ขณะนี้มี 191 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม
ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่ |
|
Recent Hits:
Yearly Hits:
| • 2005: |
37 | | • 2006: |
2,211,011 | | • 2007: |
1,040,079 | | • 2008: |
8,187,550 | | • 2009: |
2,966,305 | | • 2010: |
1,717,372 | | • 2011: |
2,040,903 | | • 2012: |
4,654,615 | | • 2013: |
1,061,264 | | • Total: |
23,879,201 |
Average Hits:
| • Hourly: | 229 |
| • Daily: |
5,500 |
| • Monthly: |
167,289 |
| • Yearly: |
2,007,448 |
|
|
|
Forum EMISC :: ดูกระทู้ - คุรุสภา : สภาเพื่อครูจริงหรือ?
| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
bumrung มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 07/02/2006 ตอบ: 1476
|
ตอบ: 19/01/2010 9:22 am ชื่อกระทู้: คุรุสภา : สภาเพื่อครูจริงหรือ? |
|
|
ตามเจตนาการปฏิรูปการศึกษาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 คือ การพัฒนาวิชาชีพครูและกฎหมายการศึกษาก็เน้นหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงโดยให้ตั้งคุรุสภาทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพด้วย จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มีผลให้มีคุรุสภามาทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาต ควบคุมความประพฤติครู พัฒนา ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพ ครอบคลุมถึงการรับรองปริญญาของผู้ที่จะมาประกอบวิชาชีพครูนอกจากนี้ยังมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นอีกคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทำหน้าที่ด้านสวัสดิการ ชพค. ชพส. และองค์การค้าของคุรุสภาเดิม
คุรุสภาจะมีโครงสร้างสำคัญ 3 องค์ประกอบ ซึ่งยังถกเถียงบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอยู่ขณะนี้ ได้แก่คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
คณะกรรมการคุรุสภา คณะผู้เสนอกฎหมายได้ออกแบบองค์ประกอบว่าให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานแทนรัฐมนตรีเพื่อให้ปราศจากการเมือง มีกรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ 7 คนคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ 4 คน กรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพ 19 คน รวม 39 คน มีเลขาธิการคุรุสภาเป็นเพียงเลขานุการ ส่วนคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีหน้าที่นำกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ไปดำเนินการ มีประธานที่แต่งตั้งจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการคุรุสภา กรรมการโดยตำแหน่ง 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน กรรมการจากคณาจารย์ 2 คน ผู้ประกอบวิชาชีพ 6 คนและเลขาธิการคุรุสภาเป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งกรรมการคุรุสภาและกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ โดยมีการตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงานอีกไม่ต่ำกว่า 30 คณะ รวมแล้วจะมีจำนวนกรรมการมากกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่คุรุสภาและกรรมการคุรุสภาจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงานสารพัดไม่ต่ำกว่า 5-10 คณะ มีสำนักงานเลขาธิการคุรุสภารองรับการปฏิบัติงานทั้งหมดโดยมีเลขาธิการคุรุสภา และรองเลขาธิการคุรุสภาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสำนักงาน ซึ่งกรรมการมองว่าเป็นลูกจ้างของกรรมการคุรุสภา
ตามแนวคิดและเจตนาของผู้ออกแบบคุรุสภาไว้ต้องการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายตัดสินใจกฎ ข้อบังคับ กติกาต่าง ๆ และมีสัดส่วนที่เหมาะสมถ่วงดุลได้ แต่ในสภาพเป็นจริง เป็นที่ยอมรับกันว่าคุรุสภาชุดแรกเป็นไปตามเจตนารมณ์มากที่สุด เพราะมีผู้ทรงคุณวุฒิระดับศาสตราจารณ์ทางการบริหารเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับ และมีเลขาธิการรองเลขาธิการที่เป็นนักวิชาการระดับปริญญาเอกทางการบริหาร ผู้นำองค์กรครูยังให้ความเกรงใจ และสามารถผ่านข้อบังคับ กฎกติกาที่อิงหลักวิชาออกมา มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเต็มใจมาร่วมทำงานและมีความหวังกับคุรุสภาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดกลับเป็นฝ่ายผู้นำองค์กรครูที่แผ่อำนาจเข้ามาควบคุมคุรุสภา ซึ่งน่าจะเป็นเพราะการที่คุรุสภาถูกมองว่าเป็นแหล่งสร้างอำนาจ ผลประโยชน์และอิทธิพลได้อย่างมากมาย และเป็นแหล่งชุมนุมเหล่าครูที่ต้องการต่อรอง เรียกร้องประโยชน์จากรัฐบาล จนรัฐบาลบางยุคมองว่าเป็นหอกข้างแคร่มาแล้ว
