โฮมเพจสำนักงานรัฐมนตรี รัฐมนตรี วาระงานรัฐมนตรี แนะนำ สร. รับเรื่องราวร้องทุกข์ สร.สาร

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๑๖๓/๒๕๕๕
ประชุมสภาการศึกษา
ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕

โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ - ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕


รมว.ศธ.ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมว่า ต้องการดูแลนักเรียน นักศึกษา เหมือนลูกหลานของเราเอง ดูแลครู อาจารย์ เหมือนพี่น้องของเรา และดูแลประชาชนเหมือนญาติของเรา เพราะฉะนั้นจะไม่โกงอย่างเด็ดขาด จะไม่ใช้อำนาจโยกย้ายครู อาจารย์ อย่างไม่ยุติธรรม และจะขจัดการคอรัปชันให้หมดไปจากวงการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ในสมัยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ใช้คุณธรรมในการนำการศึกษา จึงไม่เกิดปัญหาการคอรัปชัน แต่ปัจจุบันการศึกษาไม่ได้ใช้คุณธรรมแล้ว จึงเกิดการคอรัปชันในทุกระดับ ตั้งแต่การซื้อของ ก็ต้องมีเงินทอน การสอบครู ก็ต้องใช้เงินซื้อข้อสอบหรือสอบสัมภาษณ์ การเลื่อนวิทยฐานะ ก็ต้องทำผลงาน ทำวิจัย ซึ่งไม่ได้มาจากการเรียนการสอน ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ครูมีหนี้สิน เมื่อครูมีหนี้สินก็ไม่มีใครต้องการมาเป็นครู เพราะการเป็นครูต้องเสียเงินในทุกระดับ คนดี คนเก่ง จึงไม่ต้องการมาเรียนครูเหมือนในอดีต

Follow us on Twitter

 

 
 More Resources

 ข่าวล่าสุดของ รมว.ศธ.
 เกี่ยวกับ สกศ.

   
098 วันหนังสือเด็กนานาชาติ  
085 ประชุมปฏิบัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย  
084 ประกาศปฏิญญาการศึกษาไม่ทอดทิ้งใครฯ  
003 การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ  
 
 
 

ข่าวย้อนหลังในรอบปีเกี่ยวกับ สกศ.

Bookmark and Share

รมว.ศธ.ได้กล่าวฝากคณะกรรมการสภาการศึกษา ให้ช่วยพิจารณาหาแนวทางดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้

- ผลักดันการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ ที่มีนักเรียนเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งมีองค์ประกอบ ๒ ส่วน ได้แก่

. Transparency คือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกระดับการศึกษา ทั้งการซื้อของ การสอบผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครูผู้ช่วย และการโยกย้าย ขอให้ยึดหลักโปร่งใส แข่งขัน ตรวจสอบได้ โดยผู้นำ หัวหน้า หรือผู้อำนวยการในระดับบริหารหน่วยงานนั้นๆ จะต้องไม่โกงด้วย มิฉะนั้น ถ้าผู้นำโกงจะไปบอกให้ลูกน้องทำตามหลักการของความโปร่งใสได้อย่างไร ขณะนี้ ศธ.ได้เริ่มดำเนินการความโปร่งใสจากการสอบครูผู้ช่วย ที่จากเดิมจะจัดสอบข้อเขียนและออกข้อสอบเองในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา เมื่อสอบผ่านก็จะต้องสอบสัมภาษณ์ และเมื่อเป็นครูแล้ว ก็ต้องทำวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เปลี่ยนเป็นการจัดสอบโดยส่วนกลาง ผู้ที่จะสอบต้องเดินทางมาสอบที่ส่วนกลาง ออกข้อสอบโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเมื่อสอบข้อเขียนผ่าน ก็ไม่ต้องสอบสัมภาษณ์อีก  การดำเนินการสร้างความโปร่งใสให้กับครู ตั้งแต่การเข้าเรียน การเป็นครู การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง รวมทั้งการสอบต่างๆ จะต้องไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์ ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการเรียกร้องเงินทองจากครูในการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ไม่มีการข่มเหงครู จะสร้างความยุติธรรมและขวัญกำลังใจให้กับครู และจะขจัดการคอรัปชันให้หมดไปจาก ศธ. รวมทั้งจะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ต่อจากนี้ก็จะมีคนเก่ง คนดี มาเรียนครูมากขึ้น เพราะมีความโปร่งใส ไม่ต้องเป็นหนี้สิน และทำให้คนที่เป็นครูอยู่แล้วมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น ซึ่งในอนาคต ศธ.จะดำเนินให้ระบบการศึกษามีความโปร่งใสในทุกๆ เรื่อง จะขจัดการคอรัปชันให้หมดไป และจะมีการประกาศเป็นทางการอีกครั้งตามนโยบาย “กระทรวงศึกษาธิการไทยใสสะอาด” ในเดือนกรกฎาคมนี้

