลดภาระครู ตลอดจนเพิ่มขวัญกำลังใจในการทำงาน

3) การผลิตกำลังคน และงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาที่ไม่ตรงตามความต้องการของประเทศ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ การขาดกำลังแรงงานสายวิชาชีพ ตลอดจนเพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน และผลักดันให้การวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

4) การทดสอบ การประเมิน การประกันคุณภาพและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา โดยได้ปรับปรุงทั้งในส่วนของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนพร้อมทั้งระบบการศึกษาต่อในแต่ละระดับ การประเมินครู และการประเมินสถานศึกษา

5) ICT เพื่อการศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการเพื่อพัฒนาและบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งจัดทำระบบการจัดการเนื้อหาสาระและองค์ความรู้ด้านการศึกษา

6) การบริหารจัดการ โดยเน้นใน 4 ประเด็นสำคัญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ ระบบงบประมาณที่ยังไม่สอดคล้องกับการดำเนินงาน การกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการ และการกระจายอำนาจให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงผลการดำเนินการโครงการที่สำคัญในปีงบประมาณ 2558 ใน 7 เรื่อง ดังนี้

1) โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ : ผลการดำเนินงานในปี 2558 ได้นำร่องโครงการในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ในปีการศึกษา 2558 จำนวน 3,831 แห่ง ทำให้นักเรียนมีเวลาเรียนลดลง ได้เรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น โดยปรับปรุงโครงสร้างเวลาเรียนในห้องเรียนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้แก่ ระดับประถมศึกษา ปรับลดเวลาเรียนในห้องเรียนเหลือ 70% เรียนนอกห้องเรียนเพิ่มเป็น 30% และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปรับลดเวลาเรียนในห้องเรียนเหลือ 74% เรียนนอกห้องเรียนเพิ่มเป็น 26% ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้วางแผนงานในระยะ 10 ปี (ปี 2559-2569) โดยมีเป้าหมายขยายโครงการไปยังโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้ครบทุกแห่ง กล่าวคือ ในปีการศึกษา 2559-2560 ขยายไปยังระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่มอีก 10,669 แห่ง และ 15,686 แห่ง ส่วนในปี 2561-2564 จะขยายไปยังระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2,000 แห่ง และระหว่างปี 2565-2569 จะขยายให้ครบในทุกโรงเรียน

2) แผนงานคืนครูให้ห้องเรียน โดยมีแผนดำเนินงานใน 3 ส่วน คือ

- โครงการคืนครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูในระยะเร่งด่วน โดยจ้างครูเกษียณที่สอนเก่งสอนดีในวิชาหลักๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ให้มาสอนวิชานั้นๆ ในพื้นที่ที่ขาดแคลนต่อไป โดยคาดว่าจะเริ่มจ้างได้ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2559 จำนวน 1,097 คน และในปี 2560 อีก 10,000 คน

- โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (คพท.) หรือโครงการคุรุทายาทเดิม เพื่อเตรียมผลิตครูให้ตรงกับสาขาและพื้นที่ที่มีความขาดแคลน โดยจะรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย โรงเรียนฐานวิทยาศาสตร์ หรือจากสถานศึกษาอื่นๆ ที่มีผลการเรียน 3.00 ขึ้นไป เพื่อเรียนหลักสูตรครูเป็นเวลา 5 ปี พร้อมได้รับสิทธิ์บรรจุเป็นครูทดแทนอัตราเกษียณตามภูมิลำเนา และการกู้ยืมเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 100% ทั้งนี้ได้วางเป้าหมายในระยะ 10 ปี (ปี 2559-2569) เพื่อผลิตครูจำนวน 45,000 คน โดยจะเริ่มดำเนินการปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป

- มาตรการเสริม เพื่อช่วยสนับสนุนให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนและโรงเรียนมากขึ้น อาทิ การปรับลดภาระจากการประเมิน ซึ่งครูใช้เวลาถึง 43 วันสำหรับการประเมินของหน่วยงานภายนอก การประเมินครู และการประเมินนักเรียน, การปรับให้มีการอบรมครูเฉพาะช่วงปิดภาคเรียน การใช้วิธีอบรมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการอบรมสัมมนาของครู, การงดกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการสอน, การปรับปรุงการอนุมัติการลาตัวเองของผู้บริหารโรงเรียน โดยจะต้องยื่นใบลาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติ ตลอดจนการสร้างขวัญและกำลังใจให้ครู เช่น การปรับปรุงบ้านพักครูให้ครบทุกแห่งภายในปี 2561

