การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชนแบบสหวิทยาเขต เป็นบทความที่ท่านรองปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ (ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์) ได้นำลงตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน
เป็นตอน ๆ เริ่มตอนแรกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2541 หัวข้อของแต่ละตอนมีดังนี้
การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชนแบบสหวิทยาเขต
การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน : สหวิทยาเขต เพื่อคุณภาพการเรียนรู้
การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน : รูปแบบสหวิทยาเขต
การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน : การรับนักเรียน
การจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาเขต

การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชนแบบสหวิทยาเขต

               คงเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่า "การศึกษาพื้นฐาน" คืออะไร แต่เพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกัน
จึงขอกล่าวย้ำไว้อีกสักครั้งหนึ่งว่า "การศึกษาพื้นฐาน" ก็คือการ ศึกษาที่จำเป็นสำหรับปวงชน เพื่อให้
เขามีความรู้ ความสามารถพอที่จะพัฒนาตนเอง ได้ต่อไปในวันข้างหน้า สามารถที่จะประกอบการงาน
อาชีพเลี้ยงตัวได้ และเป็นสมาชิก ที่ดีของสังคม การศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน
               รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กล่าวถึงการศึกษาพื้นฐานไว้ในมาตรา
43 วรรคแรกว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้น พื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ
จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย " แปลความตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญได้ว่า
(1) การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องมี อย่างน้อยสิบสองปี   (2) เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้กับทุกคน
(3) การศึกษาขั้น พื้นฐานที่รัฐจัดต้องมีคุณภาพ   และ (4) รัฐต้องไม่เก็บค่าใช้จ่ายทางการศึกษาจาก
ผู้เรียน
               โดยนโยบายการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 ระบุว่ามัธยมศึกษา
เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของปวงชน ดังนั้น การศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงย่อมหมายถึงการศึกษาชั้นประถม
ศึกษา และมัธยมศึกษา ซึ่งรวมกันเป็น 12 ปี เป็นอย่างน้อย หรือกล่าวได้ว่า ประถมศึกษา และมัธยม
ศึกษา เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่รัฐจะต้องรับผิดชอบให้ทุกคนได้เรียนอย่างทั่วถึง ต้องจัดให้มีคุณภาพ
และต้องจัด แบบไม่เก็บค่าใช้จ่าย นั่นเอง ตามบทเฉพาะกาลแห่งรัฐธรรมนูญฯ รัฐจะต้องดำเนินการ
ให้บรรลุผลภายในเวลา 5 ปี จากนี้เอง คือความคิดที่มาของการศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชนในรูปแบบ
สหวิทยาเขตซึ่งคือการพยายามเพื่อจัดรูปแบบการศึกษาใหม่เพื่อสนองเจตนารมณ์ ตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ในเรื่องของการศึกษาพื้นฐาน คือ
               1. ให้ทุกคนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
               2. ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียง หรือทัดเทียมกัน
               3. เป็นบริการการศึกษาที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน
               4. เนื่องจากรัฐมีทรัพยากรจำกัด รัฐจึงต้องคำนึงประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการจัดด้วย

               ในสภาวะปัจจุบันระบบการศึกษาพื้นฐานของไทย ยังมีปัญหาอยู่หลายประการซึ่งถ้าไม่หาทาง
ปรับปรุงแก้ไขก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในอีก 5 ปี ข้างหน้า คือ พ.ศ. 2545 ได้ ปัญหา
ที่สำคัญ คือ
               1. การศึกษาแต่ละระดับมีผู้รับผิดชอบหลายฝ่าย เช่น ระดับประถมศึกษา มีสำนักงานคณะ
กรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เทศบาล (ในเขตเทศบาล) กรุงเทพมหานคร ตำรวจตระเวนชายแดน
โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เอกชนองค์กรการกุศล ฯลฯ แม้ระดับมัธยมศึกษาก็มีหน่วยงาน
รับผิดชอบที่ หลากหลายเช่นกัน หน่วยงานเหล่านี้บางครั้งก็รับผิดชอบในพื้นที่เดียวกัน เช่น ใน เมืองใหญ่
มีความซับซ้อนเป็นอันมากทำให้ระบบการศึกษาขาดประสิทธิภาพ และมี ปัญหาการจัดบริการที่ไม่ทั่วถึง
พอ ๆ กับการบริการที่ซ้ำซ้อน
               2. ขาดการเชื่อมโยงในการศึกษาแต่ละระดับ เช่น ระดับประถมศึกษากับระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น   มัธยมศึกษาตอนต้นกับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ มัธยมศึกษาตอนปลายกับอุดมศึกษา แม้ว่า
ประถมศึกษากับมัธยมศึกษา เป็นการศึกษา ขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคนแต่ก็ยังมีการคัดสรรคน ทำให้บางคน
ขาดโอกาสได้รับการศึกษา ขาดระบบส่งทอดนักเรียนระหว่างระดับ ขาดการร่วมมือระหว่างระดับ แม้จะอยู่
ใน หน่วยงานสังกัดเดียวกันก็ตาม
               3. ขาดระบบวางแผนเพื่อจัดบริการให้ทุกคนได้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพและขาดระบบการ
ร่วมมือแลกเปลี่ยนทรัพยากร ที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีปัญหาการ เลือกที่เรียนเป็นประจำทุกปี มีปัญหา
ครูขาด และปัญหาครูเกินไปพร้อม ๆ กัน มี ปัญหาคุณภาพของโรงเรียนที่แตกต่างกันมาก แม้อยู่ใกล้ชิด
กันก็ตาม
              4. ขาดการมีส่วนร่วมของปวงชน โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนรอบ ๆ โรงเรียน ทำให้เกิด
ความรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ในเวลาเดียวกันก็มีบาง กลุ่มคนแสวงประโยชน์ แสดงความ
เป็นเจ้าของ ทำให้เกิดกลุ่มอิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้คนบางคนได้รับสิทธิพิเศษในโรงเรียน เกิด
ปัญหาอามิส สินจ้าง รางวัลตามมามาก มาย เป็นผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการศึกษา
              สหวิทยาเขต คือรูปแบบใหม่ของการจัดการศึกษา เพื่อมุ่งนำมาแก้ปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
โดยมุ่งหวังที่จะให้เกิดความเชื่อมโยงของการศึกษาในระดับและประเภทต่างๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และการศึกษาอื่น ๆ เพื่อให้บริการการศึกษาสนองตอบ ต่อความต้องการได้อย่างกว้างขวางทั่งถึง และ
เป็นธรรม และที่สำคัญเพื่อยกระดับให้การ ศึกษาทั้งระบบที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน
               การศึกษาระดับเดียวกัน แม้จะต่างสังกัดก็ตาม จำเป็นต้องมีระบบบริหาร เพื่อประสานการใช้
ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียน เช่น การใช้อาคาร สถานที่ ครู บุคลากร สื่อการสอน และการจัดการ
เรียนการสอนร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อประกันโอกาสทางการศึกษาที่ทัดเทียมกัน และแก้ปัญหาการมีทรัพยากร
ไม่พอเพียง
               เชื่อว่าถ้าจัดระบบให้ดี ประเทศไทยจะมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ
เพียงพอที่จะบริการให้ทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีอย่างแน่นอน แต่ระบบที่กล่าวถึงจะมีหน้าตา
รายละเอียดอย่างไร คงจะต้องให้หลาย ๆ คนมาช่วย กันคิดถ้าได้คำแนะนำที่กว้างขวางหลากหลายก็คง
จะทำให้ได้รูปแบบที่ดียิ่งขึ้น
           ความคิดหลัก เรื่อง รูปแบบเป็นอย่างไรจะขอกล่าวในโอกาสต่อไป