๒. Accountability คือ ผลงานจากการเรียนการสอน โดยจะวัดผลการเรียนของนักเรียนด้วยคะแนนสอบ คือ นักเรียน ป.๖ ม.๓ ม.๖ วัดจากคะแนนสอบ O-Net ส่วนนักเรียนชั้น ป.๑-๕ วัดจาก ๒ ส่วน คือ คะแนนสอบข้อสอบมาตรฐาน Natural Test ของนักเรียนก่อนขึ้นชั้นเรียนใหม่ ๒๐% รวมกับคะแนนการสอบทั่วไปของครูที่สอนอีก ๘๐% จากนั้นนำคะแนนทั้งสองส่วนมารวมกันและคิดค่าถ่วงน้ำหนัก ก็จะออกมาเป็นคะแนนของนักเรียน ซึ่งคะแนนส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนจะเป็นผลงานของครู การดำเนินการเช่นนี้จะก่อให้เกิดข้อดีในส่วนของนักเรียนทำให้มีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น เรียนในหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ ส่วนครูก็ต้องสอนตามหลักสูตรของประเทศ และทำให้มีความตั้งใจในการสอนมากขึ้น แต่ ศธ.จะไม่เพิ่มความยุ่งยากให้กับนักเรียนและครูโดยการจัดสอบเพิ่ม เพียงแต่เพิ่มข้อสอบและให้สอบพร้อมกับการสอบเลื่อนชั้นตามปกติ

- วางแผนการศึกษาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาบนสมมติฐานของคุณงามความดี เพราะปัจจุบัน ศธ.มีเรื่องคอรัปชัน ซื้อของแบบมีเงินทอง และรีดเลือดกับครูจำนวนมาก จึงต้องการจะขจัดการคอรัปชันในระบบการศึกษาให้หมดไป ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

- พิจารณาความเป็นไปได้ของการลดเวลาเรียนครู จาก ๕ ปี ให้เหลือ ๔ ปี โดยอาจจะให้มีวิชาฝึกสอนในปีที่ ๔


นอกจากนี้ รมว.ศธ.ได้กล่าวถึง ๒๗ นโยบายหลักของ ศธ.ในการขับเคลื่อนการศึกษา ได้แก่ ๑. แท็บเล็ตสำหรับนักเรียน ป.๑ และ ม.๑ ทุกคน   ๒. เรียนจบ ม.๖ ภายใน ๘ เดือน ๓. กองทุนตั้งตัวได้ ๔. ๑ อำเภอ ๑ ทุน ๕. พูดภาษาอังกฤษได้ พร้อมเข้าสู่ประชาคม ASEAN ๖. ปรับเลื่อนวิทยฐานะโยกย้ายครูด้วยความเป็นธรรม  ๗. เรียนดีอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่อนุบาลจนจบ ม.๖  ๘. กระทรวงศึกษาธิการไทยใสสะอาด  ๙. อัจฉริยะสร้างได้  ๑๐. สร้างพลังครู  ๑๑. เลิกหลักสูตรท่องจำ  ๑๒. Internet ตำบล และหมู่บ้าน  ๑๓. คูปองสร้างเสริมอัจฉริยะ  ๑๔. สร้างผู้นำแห่งอาเซียน (Becoming ASEAN Leaders Scholarship)  ๑๕. ทุนการศึกษาเพื่ออนาคต (กรอ.)  ๑๖. ครูมืออาชีพ  ๑๗. โรงเรียนร่วมพัฒนา  ๑๘. การศึกษาช่วยดับไฟใต้  ๑๙. เทียบโอนประสบการณ์สายอาชีพ จบ ปวช.ได้ใน ๘ เดือน  ๒๐. Fix it Center ศูนย์ซ่อมสร้างประจำชุมชน  ๒๑. พัฒนาศูนย์อบรมอาชีวศึกษาในสถานศึกษา  ๒๒. จัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษาเพื่อความเป็นเลิศในการเรียนสายอาชีพ ๒๓. ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน  ๒๔. โรงเรียนในโรงงาน โรงงานในโรงเรียน  ๒๕. สอบ O-Net ป. ๖ ม.๓ ม.๖ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา  ๒๖. ปฏิบัติธรรมนำการศึกษา แก้ปัญหายาเสพติด ลดทุจริตคอรัปชัน และ ๒๗.สุภาพบุรุษอาชีวะ  ซึ่งในอนาคตอาจจะมีเพิ่มเติมนโยบายด้วย



ภาพ สถาพร ถาวรสุข

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยสรุปดังนี้

  • การนำวิชาลูกเสือมาช่วยฝึกระเบียบวินัย ให้แก่นักเรียนนักศึกษา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหานักเรียน นักศึกษา ก่อเหตุทะเลาะวิวาท และเด็กแว๊น ควบคู่ไปกับการฝึกของโรงเรียนวิวัตน์พลเมือง และการฝึกธรรมะ

  • การสร้างคาแรคเตอร์ให้กับนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์

  • การแก้ไขปัญหาครู ซึ่งเปรียบเสมือนต้นน้ำ ปัจจุบันเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ควรมีการทบทวนระบบผลิตครูใหม่ ให้มีการส่งต่อ เชื่อมโยง ทั้ง สพฐ. สอศ. และ สกอ.

  • จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนความเป็นไทย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย จากสังคมนิยมวัตถุ เป็นสังคมนิยมไทย ที่ทุกคนตระหนักในหน้าที่ของตนเอง มีจิตสำนึกของความเป็นไทย และขอให้มีการเชิดชูครูผู้ทำความดี ไม่ต้องการให้มองแต่เฉพาะปัญหาของครู เพราะครูที่ดี เป็นครูตัวอย่าง เสียสละ และทุ่มเทให้กับนักเรียน ก็มีจำนวนมาก

  • การเชื่อมโยง Content ที่บรรจุในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตไปยัง Internet ตำบล และหมู่บ้าน จะทำให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีขยายวงกว้างจากนักเรียนไปสู่ผู้ปกครอง ไปสู่ชุมชน ก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจ และความคุ้มค่าในการใช้เทคโนโลยีด้วย

  • การนำผลวิจัยด้านการศึกษาของสภาการศึกษา มาแยกย่อยหรือดึงข้อมูลบางส่วนออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนและสื่อมวลชน จะเป็นข้อมูลอีกส่วนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษา

  • การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง ซึ่ง Fix it Center เป็นโครงการที่ดีโครงการหนึ่งที่ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริง

  • ระบบการศึกษาไทยจะต้องมีการจัดสัดส่วนในการเรียนการสอนใหม่อย่างเหมาะสมในแต่ละระดับ โดยจะต้องเพิ่มเรื่องทักษะชีวิต และวิธีคิด ให้กับนักเรียนในระดับพื้นฐานให้ได้มากที่สุด เพราะขณะนี้นักเรียนมุ่งแต่เรียนในเรื่องวิชาการเพียงอย่างเดียว ไม่มีทักษะในการใช้ชีวิตเท่าที่ควรจะเป็น

  • ควรมีการทบทวนปรับปรุงหลักสูตรระดับอนุบาล เพราะใช้หลักสูตรนี้มานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาวาระการประชุม สรุปผลการประชุมดังนี้

- ที่ประชุมรับทราบอำนาจ หน้าที่ และองค์ประกอบของคณะกรรมการสภาการศึกษา ที่มีจำนวน ๕๙ คน

โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีกรรมการ ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑๖ คน ผู้แทนองค์กรเอกชน ๒ คน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒ คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ ๒ คน พระภิกษุ ซึ่งเป็นผู้แทนคณะสงฆ์ ๒ รูป ผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ๑ คน ผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น ๒ คน และผู้ทรงคุณวุฒิ ๓๐ คน โดยมีเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พิจารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา ดำเนินการประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ และให้ความเห็นชอบหรือคำแนะนำในเรื่องกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งของผู้แทนองค์กรและผู้ทรงคุณวุฒิ คราวละ ๔ ปี และอาจจะได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่จะต้องดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน ๒ วาระ

- แนวทางการแต่งตั้งอนุกรรมการสภาการศึกษา

โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการตั้งอนุกรรมการหลักและอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อดำเนินการใน ๓ เรื่อง ได้แก่ ๑.(ร่าง) ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของเอกชนในการจัดการศึกษา  ๒.(ร่าง) ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา และ ๓.การสร้างระบบแก้ปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอาชีวศึกษา พร้อมเวียนแจ้งกรรมการสภาการศึกษาพิจารณาเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการสภาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของสภาการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยที่ประชุมเห็นด้วยที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามีบทบาทในการจัดการศึกษา กำหนดหลักสูตร ทิศทาง เพื่อไม่ให้เด็กเรียนไปแล้วตกงาน เพราะบางครั้งความต้องการของบุคลากรของภาคเอกชนไม่สอดคล้องกับสิ่งที่สถาบันการศึกษาผลิตออกมา อย่างไรก็ตาม จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการคณะเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อดำเนินการให้เสร็จภายใน ๓-๖ เดือน

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

 

   ออกแบบจัดทำเว็บไซต์ โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
   บรรณาธิการข่าว
: นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร

   Public Relations Group, Office of the Minister, Ministry of Education, Bangkok 10300 Thailand
 
 Tel (02) 280 0309, (02) 281 7859

  หน้าหลักกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
   S u p p o r t  A l l  M a j o r  W e b  B r o w s e r
 


   Copyright 2004-2012 สถิติตั้งแต่ 3 มกราคม 2550 PV : 2007 736,040, 2008 1,027,289, 2009 1,248,947, 2010 1,050,310, 2011 1,245,451
   Backoffice
: MOE i MOE-news.net