บทความ

ไวรัสร้าย..เด็กไทย..ในโลกออนไลน์ ต้นตอจี้-ปล้น ลักขโมย-ขายตัว-เสพยา


         "เกมออนไลน์"ปัญหาหนักใจของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานตกเป็น "ทาส" แม้หน่วยงานภาครัฐ พยายามดำเนินการแก้ไขอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง เพราะครอบครัว สังคม และในระดับชุมชนอ่อนแอเกินกว่าจะเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างที่มีให้เห็น คือ พ่อแม่บางรายทิ้งลูกไว้กับเกมตลอดทั้งวัน เพราะต้องออกไปทำงาน การขาดการดูแลเอาใจใส่ และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด...นี่เองจึงกลายเป็นระเบิดเวลาที่สร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมในโลกออนไลน์ของวัยรุ่นระบุว่าเวลา1ใน 8 ของวันวัยรุ่นไทยใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ บางรายมีพฤติกรรมออนไลน์ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืนจนกระทั่งหลับหน้าจอ ซึ่งผู้ชายนิยมดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ และเล่นเกมออนไลน์ ขณะที่ผู้หญิงนิยม Blog และฟังเพลง พบตัวเลขของสมาชิก Hi5 ในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 43 ล้านคน ซึ่งมากกว่าผู้ใช้ MSN ประมาณ 5 แสนคนเฉลี่ยแล้ว Hi5 มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 26,000 คนต่อวัน ในขณะที่คนไทยมีสถิติการใช้ MSN ติดอันดับที่ 9 ของโลกหรือประมาณ 4.25 ล้านคนซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 47 เปอร์เซ็นต์ โดย 49 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นจะเล่นเกมส์ไปพร้อมกับออนไลน์ไปด้วย และ 90 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นจะ Ad Game ที่เพื่อนฟอร์เวิร์ดให้ โดยจะใช้เวลาเฉลี่ยในการเล่นครั้งละไม่น้อยกว่า 25 นาที

นอกจากนี้ยังพบว่าวัยรุ่นไทยใช้เวลาอยู่กับสื่อต่างๆ ต่อวันมากกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติของคนเอเชียแปซิฟิค และสื่อที่พบว่ามีอิทธิพลต่อกลุ่มวัยรุ่นมากที่สุดคือ มือถือคิดเป็น 69 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ อินเทอร์เน็ต 38 เปอร์เซ็นต์ และทีวี 31 เปอร์เซ็นต์ และยังพบอีกว่าคนไทยใช้มือถือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของเอเซีย เฉลี่ย 2.47 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่จะใช้มือถือเพื่อการรับ-ส่ง SMS โดยพบว่า ผู้ชายจะใช้มากกว่าผู้หญิงคิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ และ 68 เปอร์เซ็นต์

นายธนากร พุฒิธนะสุนทร อดีตเด็กติดเกมที่ตอนนี้ผันตัวมาทำหนังสั้นที่ตัวเองรัก บอกว่า ติดเกมออนไลน์มาตั้งแต่เด็ก หลังจบการศึกษาปริญญาตรี ก็ยังเล่นเกมอย่างต่อเนื่องเสียเวลาไป 1 ปีโดยไม่ได้ทำงาน วันหนึ่งๆจะเสียเวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ 8-10 ชั่วโมง ส่วนใหญ่จะนั่งเล่นที่บ้าน ทำให้ไม่ค่อนมีปัญหากับครอบครัว กระทั่งรู้สึกไม่ดีกับตัวเองจึงพยายามให้เล่นน้อยลง

แต่จุดที่ทำให้เขาเลิกสนใจเกมมาจากคำพูดให้กำลังใจของพ่อแม่ที่แนะนำเรามาตลอดให้พยายามหาจุดยืนให้กับตัวเอง ท่านพูดว่าถ้ามัวแต่เล่นเกมเราก็จะไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถในสิ่งที่รัก รองออกไปแสดงศักยภาพของเราให้คนในสังคมเห็นว่าเราทำได้ นี่เอง...จุดประกายให้คิดใหม่ทำใหม่ ซึ่งต่อมาจึงได้ร่วมกับเพื่อน 3 คน เขียนสคลิปหนังสั้น 5 นาทีส่งเข้าประมูลที่สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กระทั่งสามารถชนะการประกวดราคาในปี 2551 แต่หนังเพิ่งถูกนำออกมาเผยแพร่ในปี 2552 หนังสั้นที่ผลิตขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเด็กติดเกม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข

