baner-t4.gif (19886 bytes)

                                                                                                               พนม  พงษ์ไพบูลย์

              มีข้อถกเถียงกันอยู่เสมอว่าระหว่างความรู้กับคุณธรรม    อะไรสำคัญกว่ากันในโลก
ยุคสื่อสารไร้พรมแดน ข้อมูลหลั่งไหลมาได้จากทั่วทิศ มีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลที่ไร้
ประโยชน์ ข้อมูลบางอย่างก็นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ผิดๆ นำความเสื่อมเสียทางด้านศีลธรรม
และจริยธรรมมาให้   แต่คนเราก็ต้องแสวงหาความรู้   เพราะเชื่อมั่นว่าความรู้คือกุญแจไขไปสู่
ความสำเร็จ
             คนไทยให้ความสำคัญกับการเรียน เพื่อให้ได้ความรู้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าชนชาติใด ๆ จะเห็น
ได้จากการที่แย่งกันเข้าเรียนในโรงเรียนหรือในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงกันอยู่ประจำ จนยาก
ที่จะแก้ได้ ทั้งนี้คงเชื่อว่าถ้าบุตรหลานได้เรียนโรงเรียนดัง ๆ แล้วจะได้ความรู้มากกว่าโรงเรียนอื่น
คนเรียนเก่งก็ได้รับการยกย่องนับถือจากสังคม   สมัยหนึ่งถึงกับมีการจัดลำดับคนที่สอบได้คะแนน
เป็นลำดับที่เอาไว้   แต่คนเรียนเก่งหลายคนต่อมาก็ประสบความล้มเหลวในชีวิตที่เรียกว่า ความรู้
ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด
             เมื่อมีข่าวทางสื่อมวลชนว่า คนที่เรียนแพทย์กลายเป็นฆาตรกรที่โหดเหี้ยมที่สุด   คนที่
เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดคดโกงผู้อื่น   และบางคนกล่าวว่าภาวะวิกฤต
ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากนักธุรกิจการเงิน ที่ชาญฉลาดบางคนแสวงหาประโยชน์ใส่ตน
โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น บางคนหนีไปอยู่ต่างประเทศ
พร้อมความร่ำรวยส่วนตนบนความยากจนของชาติ   คนฉลาดอย่างนี้หรือที่ประเทศชาติปรารถนา คง
ไม่ใช่อย่างแน่นอน และหลายคนก็กล่าวโทษว่าเป็นเพราะการศึกษาของเราไม่ดี เน้นสร้างคนฉลาด
มากกว่าสร้างคนดี เป็นผลให้เราได้คนเก่งแต่ไม่ดี กลายเป็นคนเก่งที่เป็นพิษภัยต่อผู้อื่น
             คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษาต้องสร้างคนดี   คือทำคนให้เป็นคนดีด้วย ไม่ใช่สร้างแต่
คนเก่งอย่างเดียว   ประเทศชาติต้องการทั้งคนเก่งและคนดี ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าระหว่างคนเก่งและ
คนดีอย่างไหนควรมาก่อนกัน
             ถ้าหากให้วิเคราะห์ในระบบปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับคนเก่งมากกว่า
คนดี   เริ่มตั้งแต่แรกเข้าเรียนโรงเรียนมีชื่อเสียงยังคงใช้วิธีสอบคัดเลือกคนเข้าเรียน โดยอ้างเหตุ
ว่าต้องการคนเก่งเข้าเรียนเพื่อรักษาชื่อเสียงของโรงเรียน   แปลว่าถ้านักเรียนไม่เก่งโรงเรียนก็
ไม่มีชื่อเสียง   บางคนถึงกล่าวว่าทำให้คุณภาพของโรงเรียนลดลงไปด้วย   โรงเรียนมัธยมของรัฐ
และเอกชนจำนวนมากยังนิยมใช้วิธีสอบแข่งขันคัดเลือกคนเข้าเรียน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ให้ทุกคนต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจัดให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย  
ผมถามทุกคนเสมอว่า คนที่สอบไม่ได้ถือว่าเขาได้รับโอกาสทางการศึกษาหรือไม่   และต่อไปคง
ต้องคิดว่าการสอบแข่งขันคัดเลือกขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่  ในระดับอุดมศึกษาก็ให้ความสำคัญกับ
คนเก่ง   ดังเห็นได้จากการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยมักใช้การสอบเป็นสำคัญ   การพิจารณา
คุณสมบัติอื่น ๆ มีน้อยมาก
               เรากำลังให้ความสำคัญกับคนเก่งทางความรู้มากเกินไปหรือเปล่า   เรากำลังละเลย
ความเป็นคนดีหรือเปล่า   หรือเราคิดว่าถ้าคนเก่งแล้วก็จะเป็นคนดีได้โดยอัตโนมัติ   จึงไม่ต้องให้
ความสำคัญกับการเป็นคนดี    ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง ไม่ถูกต้อง   ดังปัญหาที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวถึง
มาแล้วข้างต้น จริง ๆ แล้วระบบการศึกษา ควรต้องให้ความสำคัญกับการสร้างคนให้เป็นคนดี
ไม่น้อยกว่าการสร้างคนเก่ง
             พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 23 กล่าวว่า การจัดการศึกษา
ทั้งการศึกษาในระบบ   การศึกษานอกระบบ   และการศึกษาตามอัธยาศัย   ต้องเน้นความสำคัญ
ทั้งความรู้  คุณธรรม   กระบวนการเรียนรู้   และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
การศึกษา…. นั่นคือทั้งความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป
             มาตรา 23 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดการศึกษา ต้องยึด
หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญ
ที่สุด…. เมื่อเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ทุกคนได้เรียนเพื่อพัฒนา
ตนเอง ไม่ใช่ตัดโอกาสเพราะสอบไม่ได้ ไม่เก่ง ไม่มีความรู้พอ
             การสร้างคุณธรรมก็คือ การสร้างให้คนเป็นคนดีนั่นเอง การสร้างให้ผู้เรียนเป็นคนดี
ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอบรมหรือคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้     หลายคน
เข้าใจผิดคิดว่าถ้าจะพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณธรรม ก็ต้องให้เรียนวิชาที่ว่าด้วยศีลธรรม จริยธรรม
ตามหลักของศาสนามาก ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่การสร้างคุณธรรมคงไม่สามารถแยกสร้าง
ได้ต่างหากจากการเรียนรู้ในเรื่องอื่น ๆ คุณธรรมความเป็นคนดี เป็นคุณลักษณะทางจิตใจที่
แสดงออกมาผ่านการประพฤติปฏิบัติ การตัดสินใจทำหรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง บนพื้นฐาน
ความเชื่อที่เป็นค่านิยมทางคุณธรรมนั้น ๆ คือพฤติกรรมของคนที่ปรากฏจะส่อแสดงให้เห็นถึง
ความคิดความเชื่อเชิงคุณธรรม       และจะบ่งบอกได้ว่าเป็นพฤติกรรมของคนดีหรือคนไม่ดี
พฤติกรรมเหล่านี้ที่สำคัญเช่น ความเป็นคนรู้จักหน้าที่ รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ความเป็น
คนซื่อสัตย์ สุจริต รู้จักเสียสละ อดทน ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น
            กระบวนการเรียนรู้สามารถพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้โดยไม่ต้องมีวิชา
คุณธรรมให้เรียนเป็นพิเศษ เพราะคุณธรรมที่พึงประสงค์สามารถสร้างให้เกิดได้ ผ่านกระบวน
การปฏิบัติงาน ทั้งงานส่วนบุคคลและการปฏิบัติงานร่วมกันเป็นกลุ่ม การเรียนรู้ที่ดีจึงควรเป็น
การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติงานต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น แสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่ง
ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ   ทดลองทำงาน   ฝึกทดลองด้วยตนเอง   ร่วมกับผู้อื่น   ศึกษาค้นคว้า และ
ทดลองปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนข้อมูล  และข้อค้นพบระหว่างผู้เรียนด้วยกันหรือระหว่างผู้เรียน
กับผู้รู้  กระบวนการเหล่านี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรมโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องสอนวิชา
คุณธรรม   เพราะการทำงานร่วมกับผู้อื่น เขาต้องเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา
ความอดทน  เสียสละ ความซื่อสัตย์  สุจริต   ต้องรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ฯลฯ  ถ้าเขาได้ทำมาก ๆ
ก็จะสานก่อเป็นเจตคติ เป็นความเชื่อ และถ้าเขาปฏิบัติอยู่เสมอก็จะเป็นความเคยชิน เป็นสำนึก
ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นอยู่เสมอ ดังนั้น ที่พระราช-บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า
การศึกษาต้องให้ความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตาม
ความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา จึงเป็นหลักการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่ง ที่จะทำให้
ผู้เรียนเกิดทั้งความรู้ และคุณธรรมไปพร้อม ๆ กัน
            มีบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 เป็นโคลงสี่สุภาพบทหนึ่งที่ผมท่องขึ้นใจมาตั้งแต่เด็ก
สามารถเอามาอธิบายความสำคัญของคุณธรรมกับความรู้ที่จะต้องมีควบคู่ไปด้วยกันได้อย่างดี
นั่นคือบทที่ว่า
         ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย
สุจริตคือเกราะบัง ศาตรพ้อง
ปัญญาประดุจดัง อาวุธ
กุมสติต่างโล่หป้อง อาจแกล้วกลางสนาม

               ขอฝากบันทึกนี้ไว้กับนักการศึกษา และเพื่อนครูทั้งหลาย อย่าได้หลงลืมใส่ใจ ให้คุณธรรม
เกิดควบคู่กันไปกับพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของผู้เรียนและอย่าลืมว่า ครูต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เรียน
ด้วย

DOWNLOAD           คลิกกลับเมนูหลักบทความวิชาการ

พนม  พงษ์ไพบูลย์
15 เมษายน 2543


Copyright @ : 2000  Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : ท่านพนม พงษ์ไพบูลย์
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนา และนำเสนอ :
น.ส.นิภา แย้มวจี /( 4 พ.ค. 2543)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล   กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th