บทความ
วัดแววความสามารถ ช่องทางเสริมไอคิว-อีคิว
"เด็กทุกคนเกิดมามีศักยภาพในการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ
ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การเรียนรู้และศักยภาพภายในที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเรื่อง
และเด็ก 1 ในหมื่นคนของแต่ละสาขาต้องเป็นอัจฉริยบุคคลได้ ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องสอนจากสิ่งที่เขาเก่ง
ค้นพบจุดเด่นว่าเด็กเก่งจริง ส่วนโรงเรียนต้องมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กให้สอดคล้องกับศักยภาพของเขาให้มากที่สุด"
เป็นคำพูดของ ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์
อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
(มศว) ผู้กล่าวได้ว่าเป็นนักวิชาการด้านเด็กอัจริยะที่มีชื่อคนหนึ่งของประเทศไทย
ปัจจุบันเป็นประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มศว ศูนย์แห่งนี้ จะทำการวัดแววความสามารถของเด็ก
เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมความรู้ความสามารถของเด็กได้ตามศักยภาพที่แท้จริง
ความสามารถของมนุษย์นั้น ผศ.ดร.อุษณีย์ บอกว่าจัดได้ 10 กลุ่ม คือ กลุ่มภาษา
กลุ่มคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหว ดนตรี ศิลปะ สังคม อารมณ์ การช่างและอิเล็กทรอนิกส์
และญาณปัญญา โดยทั่วไปเด็กอัจฉริยะนั้นจะต้องแสดงความโดดเด่นออกมาอย่างน้อย
1 ด้าน ซึ่งบางคนอาจจะมีความโดดเด่นเพียงด้านเดียวหรือหลายด้านก็ได้
การวัดแววความสามารถของเด็กนั้น
จะนำไปสู่การส่งเสริมการเรียนการสอนตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพราะหากลูกมีแววอีกด้านหนึ่ง
แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องการให้ลูกเป็นอีกอย่างหนึ่ง จะเป็นการทำร้ายลูกไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้
วิธีการวัดแววความสามารถเด็กก็ไม่ได้ยุ่งยาก แค่เพียง พ่อ แม่ ผู้ปกครอง
พาเด็กมาที่ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก เจ้าหน้าที่จะให้เด็กเล่นตามความสนใจในมุมต่างๆ
เช่น มุมวิทยาศาสตร์ มุมคณิตศาสตร์ มุมสังคมศึกษา มุมภาษา มุมดนตรี มุมอารมณ์และสังคม
ฯลฯ โดยทุกมุมได้ออกแบบสื่อและกิจกรรมที่ใช้ทฤษฎีหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการพัฒนาความคิดระดับสูง
ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาเพื่อกระตุ้นให้เด็กแสดงพฤติกรรมและความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายในให้ออกมาปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติ
โดยไม่มีการสอบที่ถือเป็นการรีดเค้นทักษะศักยภาพ และไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริง
แต่ละมุมจะมีเกม จิ๊กซอว์
ของเล่น เช่น กล้องจุลทรรศน์ โน้ตบุ๊ค สัตว์ ผลไม้ รวมถึงภาพโปสเตอร์ แผนที่
หนังสือที่มีภาพประกอบ ฯลฯ เพื่อสังเกตถึงแววความถนัดและภาวะอารมณ์และสังคมของเด็กรวมถึงข้อมูลจากแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปกครองเพื่อทดสอบระดับสติปัญญา
(ไอคิว) ที่สำคัญศูนย์ดังกล่าวไม่ได้เน้นตรวจสอบไอคิวอย่างเดียว แต่เน้นตรวจสอบเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
และสิ่งที่เด็กแสดงออกในศูนย์ เด็กแต่ละคน จะเข้ามาทำกิจกรรมในศูนย์ประมาณ
12 ครั้ง ตามความสะดวกของผู้ปกครอง ซึ่งศูนย์จะมีชุดแบบสำรวจแววอัจฉริยะจำนวน
3 เล่ม ได้แก่ 1.รู้จักและเข้าใจอัจฉริยะจิ๋ว 2.สำรวจแววลูกน้อย และ 3.แบบสำรวจแววอัจฉริยะ
พร้อมซีดี และเอกสารวัดแววความสามารถเด็กทั้ง 9 แวว ให้ด้วย
เมื่อทำกิจกรรมครบ 12 ครั้ง
จะมีคณะกรรมการ ประกอบด้วย แพทย์ นักจิตวิทยา นักการศึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา
และนักวิชาการประจำศูนย์ รวมทั้งนักวิชาการสาขาที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันประเมินผลความถนัดและภาวะอารมณ์