3) แผนงานผลิตคนให้ตรงความต้องการ เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการผลิตคนได้ตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยต้องสอดรับกับความต้องตลาดแรงงานใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ 13 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และความต้องการกำลังแรงงานพร้อมทั้งต้องเร่งปรับปรุงการจัดการเรียนเพื่อให้กำลังคนมีคุณภาพความต้องการของสถานประกอบการด้วย โดยได้ดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่

- โครงการยกระดับคุณภาพการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ที่มีความร่วมมือกับสถานประกอบการเพื่อร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษา อาทิ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), ช.การช่าง, บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน), บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด, รถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นต้น จากนั้นได้ขยายเครือข่ายสถานประกอบการไปยังภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต่อไป นอกจากนี้จะบูรณาการการทำงานภายในกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้บริหาร ครู อาจารย์ บุคลากร และผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ได้อย่างน้อย 1,500 คน และมีการขยายเครือข่ายสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธุรกิจบริการ ได้อย่างน้อย 10 กลุ่มอาชีพ

          - โครงการการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) เพื่อเพิ่มแรงงานสายวิชาชีพให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และช่วยสร้างค่านิยมให้นักเรียนเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น โดยได้ขยายโอกาสทั้งสายสามัญและวิชาชีพในโรงเรียน สพฐ. 2 รูปแบบ กล่าวคือ 1) เรียนต่อในชั้น ม.4-6 ในโรงเรียน สพฐ. รูปแบบเรียนสายสามัญควบคู่กับการเรียนอาชีวะตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 2) เรียนต่อชั้น ม.1-6 ในโรงเรียน สพฐ. โดยลงทะเบียนเรียนรายวิชาเตรียมวิชาชีพกับสถานศึกษา สอศ. ระดับชั้น ม.1-3 ก่อน จากนั้นเรียนวิชาชีพในระดับ ม.4-6 แบบทวิภาคี โดยเมื่อจบการศึกษาจะได้รับ 2 วุฒิการศึกษา และ 2 ประสบการณ์ โดยในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาปรับปรุงรูปแบบให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ตลอดจนมีการบูรณาการการทำงานระหว่าง สพฐ. สช. กศน. สอศ. และ กรอ.อศ. มากขึ้นด้วยเช่นกัน

          สำหรับในปี 2558 มีผู้เรียนจาก สพฐ. และ กศน. เข้าร่วมโครงการทวิศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 30,505 และมีสถานศึกษาเข้าร่วม 568 แห่ง โดยกระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายที่จะเพิ่มผู้เรียนจากทุกสังกัดให้ได้ 40,000 คน และสถานศึกษา 650 แห่งทั่วประเทศ

          - การส่งเสริมอาชีวศึกษาให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง โดยได้ทำการคัดเลือกสถานศึกษาเป็นสถานศึกษานำร่องในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2559-2560 รวม 12 แห่ง โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกสาขาวิชาและสถานศึกษาที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการส่งเสริมการลงทุนใน 6 ซุปเปอร์คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ได้แก่ คมนาคม, ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์, อาหาร, แม่พิมพ์และชิ้นส่วนยานยนต์, ท่องเที่ยวและการโรงแรม, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเน้นสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในปี 2564 ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนสถานศึกษาเป็นเลิศ 55 แห่ง และในปี 2569 จะขยายสถานศึกษาเฉพาะทางตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย

- อาชีวะสู่มาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมา สอศ.ได้มีการพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกับประเทศต่างๆ 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เยอรมนี อังกฤษ อิสราเอล และเดนมาร์ก ตลอดจนมีการยกระดับการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาอาชีวะในหลักสูตร English Program (EP) และ Mini English Program (MEP) จำนวน 6,100 คนในสถานศึกษา 147 แห่ง และของพนักงานระดับกลางให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการอาชีพได้ โดยในอนาคตมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับประเทศที่มีมาตรฐานทางอาชีวศึกษาและวิชาชีพในระดับสูง ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น และจีน เพิ่มขึ้น เพื่อกำหนดหลักสูตร วางระบบ และพัฒนาร่วมกันต่อไป