                                                                                                          ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์
                                                                                                                    รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                                                                                                  4 มิถุนายน 2541

หมายเหตุ " ลงหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 13 มิถุนายน 2541 "


การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน : สหวิทยาเขต เพื่อคุณภาพ
การเรียนรู้

               ดังได้กล่าวถึงในตอนที่ 1 ว่า เป็นความจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จักต้อง
แสวงหาวิธี เพื่อจัดบริการให้ " ทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัด
ให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย " ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความกระจัดกระจาย และ
ความแตกต่างของทรัพยากรที่มีอยู่ และที่ คาดว่าจะหามาเพิ่มเติมเพื่อการศึกษา ได้นั้น หลายคน
เห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และ บางคนก็ถึงกับคิดหลีกเลี่ยงการจัดการศึกษา 12 ปี ที่ควรจะถึง
มัธยมศึกษาบริบูรณ์ ให้มาเหลือเพียงมัธยมศึกษาตอนต้น โดยผนวกอนุบาล 3 ปี เข้าไปในระบบ
การศึกษา พื้นฐาน ให้รวมเป็น 12 ปี เรื่องนี้คงจะต้องกล่าวถึงกันอีกต่อไปในโอกาสหน้า ผู้เขียน
มีความเชื่อว่าการจัดการศึกษาพื้นฐานให้ทุกคนได้เรียนสิบสองปี โดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายและให้มี
คุณภาพด้วย เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีร่วมแรงร่วมใจกันจัด การศึกษา
               ความเชื่อของนักการศึกษา คือ "การศึกษาเพื่อคนทุกคนและคนทุกคนมีหน้าที่เพื่อการ
ศึกษา (Education for All and All for Education) การจัดการศึกษา พื้นฐานจึงจำเป็นต้องให้
ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมด้วย คำว่าทุกฝ่ายในที่นี้หมายถึง คนทุกคน องค์กรทุกองค์กรทั้งของรัฐและ
ของเอกชน หน่วยงานต่าง ๆ มูลนิธิต่าง ๆ หน่วย ราชการต่าง ๆ ฯลฯ ต่างร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน แลก เปลี่ยน และใช้ทรัพยากรร่วมกัน การศึกษาก็จะเข้าถึงคน
ทุกคนอย่างแท้จริง
           "สหวิทยาเขต" ก็คือความคิดที่จะประสานทุกฝ่ายให้มาร่วมแรง ร่วมใจกันจัดการศึกษา
มิใช่แยกกันจัด แยกกันรับผิดชอบอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาใน
รูปแบบที่มีอยู่ปัจจุบันคือโรงเรียน หรือสถานศึกษา ต่าง ๆ ถ้าคิดว่าทุกจุดทุกแหล่งเพื่อการเรียนรู้
คือ "วิทยาเขต" หรือเขตของการเรียนรู้ การประสาน รวมวิทยาเขตเข้าด้วยกันก็คือการสร้าง
"สหวิทยาเขต" หรือเขตการเรียนรู้ หลาย ๆ แหล่งที่ร่วมมือกันอย่างเป็นเครือข่ายนั่นเอง
               การจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขตมิใช่เป็นของใหม่แต่ประการใด มีการใช้กันมานาน
ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ที่ใช้มากมีรูปแบบชัดเจนเห็นจะเป็น ในระดับอุดมศึกษา
เช่น มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตหลาย ๆ แห่งร่วมกันจัด ในกระทรวง ศึกษาธิการมีรูปแบบของสถาบัน
เทคโนโลยีราชมงคลที่มี "วิทยาเขต" หรือหน่วยจัดการศึกษากระจัดกระจายอยู่มากมายถึง 35 แห่ง
ทั่วประเทศไทย สถาบันราชภัฏก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีสถาบันถึง 36 แห่ง รวมอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน
               ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีรูปแบบของ "กลุ่มโรงเรียน" คือ การรวมตัวของสถานศึกษา
ประเภทเดียวกัน เป็น "กลุ่ม" เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมบางประการ ส่วนใหญ่เป็น กิจกรรมทางวิชาการ
และการกีฬา   ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ดีและถือปฏิบัติกัน มาเป็นเวลาช้านาน แต่การรวมแบบกลุ่มโรงเรียน
มีปัญหาข้อจำกัดอยู่หลายประการ ที่ สำคัญคือมิใช่การรวมตัวกันเพื่อ "จัดการศึกษา" ให้บรรลุผลตาม