สังคม ความคิด ความถนัดพิเศษและจิตใจของเด็ก หากพบผู้ที่มีความสามารถพิเศษด้านต่างๆ
จะบอกให้ผู้ปกครองทราบ เพื่อจะได้ส่งเสริมให้ถูกทางต่อไป และให้ความรู้พ่อแม่เกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความถนัดของเด็ก
รวมถึงการพัฒนาทางอารมณ์ สังคมและจิตใจในกรณีของเด็กปกติด้วย
โดยจะมีการเชิญผู้ปกครองมาพูดคุยเพื่อแนะนำการพัฒนาลูกเป็นรายๆ ไป ขั้นตอนนี้ถือว่ามีความสำคัญที่สุด
เพราะว่าผู้ปกครองอาจจะไม่เข้าใจลูก บางคนมีความคาดหวังกับลูกสูง บางคนเลี้ยงดูลูกมาผิดๆ
การเปลี่ยนความคิด วิธีการต่างๆ จึงเป็นเรื่องยาก เราต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบจิตใจของผู้ปกครอง
แต่ในขณะเดียวกันต้องหาทางให้พ่อแม่พัฒนาลูกให้ถูกทางด้วย
"เวลาที่เด็กแต่ละคนทำกิจกรรม ในศูนย์จะเล่นโดยอิสระ โดยมีผู้ปกครองรอด้านนอก
และมีแบบสอบถามให้ผู้ปกครองกรอกด้วย โดยขอความร่วมมือว่าต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
และจะรับเด็กไม่มาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างละเอียด โดยหนึ่งคนต้องดูแลเด็กประมาณ
5 คน ถ้ามากกว่านี้อาจจะเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้" ผศ.อุษณีย์ กล่าว
เคล็ดลับง่ายๆ
ที่จะสร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะ 1.ต้องไม่ตั้งใจให้ลูกเป็นอัจฉริยะ 2.ต้องดูว่าลูกทำอะไรได้ดีที่สุดพ่อแม่ต้องรีบสนับสนุนทันที
3.อย่าบังคับขู่เข็ญว่าลูกต้องเป็นตามที่พ่อแม่ต้องการ
4.ให้ลูกได้มีโอกาสเจอกับคนอื่น โดยเฉพาะคนเก่งๆ เพื่อให้ช่วยกระตุ้นศักยภาพออกมา
5.พ่อแม่ต้องทุ่มเวลาและความเข้าใจในการเลี้ยงดู เพราะอัจฉริยภาพนั้นเริ่มจากความรัก
ให้ลูกทำในสิ่งที่รักแล้วจะเป็นอัจฉริยะได้อย่างมีความสุข 6.พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกทำงานทุกชิ้นให้สำเร็จ
ฝึกให้เป็นคนทำงานหนัก เพราะในโลกนี้ไม่มีอัจฉริยะคนใดขี้เกียจเลย และ
7.พ่อแม่ที่ให้ลูกเรียนเก่งอย่างเดียว ท้ายที่สุดจะพบความล้มเหลวในการทำงานในอนาคต
จึงอยากให้พ่อแม่ฝึกให้ลูกรับผิดชอบกับตนเองรอบด้าน ไม่ใช่เรื่องเรียนอย่างเดียว
ขณะเดียวกันโรงเรียนต้องมีส่วนในการพัฒนาแววเด็ก
หัวใจสำคัญคือต้องสร้างโอกาสให้เด็กแสดงออกที่หลากหลาย เช่น การตั้งชมรมให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมมากๆ
เช่น ชมรมถ่ายรูป สร้างเวบไซต์ ฯลฯ 2.เปลี่ยนวิธีสอน จากบรรยายมาเป็นกิจกรรมที่หลากหลาย
ภัทรียา (สงวนนามสกุล) คือแม่ที่นำลูกชายอายุ 7 ขวบมาวัดแววความสามารถ
เล่าว่า ครั้งแรกคิดว่าลูกเป็นอัจริยะทางคณิตศาสตร์ พอมาวัดแววปรากฏว่าลูกชอบศิลปะเขียนรูปสวยมาก
และเกลียดคณิตศาสตร์ที่สุด แต่ที่ทำคะแนนได้ดี และแข่งได้เหรียญทอง เพราะรักพ่อแม่
ไม่อยากให้เสียใจ เมื่อรู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกแล้ว ปัจจุบันเธอจึงให้ลูกเรียนด้านศิลปะควบคู่คณิตศาสตร์
ปรากฏว่าลูกทำได้ดีทั้งสองอย่าง ทำให้ได้ข้อคิดว่าหากมุ่งเน้นคณิตศาสตร์อย่างเดียวอาจจะเป็นการทำร้ายลูกไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
การพาลูกไปวัดแววไม่ได้หมายความว่าลูกของคุณจะเป็นอัจฉริยะ
แต่อย่างน้อยจะทำให้ได้รู้ว่าลูกของคุณมีแววความสามารถด้านไหน จะส่งเสริมอย่างไรให้ถูกทาง
พ่อ แม่ ผู้ปกครองที่สนใจพาลูกอายุ 3-15 ปีไปวัดแววความสามารถ ติดต่อไปได้ที่ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก
มศว เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-19.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา
09.00-17.00 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 7,500 บาท สอบถามได้ที่โทร.0-2644-1000
ต่อ 5632, 0-2260-2601, 0-2259-6173 ทั้งนี้ ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก
มศว จะเปิดเป็นทางการในเดือนมกราคม 2550
คมชัดลึก