- อุดมศึกษาเป็นเลิศ โดยได้ดึงจุดเน้นของแต่ละสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตบัณฑิตและงานวิจัย เพื่อสร้างความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยวิจัย : ผลิตบัณฑิตและนักวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศและแข่งขันในระดับโลก, มหาวิทยาลัยรัฐเดิมและมหาวิทยาลัยในกำกับ : ผลิตบัณฑิตและนักวิจัย เพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ มุ่งเน้นการศึกษาระดับปริญญาตรีตามแผนพัฒนาประเทศ เช่น แพทย์ บัญชี รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏ : ผลิตบัณฑิต งานวิจัย บริการวิชาการที่มีจุดเน้นเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง เน้นครูและบุคลากรภาคบริการ เช่น โรงแรม อาหาร ท่องเที่ยว, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล : ผลิตช่างอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และนักปฏิบัติวิชาชีพชั้นสูงตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยกำหนดให้สถาบันดึงจุดเน้นของตัวเองใน 2-3 สาขาเพื่อผลักดันให้รูปธรรม ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการดำเนินงานพอสมควรตามความเชี่ยวชาญของแต่ละแห่ง

 - เครือข่ายอุดมศึกษาร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียน ในปี 2558 ได้มอบให้เครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาทั้ง 9 เครือข่ายที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จัดระบบช่วยเหลือและเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนสังกัด สพฐ. และชุมชนท้องถิ่นในด้านต่างๆ ตามความถนัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งจัดทำเป็นแผนงานที่มีความชัดเจนเพื่อรับการจัดสรรงบประมาณต่อไป ทั้งนี้ได้กำหนดเป้าหมายในปี 2560 มหาวิทยาลัยต้องจับคู่โรงเรียน 1 ต่อ 1 แห่ง และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการขยายผลเป็น 1 คณะต่อโรงเรียน 1 แห่ง ภายในปี 2564 ให้ได้ 

4) การบูรณาการระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา ใน 3 ส่วนหลักสำคัญ คือ 1) การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่าย ซึ่งได้เตรียมแผนบูรณาการ MOENet และ UNINet ให้เป็นโครงข่ายเดียวที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้งานร่วมกัน, 2) การบูรณาการระบบสารสนเทศเพื่อบริหารการศึกษา โดยเตรียมสร้างฐานข้อมูลกลางและสารสนเทศที่เป็นเอกภาพ ประกอบด้วย 4 ฐานข้อมูลหลัก ได้แก่ ฐานข้อมูลนักเรียนนักศึกษา ฐานข้อมูลสถานศึกษา ฐานข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษา และฐานข้อมูลบุคลากรอื่น, 3) การบูรณาการระบบจัดการองค์ความรู้ โดยให้มีการบูรณาการเนื้อหาสาระทุกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ให้สามารถเข้าถึงทุกช่องทางสื่อ ทุกรูปแบบ ทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต, อินทราเน็ต, สมาร์ทสตูดิโอ, เว็บไซต์, แอพพลิเคชัน, คอมพิวเตอร์, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV), สมาร์ทโฟน, วิทยุ, มัลติมีเดีย, IPTV (Internet Protocol Television)

5) การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู กระทรวงศึกษาธิการได้มีมาตรการแก้ไขปัญหาครูที่ค้างชำระหนี้กับธนาคารออมสิน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ลูกหนี้ขั้นวิกฤติ 1,721 ราย วงเงิน 2,140.56 ล้านบาท ซึ่งต้องชะลอการฟ้องร้องหรือบังคับคดี หรือให้ชำระเงินต้นปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี, กลุ่มที่ 2 ลูกหนี้ใกล้วิกฤติ 1,972 ราย วงเงิน 2,254.24 ล้านบาท ใช้มาตรการชำระดอกเบี้ยไม่เกินครึ่งหนึ่ง เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี จากนั้นต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่เหลือ, กลุ่มที่ 3 ลูกหนี้ค้างชำระไม่เกิน 12 งวด 18,344 ราย วงเงิน 24,354.22 ล้านบาท ที่จะต้องหารือกับแหล่งผู้ให้กู้ทั้งหมด ก่อนที่จะหารือกับธนาคารเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อไป, กลุ่มที่ 4 ลูกหนี้ปกติ 29,333 ราย วงเงิน 43,441.09 ล้านบาท โดยให้มีการพักชำระเงินต้นเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี และให้ชำระดอกเบี้ย  โดยในขณะนี้ครูได้มาลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือแล้ว จำนวน 51,370 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ค้างชำระที่ต้องถูกดำเนินคดี จำนวน 5,000 ราย ทั้งนี้ ในเร็วๆ นี้จะมีการหารือร่วมกับแหล่งเงินกู้ 4 แห่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปล่อยกู้และสอดรับกับรายได้ของครูด้วย