เจตนารมณ์ คือ ให้ทุกคนได้เรียน ได้เรียนอย่างสะดวก เป็นธรรม และมีคุณภาพ
                การรวมตัวกันแบบสหวิทยาเขต   จึงต้องเป็นการรวมตัวที่กระชับแน่นกว่าการรวมตัวแบบ
กลุ่มโรงเรียน จะต้องเป็นการรวมตัวเพื่อจัดการศึกษาร่วมกัน ไม่ใช่ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันเท่านั้น
ความเป็นสหวิทยาเขตไม่ใช่ระบบเครือข่ายที่มีศูนย์กลาง หลักแล้วมีวิทยาเขต หรือ
แหล่งศึกษาอื่นเป็นบริวารเหมือนระบบสุริยจักรวาลกับดาว พระเคราะห์ แต่เป็นระบบ
ที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน
  เครือข่ายสหวิทยาเขตอาจเกิดขึ้น ได้ใน 3 รูปแบบ
               รูปแบบที่ 1 เป็นระบบพึ่งพาที่เกิดขึ้นในระนาบเดียวกันในสถานศึกษา สังกัดเดียวกัน
เช่น ระหว่างโรงเรียนประถมกับประถม โรงเรียนมัธยมกับมัธยม เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายระบบกลุ่ม
โรงเรียนในปัจจุบัน
               รูปแบบที่ 2 เป็นระบบพึ่งพาระหว่างสถานศึกษาที่อยู่ต่างระนาบกัน เช่น ระหว่างโรงเรียน
ประถมกับมัธยม ระหว่างมัธยมกับอุดม หรืออาจเกิดขึ้นทั้งประถม มัธยม อุดม และอื่น ๆ
               รูปแบบที่ 3 เป็นระบบพึ่งพาระหว่างสถานศึกษาที่ผสมผสานระหว่างระนาบ หรือระดับเดียว
กันกับที่มิได้อยู่ในระนาบเดียวกัน ทั้งสถานศึกษาในระบบ กึ่งระบบ และ นอกระบบและรวมถึงการร่วมกัน
จัดการศึกษาระหว่างแหล่ง หรือสถานศึกษาที่แตกต่าง กันอย่างหลากหลายด้วย
                รูปแบบการจัดการศึกษาที่พึงประสงค์ ภายใต้ความเชื่อที่ว่าทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันจัดการ
ศึกษา   เพื่อให้คนทั้งมวลได้รับการศึกษาที่ดีนั้น อาจต้องอาศัยความร่วมมือ พึ่งพาในหลาย ๆ รูปแบบ
โดยหวังให้ผล คือการศึกษาที่ดีมีคุณภาพบังเกิดขึ้นกับทุกคน เป็นสำคัญ
                การร่วมมือพึ่งพาระหว่างกันของทุก ๆ ฝ่าย ดูจะเป็นรูปแบบที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้เด่นชัด
ที่สุด   แต่หลายท่านอาจจะติงว่าจะเป็นความคิดที่เป็นนามธรรมเสีย มากกว่า ยากจะแปลมาสู่การปฏิบัติได้
เพราะรูปแบบถ้ามีและสร้างได้ คงเป็นรูปแบบ ที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก แต่จริง ๆ แล้วรูปแบบที่ดูยากนี้อาจจะ
เป็นรูปแบบความร่วมมือ ที่ง่ายที่สุด ถ้ามีความเข้าใจ ถูกต้องตรงกัน
                หัวใจความร่วมมืออีกประการหนึ่ง ก็คือ ความทั่วถึงและความสะดวกในการได้รับการศึกษา
ของผู้เรียน ดังนั้น การร่วมมือที่เหมาะสมจึงควรเป็นการร่วมมือระหว่าง สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ที่
อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ถ้าการจัดการศึกษายึด "พื้นที่" เป็น ศูนย์บริการให้การศึกษาเป็นหลักทุกสถานศึกษา
ในพื้นที่เดียวกันก็จักต้องร่วมมือกัน อย่างใกล้ชิด เพื่อสนองตอบความต้องการทางการศึกษาแก่ประชาชน
ในพื้นที่ของตน และในเวลาเดียวกันประชาชนในพื้นที่ ก็จะต้องห่วงใย เอาใจใส่ดูแล ให้ความร่วมมือ
ช่วยเหลือการศึกษาในพื้นที่ของตน การร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษาและประชาชนใน พื้นที่เดียวกัน
ก็จะสนองตอบต่อความเชื่อเรื่อง "การศึกษาเพื่อคนทุกคน และคนทุกคน เพื่อการศึกษา" นั่นเอง
               จึงสรุปได้ว่าการจัดการศึกษาแบบ สหวิทยาเขต ก็คือ การจัดการศึกษาที่ ร่วมมือกันของทุกคน
ทุกฝ่าย ทุกสถานศึกษา ทุกสังกัด ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ ทุกคนได้เรียน เรียนด้วยความสะดวกและ
เรียนอย่างมีคุณภาพ นั่นเอง จะขอกล่าวถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษาภายในสหวิทยาเขต
ในตอนต่อไป

                                                                                                             ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์
                                                                                                                       รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                                                                                                       17 มิถุนายน 2541

หมายเหตุ " ลงหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 20 มิถุนายน 2541 "


การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน : รูปแบบสหวิทยาเขต

               ได้พยายามกล่าวมาตั้งแต่ต้นโดยตลอดว่า รัฐจำเป็นต้องปรับรูปแบบ การจัดการศึกษา
เสียใหม่   เพื่อให้คนทุกคนได้รับการศึกษาพื้นฐาน 12 ปี อย่างทั่วถึง อย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บ
ค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540    และจำต้อง
ดำเนินการให้บรรลุผลในปี พ.ศ. 2545 ให้ได้เป็นอย่าง ช้า ซึ่งในตอนที่ผ่านมาได้กล่าวไว้ว่า
การจะทำให้บรรลุเป้าหมายได้นั้นต้องยึดหลัก "การศึกษาเพื่อคนทุกคน และคนทุกคนเพื่อการ
ศึกษา" บริการทางการศึกษาที่จะทำให้ เกิดคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันได้ จะต้องจัด
โดยยึดพื้นที่บริการเป็นหลัก ไม่ใช่เอาสถานศึกษาเป็นหลัก
หลักความร่วมมือเป็นเครือข่าย
ระหว่างสถานศึกษา และแหล่งบริการทางการศึกษาในพื้นที่เดียวกัน คือต้นความคิด
ของการจัดการศึกษา แบบ "สหวิทยาเขต"

               การกำหนดสหวิทยาเขต ก็คือ การกำหนดกรอบของขอบเขตบริการทางการศึกษานั่นเอง
การมีกรอบพื้นที่บริการที่ชัดเจนจะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการวางแผน จัดการศึกษา เพื่อให้ทุกคน
ได้เรียนอย่างทั่วถึง กรอบพื้นที่บริการควรมีขนาดเหมาะสม ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป การกำหนด
พื้นที่บริการที่เล็กจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการบริการ จัดการมาก แต่ถ้าพื้นที่บริการกว้างเกินไป
ก็จะทำให้ไม่สะดวกต่อการมาเรียนของ นักเรียนและมีความยุ่งยากซับซ้อนในการบริการมาก
ที่จริงขนาดพื้นที่บริการคงต้อง คำนึงถึงลักษณะของชุมชนด้วย ถ้าชุมชนนั้นมีลักษณะเป็นชุมชน
เอกพันธ์ ก็ควรจัดให้ อยู่ร่วมในเขตบริการเดียวกัน
               ในหนึ่งเขตการบริการการศึกษา คือหนึ่งสหวิทยาเขต คือหนึ่งกลุ่มของสถานศึกษาที่จะต้อง
วางแผนจัดบริการทางการศึกษาร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายว่าให้ ทุกคนในพื้นที่ได้มีที่เรียนได้อย่าง
ทั่วถึงทุกคน ในเขตบริการหนึ่ง หรือในกลุ่ม สหวิทยาเขตหนึ่ง จะมีสถานศึกษาได้หลายประเภทใน
เวลาเดียวกัน ตามความจำเป็น เช่นมีโรงเรียนอนุบาล มีโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา
มีศูนย์ฝึกอาชีพ หรือฯลฯ จำนวนสถานศึกษาขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของชุมชนด้วย ถ้ามีประชากรมาก
ก็คงต้องมีสถานศึกษามาก เพราะต้องการบริการทางการศึกษาในเขตบริการให้ทั่วถึง ทุกคน
               เขตบริการที่เหมาะสมควรมีสถานศึกษาหลายๆประเภท เพื่อประโยชน์ในการรับและส่งทอด
นักเรียนได้อย่างต่อเนื่องกันไป   เพื่อความสะดวกและเหมาะสมในที่นี้จะเน้นเฉพาะสถานศึกษาที่จัด
เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน และจะพิจารณาแหล่งเรียนรู้อื่นหรือสถานศึกษาระดับอื่นที่จะสนับสนุนการ
ศึกษาพื้นฐานได้เป็นส่วนประกอบ การจัด สหวิทยาเขตในพื้นที่บริการนี้จะไม่คำนึงถึงสังกัดของสถาน
ศึกษานั้น แต่จะคำนึงถึงการ บริการจัดการศึกษาเป็นสำคัญรูปแบบความสัมพันธ์ของสถานศึกษาต่าง ๆ
น่าจะเป็นดังนี้
                  
                สถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กต่าง ๆ จะร่วมกันดูแลเด็กเล็กวัย 3-5 ขวบ ให้ได้รับ
การอบรมเลี้ยงดูอย่างทั่วถึง สถานอบรมเลี้ยงดูของรัฐในสหวิทยาเขตเดียว กัน จะบริหารงาน
ร่วมกัน และประสานร่วมมือกับสถานศึกษาอื่น เพื่อให้บริการ คุณภาพและมาตราฐานเดียวกัน
                ทำนองเดียวกัน โรงเรียนประถมศึกษาทั้งหลายก็ต้องมีระบบประสานร่วม มือกัน
เพื่อร่วมกันรับเด็กในพื้นที่ให้ได้เรียนทุกคน และช่วยกันจัดการศึกษาเพื่อให้มี คุณภาพใกล้
เคียงกัน สถานศึกษาสังกัดเดียวกันในพื้นที่บริการเดียวกัน ต้องมีหน่วยบริหารเดียวกันเพื่อให้
การใช้ทรัพยากรคล่องตัวไม่ติดยึดเฉพาะโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งโรงเรียนประถมศึกษา
ต้องมีสายสัมพันธ์กับโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตบริการ   เพื่อส่งทอดให้นักเรียนได้เรียนต่อ
ชั้นมัธยมศึกษาทุกคนโดยอัตโนมัติ   
                โรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่บริการเดียวกัน หรือ
สหวิทยาเขตเดียวกัน ต้อง ร่วมกันรับนักเรียนที่จบประถมศึกษาในพื้นที่ เข้าเรียนชั้นมัธยม
ให้ครบถ้วนทั่วถึงทุกคน เช่นเดียวกับระดับอื่น ๆ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดเดียวกัน เช่น
ของกรมสามัญศึกษา ต้องมีหน่วยบริหารเดียวกัน เพื่อให้การรับนักเรียน การจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน การจัดและใช้ทรัพยากรเกิดร่วมกันมากที่สุด
                สหวิทยาเขตควรมีสำนักงานสหวิทยาเขต   เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานบริการ
และวางแผนการจัดการเรียนการสอนร่วมกันของโรงเรียนในสหวิทยาเขต มีคณะกรรมการ
สหวิทยาเขตเป็นองค์กรเพื่อให้เกิดการประสานและดำเนินการ คณะกรรมการสหวิทยาเขต
ควรมีผู้แทนของสถานศึกษาระดับต่าง ๆ ผู้แทนชุมชน ผู้แทนแหล่งเรียนรู้อื่น และผู้ทรง
คุณวุฒิในพื้นที่บริการร่วมเป็นกรรมการ
                จัดบทบาทของคณะกรรมการสหวิทยาเขต คือ การสร้างความร่วมมือระหว่าง
สถานศึกษาต่างๆให้เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็น
สำคัญ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับเดียวกันต้องร่วมมือกันใกล้ชิดพิเศษ ปัญหาอย่างหนึ่ง
ของระบบการศึกษาไทย คือการขาดเอกภาพในการจัดการศึกษา การศึกษาระดับเดียวกันมี
หน่วยงานรับผิดชอบจัดการศึกษามากเกินไป ทำให้เกิดระบบย่อยใน ระบบใหญ่ อันก่อให้เกิด
อุปสรรคต่อความร่วมมือในการจัดการศึกษา ทำให้ระบบการศึกษาขาดประสิทธิภาพ เช่น เรา
มีหน่วยงานรับผิดชอบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นจำนวนมาก มีโรงเรียนประถมศึกษาที่ สังกัด
องค์กรท้องถิ่นก็มี ของกระทรวงศึกษาธิการก็มี ทบวงมหาวิทยาลัยก็มี ซึ่งต่างหน่วยงานต่างจัด
ในพื้นที่เดียวกัน โรงเรียนมัธยมศึกษาก็เช่นเดียวกัน การมีสหวิทยาเขต เชื่อว่าจะบรรเทา
ปัญหาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ในตอนต่อไปจะกล่าวถึงการรับนักเรียนแบบสหวิทยาเขต

                                                                                                       ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์
                                                                                                                 รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                                                                                                  23 มิถุนายน 2541

หมายเหตุ " ลงหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 มิถุนายน 2541 "


การศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชนแบบสหวิทยาเขต : การรับนักเรียน

               ปัญหาสำคัญของการรับนักเรียนเข้าเรียน โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา คือไม่สามารถ
จัดให้ทุกคนได้เรียนในโรงเรียนที่ตนต้องการได้ ผู้เรียนจำนวนหนึ่ง (หรือ จะเป็นผู้ปกครองก็ได้)
ประสงค์จะเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป ในขณะที่โรงเรียนอีกจำนวนหนึ่ง
มีคนเลือกเข้าเรียนน้อยมาก เมื่อที่ที่ต้องการเรียนมีจำกัด แต่มีความต้องการมาก ทำให้เกิดปัญหา
อื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น การใช้ระบบอิทธิพล วิ่งเต้นเพื่อให้ได้เข้าเรียน การเสนอและการเรียก
รับบริจาคเงินเพื่อให้เข้าเรียนได้ เป็นต้น ล้วนเป็นการทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม ทำให้
คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและ สังคมที่ด้อยกว่าเสียเปรียบ และทำให้ระบบการศึกษาที่รัฐจัด ขาด
ความเท่าเทียมทั่วถึงและเป็นธรรม

               เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 43 และ
นโยบายของรัฐบาลทุกรัฐบาลในศตวรรษนี้ ล้วนต้องการให้ผู้จบประถมศึกษา   ทุกคนได้เรียนต่อชั้น
มัธยมศึกษาอย่างทั่วถึงแต่ทำไม่สำเร็จ เพราะขัดด้วยค่านิยมการเลือก เข้าเรียน การแก้ปัญหาใน
เรื่องนี้ จึงต้องสร้างค่านิยมใหม่ ทัศนคติใหม่เกี่ยวกับการ ศึกษาชั้นมัธยมศึกษาคงต้องเริ่มต้นกันด้วย
ปรัชญาความเชื่อที่ว่า มัธยมศึกษา เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของปวงชน ดังที่ปรากฏในนโยบาย
การศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 ถ้าเชื่อเช่นนี้ก็ต้องเชื่อว่า คนทุกคนควร
ได้รับการศึกษาถึงชั้นมัธยม ศึกษา และก็ต้องเชื่อว่า รัฐต้องพยายามทุกวิถีทางให้ทุกคนได้เรียน
ซึ่งจะเป็นได้ ถ้าระบบการรับนักเรียนจะต้องทำให้ทุกคนเข้าเรียนได้สะดวก เสมอภาค เป็นธรรม
มีความโปร่งใส ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และจะต้องใส่ใจช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ และผู้พิการ
เป็นพิเศษ
                การคิดรูปแบบการศึกษาแบบสหวิทยาเขต ในเหตุผลหนึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาการรับนักเรียน
เพื่อลดค่านิยมการเลือกเรียนโรงเรียนมีชื่อเสียง และการสร้างความสะดวกและความเป็นธรรม
เพื่อให้ทุกคนได้เข้าเรียนต่ออย่างทั่วถึง และเพื่อให้การจัดการศึกษาทั้ง ระบบมีคุณภาพใกล้เคียงกัน
เป้าหมายการจัดการศึกษาระบบสหวิทยาเขต คือ การให้บริการ การศึกษากับชุมชนในพื้นที่บริการ
ให้ดีที่สุด โดยร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดใน อุดมการณ์ ซึ่งต้องการให้สหวิทยาเขต
รับนักเรียนในพื้นที่บริการทุกคนเข้าเรียน
                ในหลักการแล้ว แต่ละสหวิทยาเขต มีระบบการศึกษาย่อยที่เชื่อมโยงกันอยู่ภายใน
สหวิทยาเขตอยู่แล้ว คือมีตั้งแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาล โรงเรียน ประถมศึกษา
และโรงเรียนมัธยมศึกษา เด็กเล็กในพื้นที่ทุกคนควรได้รับการพัฒนาในศูนย์ เด็กเล็กในเครือข่าย
สหวิทยาเขต เมื่อเด็กจบชั้นเด็กเล็กหรืออนุบาลแล้ว ก็ควรจะได้รับการ ส่งต่อเข้าโรงเรียนประถม
ศึกษาภายในเครือข่ายสหวิทยาเขต ครบถ้วนทุกคนโดยไม่มีการ คัดเลือก การจะให้เรียนใน
โรงเรียนประถมศึกษาโรงเรียนใด ก็ให้พิจารณาความสะดวก ของนักเรียนเป็นเกณฑ์ เด็กได้เรียน
ในโรงเรียนประถมศึกษาที่ต่างกันก็ไม่เป็นปัญหา เพราะ เป็นโรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน
การจัดการเรียนการสอนก็จะต้องร่วมมือช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าโรงเรียนนั้นๆ จะสังกัดใด
ก็ตามก็ควรร่วมมือกันได้ นักเรียนที่จบชั้น ประถมศึกษาในสหวิทยาเขต ก็จะถูกส่งต่อไปเข้าโรงเรียน
มัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตโดย อัตโนมัติเช่นกัน โดยไม่ต้องคัดเลือก