"วันนี้ผมถือว่าได้ผ่านวิกฤติชีวิตในช่วงเป็นวัยรุ่นติดเกมมาแล้ว เมื่อหันกลับไปมองในอดีต หากผมไม่มีพ่อแม่คอยพูดให้กำลังใจ ประคับประคอง ชีวิตคงไม่ได้มาถึงตรงนี้"นายธนากร กล่าว

แพทย์หญิงณัฎฐินี ชินะจิตพันธุ์ จิตแพทย์ประจำ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ราชนครินทร์ กล่าวว่า ในสังคมไทยพ่อแม่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ดังนั้นสังคมต้องช่วยกันสร้างกิจกรรมดี เผยแพร่ความรู้เพื่อสร้างชุมชนให้แข็งแรง บ้าน โรงเรียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการหยุดปัญหา จากการสำรวจพบว่าเด็กไทยติดเกมร้อยละ 5 เป็นเด็กที่เล่นเกมติดต่อกันนานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้สมองเบลอ เพราะมกมุ่นอยู่กับเกมทั้งวัย โดยไม่ทำกิจกรรมอย่างอื่น เด็กจะมีภาวะซึมเศร้า เก็บตัว ขาดสมาธิ หรือแม้กระทั่งก่อปัญหารุนแรงขึ้น

จากการศึกษาเด็กที่ก่อเหตุรุนแรงโดยมีสาเหตุมาจากการติดเกม พบว่า เด็กขาดโอกาส ขาดพื้นที่การแสดงออก บางครั้งครอบครัวมีปัญหา พ่อแม่มักชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เป็นการผลักเด็กให้ออกจากบ้าน ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ และร้านเกมออนไลน์จึงเป็นทางออกสุดท้ายที่ให้เขาได้ระบาย เนื่องจากปัจจุบันมีร้านเกมมากมายเปิดแข่งกันทำให้ราคาค่าชั่วโมงถูกลงด้วย ประกอบกับคอมพิวเตอร์เป็นสื่อที่มีราคาถูกลงเด็กก็เข้าถึงง่ายขึ้น ดังนั้นอาจพูดได้ว่าเกมเป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของสังคมในเบื้องต้นเท่านั้น

"พ่อแม่เป็นบุคคลสำคัญต่อการสร้างระเบียบวินัยให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก ต้องรู้จักสื่อสารต่อรองกับลูก สอนให้รู้จักการแบ่งเวลา การอดทน การรอคอย ควรให้คำแนะนำและใกล้ชิด พูดจาลักษณะความเข้าใจมากกว่าจะดุด่า"แพทย์หญิงณัฎฐินี กล่าว

ขณะที่ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง และน่าเป็นห่วงสำหรับวัยรุ่นไทย เพราะเด็กจะมีเวลาว่างมากหลังจากที่ได้ตรากตรำกับการเรียนมานาน จึงต้องการที่จะผ่อนคลาย และต้องการความเป็นอิสระ โอกาสที่เด็กจะขลุกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อแชตหาเพื่อนคุย หรือเล่นเกมออนไลน์ จึงมีความเป็นไปได้สูง ทั้ง2ประเด็นนี้ อาจกลายเป็นภัยสังคมที่แฝงมากับโลกออนไลน์ และสร้างปัญหาใหญ่ให้กับวัยรุ่นได้ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่ไม่มีกิจกรรมทำ อยู่บ้านคนเดียวหรืออยู่กับเด็ก ๆ ด้วยกัน ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลรวมทั้งเด็กที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์