6) การแก้ไขปัญหาทุจริต สกสค. ในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน สกสค.) ได้อนุมัติใช้เงินกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภา (ช.พ.ค.) ซื้อตั๋วสัญญาบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จำนวน 3 ฉบับ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการที่มีความก้าวหน้าในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา-ที่ได้ร้องทุกข์กับสถานีตำรวจนครบาลดุสิต และส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการ, คดีแพ่ง-ได้ส่งให้พนักงานอัยการฟ้องคดีแพ่ง พร้อมทั้งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อชดใช้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวน นอกจากนี้ จะติดตามผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการทำสำนวนอย่างต่อเนื่องและการร้องขอให้ทรัพย์สินที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดไว้ 500-800 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อสำนักงาน สกสค.จะได้ยื่นขอคืนทรัพย์สินดังกล่าวกลับมา

7) การแก้ปัญหาองค์การค้าของ สกสค. กระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาแบ่งเป็น 2 ระยะคือ 1) ระยะเร่งด่วน ที่จะต้องหยุดหรือลดการขาดทุนให้เหลือน้อยที่สุด จัดระบบการจำหน่ายอุปกรณ์การเรียน และขอความร่วมมือหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการให้ใช้บริการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ขององค์การค้าฯ 2) เตรียมจัดทำแผนฟื้นฟูและพัฒนาองค์การค้าฯ ระยะ 5 ปี (ปี 2558-2562) กู้เงินจากสำนักงาน สกสค.เพื่อเสริมสภาพคล่อง จำนวน 500 ล้านบาท และให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาทิศทางดำเนินงานที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินการสอบสวนเพื่อลงลงโทษผู้ทุจริต 30 รายใน 12 เรื่อง


พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงผลการดำเนินการโครงการที่สำคัญในปีงบประมาณ 2558 ใน 6 เรื่อง ดังนี้

1) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนการสอน โดยการถ่ายทอดการเรียนการสอนจากโรงเรียนวังไกลกังวล (ต้นทาง) ไปยังโรงเรียนขนาดเล็ก (ปลายทาง) ทั่วประเทศ ซึ่งในระหว่างปีการศึกษา 2538-2556 มีผลการดำเนินงานด้วยระบบ DLTV ไปยังโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 5,000 แห่ง และเมื่อปีการศึกษา 2557 ได้ขยายโครงการไปยังโรงเรียนขนาดเล็กได้ครบทั้ง 15,369 แห่ง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องมีคะแนนเฉลี่ยใน 5 กลุ่มสาระเพิ่มขึ้น 3.05% และเพิ่มขึ้น 0.95% ในภาพรวม 8 กลุ่มสาระ ส่วนในปีการศึกษา 2558 มีเป้าหมายขยายไปสู่โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวน 15,553 แห่ง

โดยมีแผนงานที่จะดำเนินการในปี 2559-2560 ได้แก่ การปรับปรุงและพัฒนาอุปกรณ์โรงเรียนปลายทางให้มีประสิทธิภาพ, ขยายผลไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม, ขยายศูนย์ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนทางไกลในระดับภูมิภาคอีก 6 ศูนย์ เป็น 10 ศูนย์, อบรมแนวทางการจัดการศึกษา DLTV แก่ผู้บริหารเขตพื้นที่ ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูปลายทาง และมีแผนที่จะพัฒนาครูโรงเรียนต้นทาง-ปลายทาง พร้อมพัฒนาระบบทรัพยากรสนับสนุนให้ครบวงจร ภายในปี 2565

2) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (DLIT) โดยได้จัดสรรอุปกรณ์ให้กับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวน 95,667 ห้องเรียน พร้อมทั้งจัดทำสื่อการเรียนผ่านเว็บไซต์ www.dlit.ac.th ได้แก่ วีดิโอครูสอนเก่ง 2,559 ตอน สื่อต่างๆ 3,000 ชิ้น ฐานข้อมูลคลังข้อสอบให้กับโรงเรียน 30,922 แห่ง ทั้งนี้ ในปี 2559-2560 มีแผนที่จะจัดสรรอุปกรณ์ให้กับโรงเรียนเพิ่มเติม 110,230 ชุด และในปี 2561-2565 จะพัฒนาครูต้นแบบห้องเรียนคุณภาพระดับชาติ DLIT พัฒนาครูปลายทางทั่วประเทศ พัฒนาระบบ DLIT ให้เป็นระบบคลาวด์ของรัฐบาล ดำเนินการโดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ EGA พร้อมทั้งพัฒนาระบบการเรียนทางไกลออนไลน์ DLIT

