"จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 เน้นให้เด็กไทยเป็น คนเก่ง
ดี มีสุข และภูมิใจในความเป็นไทย ที่วิทยาลัยชุมชนพังงา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2552 พร้อมแนะแนวปฏิบัติตามนโยบาย 3 D

 

เรื่องดี เป็นนโยบายชัดเจนที่ผมได้ประกาศในเรื่อง 3 D เราต้องการสร้างเด็กที่จบการศึกษาทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับประถมศึกษา
มัธยมศึกษา อุดมศึกษา อาชีวะ หรือ กศน. เด็กที่จบออกมาอย่างน้อยต้องมี 3 D ดีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดี ไทย และ D
อังกฤษด้วย

คำว่าดีภาษาไทยก็คือ 1.เราต้องการให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย    2.คือ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม
มีผิดชอบชั่วดี เด็กที่จบออกมา ถ้ารู้ผิดชอบ ชั่วดี มีหิริโอตตัปปะ ผมคิดว่าครบถ้วนทุกอย่างจะรู้อะไรควรทำไม่ควรทำ
ทุจริตเป็นอย่างไร   3.ต้องห่างไกลยาเสพติด อันนี้คือโครงการสามดี ภาษาไทย

ส่วนD ภาษาอังกฤษก็คือ 1.Democracy คือประชาธิปไตย 2.Decency คือคุณธรรม จริยธรรม รู้ผิดชอบ ชั่วดี และ
3.Drug คือยาเสพติด

ในเรื่องประชาธิปไตยสิ่งที่ต้องการเห็นก็คือ ประการแรก เด็กที่จบการศึกษามาทุกคนจะต้องเชื่อมั่นสถาบันในการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 2.ต้องรังเกียจการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

"อันนี้ไม่ได้ทำเพื่อนักการเมือง แต่เพราะโรคร้ายของระบบประชาธิปไตย คือการซื้อสิทธิ์ขายเสียง นำมาซึ่งการทุจริตคอรัปชั่น
ของการถอนทุนคืน เพราะลงทุนซื้อเสียงไปเยอะ ในที่สุดก็สร้างปัญหาให้ระบอบประชาธิปไตย และเป็นปัญหาบ้านเมือง
แตกแยกกัน จนถึงทุกวันนี้ ต้นเหตุหนึ่งก็คือการทุจริต"

เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาของความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ์ยทรงเป็นประมุข เราต้อง
ปลุกจิตสำนึก ให้เด็กรังเกียจต่อการซื้อสิทธิขายเสียงขณะนี้ทำคู่มือซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หมายความว่าทุกโรงเรียน
ทุกระดับต้องมีการเรียนการสอนและจัดกิจกรรม

ส่วนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ก็ต้องมีการจัดโครงการกิจกรรม มีตัวชี้วัดชัดเจนต่อไป เด็กมีความดีงามเพิ่มขึ้นวัดด้วยอะไร
ตอนนี้มอบหมายไปแล้ว จะมีการประชุมเรื่องนี้อีกรอบ จะต้องมีเกณฑ์ว่าวัดจากอะไร ตัวชี้วัดประกอบด้วยอะไร
ซึ่งตรงนี้ให้นักวิชาการเข้าไปดูแล ทุกโรงเรียน ทุกสถาบันการศึกษาต้องมีการจัดกิจกรรมในเรื่องนี้

ในเรื่องยาเสพติด อันนี้ทุกโรงเรียน ทุกสถานศึกษาต้องถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญอันหนึ่ง จะต้องดำเนินการทั้งมาตรการป้องกัน
ป้องปราม ปราบปราม ถ้าพบว่าเด็กนักเรียน นักศึกษาเป็นผู้ค้าเสียเอง แต่ถ้าติดก็ต้องนำไปบำบัดรักษา ซึ่งอันนี้ต้องสอดคล้อง
กับนโยบายรัฐบาล 5 รั้วป้องกัน คือ รั้วสังคมรั้วครอบครัว รั้วชุมชน รั้วโรงเรียน รั้วชายแดน

สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องรับมาทำทั้งหมดต้องทำทั้งนักเรียน และ ครู ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนที่ต้องทำ "ส่วนความภาคภูมิใจ
ในความเป็นไทยคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริอยากให้เรียนประวัติศาสตร์ อยากให้มี
ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผมน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งสนองพระราชปณิธานนำมาเป็นนโยบายขณะนี้เป็นรูปธรรม
ชัดเจนแล้ว"

นั่นคือโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องมีชั่วโมงประวัติศาสตร์ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แยกออกมาเฉพาะ ถ้าเราไม่เรียน
ประวัติศาสตร์ เราจะรู้ที่มาของเราได้อย่างไร และเราจะภาคภูมิใจในความเป็นชาติของเราได้อย่างไร

ตรงนี้จึงเป็นคำตอบที่เราต้องสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยซึ่งที่ผ่านมาทำไมมันหายไป อาจจะเป็นเรื่องของการ
จัดหลักสูตร ความจริงก็มีอยู่  แต่มันไปซ่อนอยู่ในหมวดต่างๆ ตอนนี้ต้องดึงออกมาเป็นประวัติศาสตร์จริงๆ และจะมีการดำเนินการในกิจกรรมให้สอดคล้องกันกับเรื่องอื่น   อีกหลายเรื่อง เราต้องสร้างให้คนไทยเป็นชาตินิยม
"ชาตินิยมสร้างสรรค์ไม่ใช่ชาตินิยมในการทำลายแบบหัวปักหัวปำ"

ในส่วนของผมผมก็ได้ขอให้ สพฐ.ประสานงานกับหน่วยความมั่นคง และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บ.ต.)
และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในพื้นที่ รวมทั้งในส่วนของสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ให้มีการหารือร่วมกัน
เพื่อไปดูว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องไปปรับแผนเพิ่มเติมหรือไม่ ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยให้แก่ครูที่นั่น
รวมทั้งให้เข้าไปดูลึกลงไปในเรื่องของการประสานงาน และการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เมื่อมีการจัดแผนเรียบร้อย
มีการจัดกำลังพลเรียบร้อย ฝ่ายรักษาความปลอดภัยใดรับผิดชอบโรงเรียนไหน อย่างไร การประสานงานในความเป็นจริง
ต้องประสานกันอย่างไร ใครประสานกับใคร

ในส่วนของโรงเรียนถ้าเป็นโรงเรียนนี้จะต้องประสานกับผู้ที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยชื่ออะไร ให้ลึกลงไปในทางปฏิบัติ
แต่เข้าใจว่าในพื้นที่ทุกฝ่ายก็ตื่นตัวและมีมาตรการในการป้องกันอยู่แล้ว

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องขวัญกำลังใจครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เรื่องขวัญกำลังใจ เรื่องสวัสดิการนี่ เพิ่มเติมขึ้นไปให้มาก
ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล สำนักนายกรัฐมนตรี สมมติว่าครูที่นั่นเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่
ก็จะมีเงินสวัสดิการช่วยเหลือ รวมกันเกือบ 2 ล้านบาท และหากมีลูกเรียนยังไม่จบปริญญาตรี ก็จะส่งเสียให้เรียนจบปริญญาตรี
นี่คือสวัสดิการอย่างน้อยที่สุดที่จัดให้

"มีการบรรจุทดแทนครูเกษียณได้ หมายความว่า ถ้าเกษียณ 100 คน ก็จะให้บรรจุ 50 คน สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่
จากเดิมเราให้แค่ 25 ตอนนี้ก็เพิ่มให้เป็น 50 รวมทั้งในเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องที่ได้ดำเนินการเตรียมการไว้ให้"
จุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

โดย :   คมชัดลึก