ที่ผ่านมาผู้นำองค์กรครูแต่ละภาคจะรวมกันจัดตั้งเป็นสมาคม หรือสมาพันธ์ครูต่าง ๆ และหัวหน้าองค์กรเหล่านั้นในแต่ละภาคก็จะมาคิดกิจกรรมต่าง ๆ และตั้งข้อเรียกร้องจากรัฐบาลเรียกว่าม็อบครู ซึ่งว่ากันว่าองค์กรครูเหล่านี้มีพลังมากพอถึงขนาดที่จะกำหนดวางตัวว่าใครจะเป็นเลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการ สกสค.และรองเลขาธิการได้อีกด้วย รวมถึงการวางเครือข่ายแต่ละภาคว่าจะให้ใครเป็นกรรมการคุรุสภาในส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวน 19 คน ซึ่งตำแหน่งกรรมการคุรุสภานี้เป็นสิ่งยั่วยวนใจของใครหลาย ๆ คน ยิ่งในช่วงของการเลือกผู้แทนคุรุสภาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า กรรมการคุรุสภามีบทบาทสำคัญเพียงใด
ทำไมคนจำนวนมากถึงอยากเป็นผู้แทนคุรุสภาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ นอกจากแค่คำร่ำลือที่ได้ยินกันมานานแต่ยังหาต้นตอไม่ได้ว่าเหตุจูงใจหลักคือผลประโยชน์มหาศาลจากการขูดรีดผู้ที่ต้องการย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง สอบบรรจุ พิจารณาความดีความชอบ หรือการดำเนินการทางวินัย เรียกได้ว่าสารพัดเรื่องที่เกี่ยวกับครูและผู้บริหารโรงเรียน และอีกเหตุจูงใจหนึ่งคือจะกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ที่ครูต้องเข้าไปเคารพนบนอบ เป็นที่ยำเกรงของทั้งครูและผู้บริหาร
หากสภาพการณ์เป็นดั่งคำร่ำลือจริงเราก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมครูดี ๆ เก่ง ๆไม่มีโอกาสก้าวหน้า ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาตกต่ำสุดขีดในขณะนี้ เพราะครูไม่ได้สอนเต็มที่ ไม่ได้สอนตามที่ถนัด มีการโยกย้ายครูไม่ตรงความต้องการ การช่วยเหลือพรรคพวกที่ทำผิด การรับจ้างหรือลอกผลงานวิชาการ หรือการบรรจุสาขาที่ไม่ขาดแคลน
ขนาดเป็นแค่ผู้แทนคุรุสภาในอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯยังใหญ่โตมีบารมีได้ขนาดนี้ แล้วการเป็นกรรมการคุรุสภาซึ่งเป็นบอร์ดชุดใหญ่จะไม่ยิ่งคับฟ้ามากกว่าอีกหรือ ไม่รวมถึงผลประโยชน์แฝง 2 ประการที่พอมองเห็น คือ 1) ไม่ต้องสอนประจำก็ได้พิจารณาความชอบ ผู้บริหารก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวจะเดือดร้อน และมักจะพบว่ากรรมการคุรุสภาจะมาประจำที่คุรุสภาเหมือนเจ้าหน้าที่ประจำ เพราะคุรุสภาตั้งเป็นกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงานสารพัดคนละไม่น้อยกว่า 5-10 คณะ ทำให้ต้องมาประชุมทุกวัน ซึ่งนั่นก็คือได้รับสิทธิเบิกเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าตอบแทน ว่ากันว่าประชุมกรรมการคุรุสภาแต่ละครั้งคุรุสภาต้องใช้เงินไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท ทำให้กรรมการบางคนมีรายได้มากกว่าเงินเดือน โดยเฉพาะการเบิกค่าที่พักแบบเหมาจ่าย และการใช้สิทธิเบิกค่าเครื่องบินชั้นธุรกิจเทียบเท่าอธิบดี ทั้ง ๆ ที่อยู่โรงเรียนไม่มีสิทธิขึ้นเครื่องบินได้เลย ส่วนเรื่องที่ 2) การแปลงงบประมาณมาใช้ทำโครงการหรือกิจกรรมที่จะรักษาฐานเสียง เช่น โครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก การประชุมชี้แจงผู้แทนคุรุสภา ชมรม สมาคม รวมถึงโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศด้วย
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถึงเวลาหรือยังที่ผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติบ้านเมืองต้องเข้ามาสะสาง และคงเป็นการบ้านสำหรับนายชินวรณ์ บุณยเกียรติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ที่จะทบทวนโครงสร้างองค์กร และวางหลักเกณฑ์ที่จะป้องกันปัญหาดีกว่าที่จะตามแก้ปัญหาหรือแก้กฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างอิทธิพลและแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อช่วยให้ครูดี ๆ ที่ยังมีอีกมากได้มีโอกาสก้าวหน้าหรือแสดงความสามารถ ไม่เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าการศึกษาไทยจะก้าวหน้าและอย่าหวังว่าอาชีพครูจะได้รับการยอมรับเป็นวิชาชีพชั้นสูงเหมือนแพทย์ที่มีหมอชนบทและแพทยสภาที่เข้มแข็ง.
ทีมข่าวการศึกษา--จบ--
--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 19 ม.ค. 2553 (กรอบบ่าย)-- |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|
|
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้ คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้ คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้ คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้ คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
|
Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
|
|
|