3) โครงการนักเรียน ป.1 อ่านออกเขียนได้ใน 1 ปี โดยจัดทีมศึกษานิเทศก์ติดตามช่วยเหลือทุกโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา 28,000 โรง ก่อนเริ่มโครงการเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 มีจำนวนนักเรียนที่ผ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวน 11.57% แต่ในระหว่างดำเนินการช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 จำนวนนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ลดลงเหลือ 5.17% ทั้งนี้จะมีการประเมินในเดือนมีนาคม 2559 หลังจากจบภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษานี้ เพื่อกำหนดเป้าหมายคือ จะไม่มีนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

4) การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีผลการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.ในการพัฒนาระดับการศึกษาแก่กลุ่มเป้าหมายในช่วงอายุ 15-59 ปี และ 60 ปี จำนวนประมาณ 50 ล้านคน ที่เป็นประชาชนผู้ยากไร้ ผู้พลาดและด้อยโอกาส คนพิการ เด็กเร่ร่อน สตรีกลุ่มเสี่ยง และผู้ไร้สัญชาติ ให้สามารถจบการศึกษาภาคบังคับและมีผู้รู้หนังสือเพิ่มขึ้น โดยในปี 2558 ได้ส่งเสริมเรื่องรู้หนังสือให้กับกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 225,956 คน หรือ 25% พร้อมทั้งผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ที่มีจำนวนผู้เข้าชมถึง 2.3 ล้านคน และจัดกิจกรรมติวเข้มเติมเต็มความรู้ผ่านสื่อโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ETV และมีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งมีจำนวนผู้ชมถึง 7.2 ล้านคน

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาสังคม ได้ดำเนินการส่งเสริมค่านิยมหลัก 12 ประการตามนโยบายรัฐบาลแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวน 143,764 คน, มีการตั้งชมรม “เยาวชนคนรุ่นใหม่ ใฝ่ค่านิยม” ในอำเภอต่างๆ รวม 747 กลุ่ม, ส่งเสริมการเรียนที่เชื่อมโยงกับบ้าน วัด โรงเรียน ร่วมกับภาคีเครือข่าย 77 จังหวัด และการเรียนรู้สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นตำบลละ 1 แห่ง รวมไม่น้อยกว่า 7,424 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองให้มีอาชีพเสริม จำนวน 1,484 คน โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน “หนึ่งคน หนึ่งอาชีพ” เพื่อฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น 1-100 ชั่วโมง แก่ผู้สนใจจำนวน 449,301 คน

5) การขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมการเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน โดยกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้น "เสริมสร้างความเข้าใจ ใฝ่รู้ภาษา มุ่งพัฒนาสัมพันธ์ รู้เท่าทันเทคโนโลยี สานสามัคคีอาเซียน" ภายใต้วิสัยทัศน์ "คนไทยมีศักยภาพพร้อมอยู่ในประชาคมอาเซียนอย่างมีคุณภาพ" เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพัฒนาขีดความสามารถของคนไทย โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย

6) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการดำเนินงานใน 2 ส่วน คือ ครู : ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ครูใต้ เพื่อเป็นศูนย์รวมที่ตั้งของบ้านพักและแฟลตให้แก่ครูในจังหวัดยะลาและนราธิวาส จำนวนกว่า 300 คน ที่ช่วยรักษาความปลอดภัย ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษารวมทั้งพนักงานราชการในพื้นที่ และนักเรียน : ได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกระดับชั้นทุกสังกัดรวมทั้งสิ้น 12,187 คน พร้อมทั้งยกระดับผลการทดสอบ O-Net ในปีการศึกษา 2557 ให้สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2556 ในทุกระดับชั้น และในปีการศึกษา 2558 มีจำนวนผู้เข้าเรียนต่อในสายอาชีพตามโครงการทวิภาคีและทวิศึกษาเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2557 ร้อยละ 60.34


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงผลการดำเนินการโครงการที่สำคัญในปีงบประมาณ 2558 ใน 4 เรื่อง ดังนี้