จากการสอบถามข้อมูล และพฤติกรรมเกี่ยวกับการสนทนาออนไลน์ในกลุ่มวัยรุ่น พบว่า วัยรุ่นทั้งหญิง และชายมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เคยนัดพบกับคนแปลกหน้า และเคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รู้จักผ่านการแชตทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงไทยที่นิยมแชตหาเพื่อนคุยทางอินเทอร์เน็ต จะมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการถูกล่อลวงไปข่มขืน หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย

ส่วนการเล่นเกมออนไลน์นั้น ถ้าเด็กเล่นเกมเกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน จะส่งผลทำให้ติดเกมได้ ซึ่งผลลบที่ตามมาจากปัญหาการติดเกมนั้น ปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยทั้งปัญหาเด็กหายออกจากบ้าน ปัญหาการก่ออาชญากรรม การจี้ปล้น ลัก-ขโมย การขายบริการทางเพศ สิ่งเสพติด เพราะปัญหาการติดเกม ถือว่า เป็นไวรัสความรุนแรงชนิดหนึ่งที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นพ.ชาตรี กล่าวอีกว่า ภัยอันตราย และปัญหาต่างๆ จากโลกออนไลน์ ที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในช่วงปิดเทอมนี้พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนล้วนมีส่วนร่วมป้องกันได้ ถ้ารู้จักที่จะปรับจูนเข้าหากันโดยผู้ปกครองควรใส่ใจ และจัดสรรเวลาดูแลลูก เช่น การใช้เวลาทำกิจกรรมกับลูกตามความสมัครใจของลูก ให้ความสำคัญกับลูกด้วยการพูดคุยกัน และรับฟังความคิดเห็นของลูก หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ลูกชอบ การที่พ่อแม่ได้ใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงหลังเลิกงานพูดคุยสารทุกข์สุขดิบกับลูก หรือร่วมเล่นเกมกับลูก ให้คำแนะนำถึงเกมที่เหมาะสม หรือดูทีวีร่วมกันก็จะสามารถใช้เวลาระหว่างดูทีวีพูดคุยกันได้

ถ้าเป็นวันหยุดก็อาจพาไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง เช่น การไปทัศนศึกษา ไปเลือกซื้อของที่ลูกชอบ หรือพาไปทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ นอกจากลูกจะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้วจะทำให้เขามีความภูมิใจในตัวเองที่ได้ช่วยเหลือสังคม การอบรมเลี้ยงดูให้ความรักและเอาใจใส่ และสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัวถือเป็นการเติมวัคซีนใจที่ช่วยให้ลูกมีพลังสุขภาพจิตเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญในการป้องกันปัญหาที่ดีที่สุด การปลูกฝังความคิดที่ดีจากพ่อแม่ผู้ปกครองจะทำให้เด็กสามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกต้องได้ พร้อมๆไปกับการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการสื่อสารในครอบครัวให้เบาบางลงได้ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้ลูกเติบโตเป็นคนที่มีความสนใจใฝ่เรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองและเป็นคนที่มีคุณภาพของครอบครัวและสังคม

การแก้ปัญหาเรื่องเด็กติดเกมคงไม่ใช่เรื่องเฉพาะครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องระดับประเทศที่ต้องเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลเด็กและเยาวชนด้วยความเข้าใจ เพราะวันนี้ปัญหาเด็กติดเกมไม่ได้เป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่แม้จะมีกฎหมายออกมาควบคุม ป้องกัน แต่หากเครือข่ายผู้ปกครองหรือโรงเรียนไม่เข้มแข็งก็จะไม่สามารถใช้เป็นกำแพงป้องกันเด็กและเยาวชนได้

ที่มา: ชำนาญ ไชยศร (หนังสือพิมพ์แนวหน้า) วันที่ 28/10/2009

*****************

 
   
   
 
Copyright @ 2006 Ministy of Education, THAILAND
พัฒนาระบบและนำเสนอข้อมูลโดย ประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
โทร.628-5620, 281-6013, 628-6179 Fax. 628-5620
นำเสนอข้อมูล:นส.จิราวรรณ พิเศษสกลกิจ
ผู้ดูแลระบบ :
นายวรชาติ วัฒนอมร
อำนวยการโดย:นายนายพงศ์ธร พนมสิงห์ หัวหน้ากลุ่มสารนิเทศ