 

               ในสภาพความเป็นจริงแต่ละสหวิทยาเขตมีความพร้อมแตกต่างกัน และมีข้อ จำกัดที่
โรงเรียนต่าง ๆ ตั้งอยู่กระจัดกระจายไม่ทั่วถึง ในบางพื้นที่มีโรงเรียนมากเกิน ความต้องการ
ในบางพื้นที่ก็มีโรงเรียนไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น การรับ นักเรียน จึงไม่สามารถจัด
ให้ลงตัวได้พอดีตามหลักการ จึงต้องมีการร่วมมือระหว่าง สหวิทยาเขตด้วยดังภาพ

 

               ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ระบบที่เป็นอยู่ปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงการ รับนักเรียน
ในขอบเขตพื้นที่บริการมากนัก โดยเฉพาะในระดับต้น การรับนักเรียนโดย วิธีส่งทอดจากโรงเรียน
หนึ่งไปอีกโรงเรียนหนึ่งจึงอาจไม่ได้ผลสมบูรณ ์ โดยเฉพาะการ ส่งทอดนักเรียนประถมศึกษาไป
ต่อชั้นมัธยมศึกษา จะมีข้อบังคับจำกัดอยู่มาก ระบบ ส่งทอดจึงอาจทำได้เป็นบางส่วน และคงต้อง
ค่อยๆทำโดยหวังผลสมบูรณ์ ในระยะยาว
               การรับนักเรียนในระยะแรกๆ เพื่อให้โรงเรียนในสหวิทยาเขต รับนักเรียนใน พื้นที่บริการ
ได้อย่างแท้จริง น่าจะทำโดยตัดตอนรับนักเรียนในแต่ละระดับโดยเลือกรับ เฉพาะเด็กในพื้นที่บริการ
ให้ได้ก่อน ถ้าแต่ละระดับปฏิบัติได้ผลแล้ว จึงค่อยใช้วิธีส่งต่อ
               จากการศึกษาการกระจายตัวของประชากรวัยเรียนกลุ่มอายุต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร
พบว่ามีจำนวนสอดคล้องกับจำนวนนักเรียน ในแต่ละชั้น จึงเชื่อว่าสามารถเอาจำนวนประชากรนี้
มาใช้คาดคะเนจำนวนนักเรียนที่จะเข้าใหม่ในแต่ละปีได้ โดยเฉพาะในชั้นมัธยมศึกษา ในกรุงเทพ
มหานครเมื่อคำนวณจำนวนนักเรียนและทำแผนจัดชั้นเรียน ในแต่ละโรงเรียนได้แล้ว ก็นำมาเป็น
แนวทางกำหนดเขตบริการรับนักเรียน โดยไม่ต้อง คำนึงถึงโรงเรียนประถมศึกษาที่เรียนอยู่ก่อน
ในชั้นแรก แต่ต้องคำนึงว่าเป็นเด็กที่อยู่ ในพื้นที่บริการอย่างแท้จริง
               ถ้าการรับนักเรียนทำได้ไม่ครบถ้วนเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ ก็ส่งต่อเข้าเรียนในโรงเรียน
มัธยมศึกษาอื่นที่อยู่ในสหวิทยาเขตเดียวกัน ถ้ามีความจำเป็น โรงเรียนใน สหวิทยาเขตเดียวกัน
รับได้ไม่หมด ก็ส่งต่อไปยังสหวิทยาเขตใกล้เคียง แล้วจัดการเรียนการสอนร่วมกัน
              ที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าไม่ได้กล่าวถึงระบบการสอบแข่งขันคัดเลือกเพื่อ
เข้าเรียนเลย ทั้งนี้ด้วยเจตนา ถ้ามีระบบสอบคัดเลือกก็จะเป็นการสกัดโอกาส เด็กที่สอบเข้าไม่ได้
ไปในตัวด้วย  ซึ่งไม่ถูกต้อง ถ้าต้องการให้ทุกคนได้เรียนอย่างสะดวก และเป็นธรรม ก็ต้องไม่มี
การสอบคัดเลือกเข้าเรียน
             จงมาช่วยกันสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เรียนอย่างทั่วถึงและสะดวกกันเถิด
             (ในตอนต่อไปจะกล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาเขต)

                                                                                                                     ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์
                                                                                                      รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

หมายเหตุ " ลงหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 4 กรกฏาคม 2541 "


การจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาเขต

               การที่กล่าวถึงการจัดการศึกษาแบบ สหวิทยาเขต ก็เพราะทุกฝ่ายมี เจตจำนงตรงกัน
ที่จะหาทางให้คนทุกคนได้รับการศึกษาพื้นฐานสิบสองปีอย่างทั่วถึง และอย่างมีคุณภาพ โดยไม่
เก็บค่าใช้จ่าย ภายใต้ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่กำลัง เผชิญอยู่ ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากยิ่งที่
จะดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จได้ ในขณะที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดทางที่จะเป็นได้คือการ
แสวงหารูปแบบวิธีใหม่ เพื่อ ประหยัดทรัพยากรและให้จัดได้อย่างกว้างขวาง นี่คือที่มาของความ
คิดเรื่อง สหวิทยาเขต ซึ่งก็คือ การปรับรูปแบบการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ นั่นเอง
               ในตอนก่อน ๆ ได้พยายามเสนอแนวความคิดและรูปแบบของสหวิทยาเขตไว้แล้วใน
ตอนนี้จะขอกล่าวถึงวิธี การจัดการเรียนการสอน
               นักเรียนที่เรียนอยู่ในสหวิทยาเขตเดียวกัน คือผู้ที่มีที่อยู่อาศัยในเขต บริการเดียวกัน
เป็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน แม้เขาจะมีชื่อเรียนในโรงเรียนที่ต่างกัน เขาก็ควรได้รับการศึกษา
ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ถ้าโรงเรียนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรหรือสื่อการเรียนการสอน ก็ย่อมเป็นไปได้ที่คุณภาพการศึกษาที่เกิดจะมี
คุณภาพใกล้เคียงกัน คุณภาพการศึกษา จะเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน
               กระบวนการเรียนรู้คือมวลประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เด็กจะได้รับจะต้องใกล้เคียงกันที่จะ
ต่างกันก็ให้เป็นเพราะบุคคล คือผู้เรียนที่มีความถนัด ความพร้อม และความสนใจต่างกันเท่านั้น
กระบวนการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก อาศัยผู้นำ คือครู อาศัยเครื่องมือ คือสื่อการศึกษาและอาศัย
วิธีการคือหลักสูตรและวิธีการสอน ดังนั้น โรงเรียนในเครือข่ายสหวิทยาเขตจึงต้องร่วมมือกันใน
สามเรื่องดังกล่าวตามความเหมาะสม
                ประการแรก คือครู อาจารย์ หรือผู้สอน ปัญหาที่มีอยู่คือการกระจายของครูไม่เหมาะสม
บางแห่งมีครูมาก บางแห่งมีครูน้อยไปบ้าง ที่ถึงขนาดขาด ครู มีครูไม่เพียงพอก็มีปัญหาครูขาด
มักพบในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ส่วนครูมาก ครูเกิน พบในเมืองใหญ่ ๆ เพราะมีผู้มาช่วยราชการ
ด้วยเหตุต่าง ๆ อยู่มาก ปัญหาอีกประการหนึ่งของครูคือ ครูที่มีความชำนาญเฉพาะทางกระจายตัว
ไม่เหมาะสม เช่น บางโรงเรียนขาดครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาต่างประเทศ เป็นต้น
การจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาเขต จึงต้องนำกำลังครูทั้งหมดที่มีอยู่ของทุกโรงเรียนมารวม
กันแล้วแบ่งสรรหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนเสียใหม่ การจัดทำได้สามวิธี
คือแบบแรกให้แต่ละคนรับผิดชอบวิชาที่ตนถนัดสอนทุกโรงเรียนในสหวิทยาเขต วิธีนี้ดีที่เด็กต่าง
โรงเรียนกันก็ได้เรียนจากครูคนเดียวกัน แต่ครูคงต้องเหน็ดเหนื่อยเดินทางมากฝ่ายบริหารกำกับ
ดูแลได้ยาก ซึ่งถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบก็ไม่มีปัญหาแต่ประการใด อีกวิธีหนึ่งคือจัดแบ่ง
ครูเสียใหม่ให้แต่ละ โรงเรียนมีครูตามจำนวนและตามความถนัดที่สอดคล้องกับจำนวนห้องเรียน
แล้วแยก กันสอน วิธีนี้มีข้อเสียที่เด็กไม่ได้เรียนร่วมกับครูคนเดียวกัน ไม่สามารถตอบได้ว่าผล
จะใกล้เคียงกัน แต่ดีที่บริหารได้สะดวก วิธีที่เหมาะสมน่าจะเป็นวิธีที่สาม คือจัดครูที่เชี่ยวชาญ
เฉพาะทางในวิชาหลักจำนวนหนึ่งและวิชาที่ขาดครู หมุนเวียนสอนในทุก โรงเรียน ส่วนวิชาทั่วไป
ก็ใช้ครูประจำโรงเรียน เป็นวิธีประสมประสานของสองวิธีแรก วิธีนี้จะจัดได้ค่อนข้างสะดวก และได้
ผลดี
                ประการที่สอง เรื่องสื่อการศึกษา สื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กได้ เรียนรู้ได้รวดเร็ว
ลึกซึ้ง และกว้างขวาง สื่อช่วยทำของยากให้เป็นของง่าย ช่วยนำสิ่ง ที่ไม่อาจเห็นได้ สัมผัสได้ หรือ
อยู่ห่างไกลเกินไปมาสู่ห้องเรียนได้ สื่อช่วยให้เด็กได้ ทดลอง ได้ปฏิบัติ ได้ดู ได้สัมผัสด้วยตนเอง
สื่อจึงมีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพการ เรียนรู้ที่จะเกิดกับเด็ก โรงเรียนที่มีสื่อพร้อมกว่าย่อมจัด
การเรียนการสอนได้ดีกว่า โรงเรียนที่ขาดสื่อ สื่อบางชนิดมีราคาแพง จัดหาได้ยาก ผู้มีมากย่อม
ได้เปรียบ โดยเฉพาะสื่อเทคโนโลยีทันสมัย การจะทำให้โรงเรียนมีสื่อทัดเทียมกันเป็นเรื่องทำได้
ยาก เพราะงบประมาณจำกัด โรงเรียนส่วนใหญ่จัดหาสื่อจากเงินรายได้จากการบริจาค ซึ่งก็มีไม่
เท่าเทียมกัน การเกลี่ยสื่อระหว่างโรงเรียนก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก วิธีการ ที่อาจทำได้คือ