1) การยกระดับความสามารถด้านภาษาอังกฤษ  “There is no quick fix but can be IMPROVEMENT” โดยมีเป้าหมายให้คนไทยสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในชีวิตประจำวันได้จริง มีผลการดำเนินงานใน 3 ระดับ คือ

- ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เตรียมจัดโครงการยกระดับมาตรฐานและแบบทดสอบภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ที่มีการอ้างอิงกรอบมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษาจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือในเดือนมีนาคม 2559 จัดค่ายพัฒนาครูภาษาอังกฤษนำร่องจำนวน 500 คน โดยผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และนำร่องโครงการยกระดับภาษาอังกฤษด้วยหลักสูตร Echo Hybrid ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่าน Device ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต โดยจัดคู่ขนานใน 3 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ได้แก่ โรงเรียนวัดรางบัว กรุงเทพฯ, โรงเรียนสัตยาไส ลพบุรี, โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย กรุงเทพ

- ระดับการอาชีวศึกษา เตรียมจัดค่ายภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียน พร้อมทั้งวางแผนขยายผลหลักสูตร Echo Hybrid เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในวิชาชีพ โดนเน้นสาขาพาณิชยศาสตร์ สาขาการบริการ การโรงแรมและการท่องเที่ยว และสาขาบริการทางการแพทย์

- ระดับการอุดมศึกษา การทำความตกลงกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยในการสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หรือภาษาต่างประเทศภาษาที่สองก่อนจบการศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่จะต้องมีการรายงานผลสอบไว้ในใบรับรองผลการศึกษา (Transcript) ด้วย นอกจากนี้ ได้เตรียมการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตสอนภาษาอังกฤษสำหรับครูชาวต่างชาติด้วย

2) การปฏิรูประบบประกัน ประเมินคุณภาพการศึกษา ที่ได้มีการพัฒนาระบบประเมินและประกันคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง โดยมีผลการดำเนินงานในหลายประเด็น ได้แก่

- การชะลอการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ (ปีงบประมาณ 2559-2563) ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) โดยได้ตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำ Roadmap 1 ปี ในการพัฒนาระบบการประเมินที่มีประสิทธิภาพ

- ปรับปรุงการประเมินหลักสูตร โดยศึกษาวิจัยคุณภาพการสอนคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์และการประเมินของประเทศไทยจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและต่างประเทศ, การลดจำนวนวิชาสอบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-Net) จาก 8 วิชา ให้เหลือ 5 วิชา และการออกข้อสอบอัตนัยวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในสัดส่วน 20% ตั้งแต่ในปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป

- การจัดอบรมพัฒนาผู้ประเมิน โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศ

- การยกเลิกการเขียนมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) 3-6 ซึ่งเป็นภาระในการจัดทำหลักสูตรเพื่อผ่านมาตรฐานการประเมินหลักสูตรของมหาวิทยาลัย

- การจัดทำประชาพิจารณ์แนวทางการประเมินเพื่อมีหรือเลื่อนวิทยาฐานะครูให้สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเร็วๆ นี้

3) โรงเรียนคุณธรรม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสถานศึกษาทุกแห่งในประเทศ ให้เป็นสถานศึกษาคุณธรรม ตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ที่ว่า “นโยบายการศึกษาต้องไม่ลืมเรื่องคุณธรรม” จึงต้องส่งเสริมให้มีการปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มีคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่เด็ก ป้องกันการคดโกง การทุจริต คอร์รัปชัน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความรักความสามัคคี มีจิตสาธารณะ ซึ่งในปี 2558 ได้ดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการสถานศึกษาคุณธรรมตามแนวทาง “บางมูลนากโมเดล” และ “วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม” จำนวน 700 แห่ง พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการดำเนินการแก่ผู้บริหารส่วนกลาง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา กว่า 1,000 คน และคัดเลือกวิทยากรแกนนำเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย

4) การลดภาระครู ทั้งภาระงานและกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการสอนของครู เพื่อคืนครูให้กับห้องเรียนและให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งจัดระบบงานโดยกำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนร่วมกันวางแผนงานปีการศึกษา 2559 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยในอนาคตควรมีการรวบรวมแผนการสอนที่ดีไว้เป็นแผนกลาง เพื่อให้โรงเรียนต่างๆ ได้นำไปใช้ พร้อมทั้งต้องมีการปรับลดตัวชี้วัดในการประกันคุณภาพให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และสะท้อนความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำผลประชาพิจารณามาพัฒนาเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ซึ่งคาดว่าจะสามารถทดลองใช้ได้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559