จัดหาสื่อจำเป็นที่มีราคาแพงไว้เป็นส่วนกลาง สำหรับให้โรงเรียนต่าง ๆ ยืมไปใช้ประกอบการเรียน
การสอน แต่สื่อบางประเภทก็เคลื่อนที่ได้ยาก เช่น ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา
เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนเหล่านี้อาจต้องใช้วิธีหมุนเวียนนักเรียนมาเรียนเป็น
ครั้งคราว สื่อบางอย่าง ราคาไม่แพงนัก จัดหาร่วมกันได้ เช่น การผลิตสื่อวิดีทัศน์ สื่อโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ เพื่อการสอน เทปเสียงต่าง ๆ อาจช่วยกันผลิตแล้วแจกจ่ายแลกเปลี่ยนกันไป โดยมี
ศูนย์สื่อของสหวิทยาเขต เป็นศูนย์ประสานงาน สื่อที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งคือ หนังสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
โรงเรียนมักมีข้อจำกัด มีหนังสือน้อย ถ้ามีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียน หนังสือที่ไม่ซ้ำกัน ก็จะช่วยให้
เด็กเรียนรู้ได้กว้างขวางหลากหลายขึ้น
                 ประการที่สาม คือ หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน มักเข้าใจกันผิดว่าหลักสูตร
คือข้อกำหนดที่เป็นสาระย่อยที่กำหนดให้นักเรียนได้เรียน จริงๆแล้วหลักสูตรมีความหมายกว้างขวาง
กว่านั้น หลักสูตรถือมวลประสบการณ์ที่ ต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็ก โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้
ให้ได้ผลตามจุดประสงค์ ที่ตั้งไว้ สหวิทยาเขตควรวางแผนการจัดการเรียนการสอนร่วมกันในบางด้าน
โรงเรียนอาจยังไม่พร้อมที่จะจัดการเรียนการสอน แต่มีผู้สนใจจะเรียน ก็ควรจัดให้ไปเรียนที่ โรงเรียน
ที่พร้อมและจัดได้ดีกว่า เวลาสำหรับการจัดการเรียนการสอนในสหวิทยาเขต ควรยืดหยุ่น เพราะเด็ก
อาจต้องเรียนต่างโรงเรียนในบางครั้ง จึงต้องวางแผนให้เกิด ความสะดวกกับนักเรียน ช่วงเวลาเปิด
การเรียนการสอนควรกว้างกว่าปกติ เช่น ระหว่าง 7.00 น. ถึง 18.00 น. เป็นต้น หรือจะจัดแบบสอง
ผลัดก็ได้ เด็กที่เลิกเรียน ก่อนควรอนุญาตให้กลับก่อน หรือทำกิจกรรมอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องกักเด็ก
ให้มาเรียนพร้อมกันเลิกเรียนพร้อมกัน
                 การจัดการเรียนการสอนร่วมกันอาจทำร่วมได้ในบางภาคเรียน หรือในบางวัน บางสัปดาห์
หรือจัดผสมผสานแบบลงทะเบียนเรียน ถ้าวิธีลงทะเบียนเรียนก็คือว่า นักเรียนทุกคนเป็นนักเรียน
สหวิทยาเขตเดียวกัน ใครจะเลือกเรียนโรงเรียนใด ใน ภาคเรียนใดก็ได้    วิธีนี้นอกจากจะลดความ
สำคัญของโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งแล้ว ยังสร้างความผูกพันในสหวิทยาเขตเดียวกันให้แน่นแฟ้น
ยิ่งขึ้นด้วย
                การจัดการเรียนการสอนมักนึกถึงรูปแบบห้องเรียน แต่การจัดกิจกรรมที่เรียกว่า กิจกรรม
นอกหลักสูตร
ก็ถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่ง   โรงเรียนสหวิทยาเขตเดียวกัน ควรหา
โอกาสให้นักเรียนต่างโรงเรียนทำกิจกรรมนอกหลักสูตรร่วมกันเป็นระยะ ๆ จะได้เกิดประสบการณ์
ร่วมที่กว้างขวางหลากหลายยิ่งขึ้น
                สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู้ของโรงเรียนในเครือข่ายสหวิทยาเขตควรเปิดโอกาส
ให้ใช้ร่วมกันได้เสมือนเป็นหน่วยเดียวกัน เช่น สระว่ายน้ำ สนามกีฬา โรงพลศึกษา ห้องสมุด สวน เป็นต้น
               มาตรการการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา คือการวัดผลประเมินผลต่าง ๆ และการแนะแนว
ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะต้องวางแผนร่วมกัน ถ้ามีระบบสารสนเทศร่วมกัน ได้ก็จะดียิ่ง โดยเฉพาะ
สารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียน จะต้องมีการแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา การจัดการเรียนการสอนเพื่อ
คุณภาพการศึกษา ในรูปแบบของสหวิทยาเขต จะเกิดขึ้นและได้ผลดี จะต้องอาศัยความร่วมมือ
เสียสละ และการมีแผนงานโครงการ ร่วมกันของทุกฝ่าย ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจ เด็กไทยย่อมได้รับ
การศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน ได้แน่นอน

                                                                          พนม พงษ์ไพบูลย์
                                                                          รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                                                                          6 กรกฎาคม 2541

หมายเหตุ " ลงหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 11 กรกฎาคม 2541 "

art-back.gif (3514 bytes) 


Copyright @ : 2000  Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : ท่านพนม พงษ์ไพบูลย์
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนา และนำเสนอ : กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล   กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th