รมว.ศึกษาธิการ กล่าวสรุปว่า คงตอบไม่ได้ว่าจะให้คะแนนการทำงานรอบ 1 ปีเท่าไรอย่างไร เพราะไม่เคยให้คะแนนตัวเอง จึงต้องให้ผู้อื่นช่วยประเมินให้ ซึ่งต้องยอมรับว่าการดำเนินงานในช่วงแรกยังเป็นไปแบบช้าๆ เรื่อยๆ เพราะหลายเรื่องต้องใช้เวลา เช่น เรื่องตกซ้ำชั้น ที่จะต้องรวบรวมความความคิดเห็นที่มีผู้เสนอเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและเหนื่อย และเป็นธรรมดาที่ผู้ปฏิบัติจะต้องเหนื่อยกว่ามาก

ดังนั้น ถือได้ว่าการทำงานของผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการภาพรวมในปีนี้ผ่านการประเมินทั้งหมด ส่วนในปี 2559 ก็มีงานที่จะต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยในอันดับแรกต้องปรับระบบการบริหารของ สพฐ. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมๆ กับการผลักดันแผนการพัฒนาคุณภาพคนตลอดช่วงชีวิต การจัดตั้งกรมวิชาการ การควบรวบอาชีวศึกษารัฐและเอกชน ตลอดจนถึงการผลักดันโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและโครงการคืนครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดินให้มีความก้าวหน้าตามแผนงานต่อไป


ภาพ : ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี

อนึ่ง ก่อนการแถลงนโยบาย รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบของที่ระลึกแก่นักเรียนไทย จำนวน 7 คน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจากการเข้าร่วมแข่งขันวิชาการในระดับนานาชาติ โดยได้กล่าวชื่นชมในความสำเร็จของนักเรียน พร้อมทั้งกล่าวฝากให้นักเรียนนำแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง โดยให้จับคู่กับเพื่อนหรือรุ่นน้องในโรงเรียนที่จะช่วยให้มีความเก่งเหมือนกับเรา ทั้งนี้มอบ สพฐ.รวบรวมรายชื่อนักเรียนอีก 7 คนที่จับคู่กับเด็กเก่งเหล่านี้มาเสนอภายใน 1 เดือน และหากเพื่อน/รุ่นน้องมีผลการเรียนที่ดีขึ้นให้กลับมารับรางวัลอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการขยายผลความเก่งออกไปเรื่อยๆ เป็นทวีคูณ ในขณะเดียวกันขอให้มีการขยายผลเช่นนี้กับครูเก่งด้วย


นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
25/12/2558

Follow us on TwitterFind us on Facebook

 

 

 More Resources

 ข่าวยุทธศาสตร์ การทำงานล่าสุด
 ของรัฐมนตรี

   
467 ปีใหม่ ศธ.  
466 รัฐบาลแถลงผลงานรอบ 1 ปี  
464 ภารกิจ รมช.ศธ.ที่ยะลา  
455 ประชุมองค์กรหลัก 16 ธ.ค.2558  
451 หารือกับธนาคารออมสินลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้  
446 การจัดทำงบประมาณปี 2560 อง ศธ.  
443 รมช.ศธ.ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล  
437 มอบนโยบายคณะกรรมการบริหาร สทศ.  
436 ประชุม คตร.ประจำกลุ่มกระทรวงด้านสังคมวิทยา  
435 ประชุมกับคณะกรรมาธิการฯ ด้านการศึกษา สปท.  
434 ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน  
432 รมว.ศธ.ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย  
427 ตรวจเยี่ยมการสอนภาษาด้วย echo hybrid ที่ รร.วัดรางบัว  

 

 

Bookmark and Share

กรณีนำ "ภาพ-ข่าว"
จากสำนักงานรัฐมนตรีไปเผยแพร่
ในเว็บไซต์ของท่าน
กรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาด้วย
ขอขอบคุณ

 

 

ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
บรรณาธิการข่าว : บัลลังก์ โรหิตเสถียร, นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น

Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451, 2012 1,594,098, 2013 1,045,390 2014 729,569
Backoffice
: MOE i MOE-news.net

Tags : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศธ., รมช.ศธ., ข่าวการศึกษา, ศึกษาธิการ