E-Mail : kasamvar@emisc.moe.go.th   

...    

  

   

          วันอังคารนี้ ขอเริ่มด้วยประเด็นที่พวกเราเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อ นั้นคือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา

           ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพิจารณาที่เกี่ยวข้อง ๒ ฉบับ คือ

           พ.ร.บ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ในวาระ ๒ และ ๓ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๖ โดยมี ๒ มาตราที่ได้รับความสนใจยิ่ง คือ การกำหนดเขตพื้นที่ ให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งชนะโหวต ๘๕ ต่อ ๖๐ และการถอนมาตราที่กำหนดให้มีการโอนการศึกษานอกโรงเรียนไปแท่งการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายใน ๓ ปี ซึ่งชนะการออกเสียงด้วยคะแนน ๘๕ ต่อ ๒๗ งดออกเสียง ๒ เสียง แต่อย่างไรก็ตามร่างที่ผ่านที่ประชุมวุฒิสภา จะต้อง ส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฏรเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากสภาผู้แทนราษฏร เห็นชอบตามร่างที่แก้ไขนี้ก็จะเสนอเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำทูลเกล้าฯ ทรงลง พระปรมาภิไธยต่อไป หากสภาผู้แทนราษฏรไม่เห็นด้วย ตามร่างดังกล่าวจะต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วม  เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเข้าสู่โครงสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณ พฤษภาคม ๒๕๔๖ อาจต้องชะลอไปสัก ๑ - ๒ เดือน

          ประเด็นที่เร่งด่วน คงจะเป็นเรื่องการเป็นนิติบุคคลของเขตพื้นที่ ซึ่งได้เคยหยิบยกมาพูดคุยกันบ้างแล้วว่าอาจส่งผลต่อความคล่องตัวในการย้าย และการเกลี่ยทรัพยากร โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ที่การจัดตั้งเขตพื้นที่ยังไม่ลงตัวนัก แต่หาก พ.ร.บ จะกำหนดเช่นนั้น ก็คงจะต้องเร่ง เตรียมการรองรับ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ที่สำคัญคงจะเป็นการคัดเลือก ทั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ และกรรมการเขตพื้นที่ ให้สามารถเป็นหลักในการบริหารได้อย่างเต็มที่ ในส่วนของ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่นั้น คงจะต้องรอการพิจารณา ของคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ยกเว้นผู้ที่จะรักษาการณ์ชั่วคราวตามข้อกำหนดของบทเฉพาะกาล ใน พ.รบ.บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะสามารถแต่งตั้งได้เอง แต่ในส่วนของคณะกรรมการเขตพื้นที่ ขณะนี้มีร่างกฏกระทรวงที่กำลังพิจารณา ซึ่งหากสนใจท่านอาจติดตามได้ที่ http://www.moe.go.th/webld/index.html

           ในสัปดาห์ที่แล้วเช่นกัน วุฒิสภาได้พิจารณา พ.ร.บ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา วาระแรก และได้ตั้งกรรมาธิการพิจารณา โดยมีผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ๓ คน คือ ดร. รุ่ง   แก้วแดง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ รศ.ดร.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ และนายสมยศ มีเทศน์ เลขาธิการ ก.ค. จึงมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ช่วยดูแลผลักดันให้ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามหลักการของการปฏิรูปการศึกษา ในขณะเดียวกันท่านรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้เร่งประชุมหารือเรื่องบัญชีเงินเดือนของข้าราชการครู ซึ่งจะต้องช่วยกันชี้แจงให้ผู้ร่วมพิจารณา  ซึ่งมิใช่คนในแวดวงการศึกษาเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณ จึงต้องพยายามแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ครูซึ่งจะพัฒนาไปสู่การเป็นวิชาชีพ ระดับสูง ต้องมีระบบเงินเดือนที่ต่างจากข้าราชการประเภทอื่น ๆ ตลอดจนผลกระทบต่อวงเงินและการสร้างความมั่นใจว่า ระบบเงินเดือนที่ต่างไปนี้ จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพของนักเรียน

           หากเพื่อนครูอาจารย์ เดือนร้อนใจในเรื่องนี้ สิ่งที่จะช่วยได้มากคือ การแสดงให้เห็นว่าครูอาจารย์เป็นวิชาชีพระดับสูงที่ควรได้รับการดูแลสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อให้ส่งผลต่อนักเรียน ในระหว่างที่ยังไม่มีระบบบัญชีเงินเดือนใหม่ ขอย้ำอีกครั้งว่า ท่านยังสามารถปรับระดับเงินเดือนด้วยการประเมินผลงานวิชาการ ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเดิมและจะไม่เสียประโยชน์ใด ๆ

          ประเด็นหนึ่งที่ดูว่าเพื่อนครูอาจารย์ยังเข้าใจผิด คือ การคิดว่าบัญชีเงินเดือนที่กำลัง พิจารณานี้ จะส่งผลทำให้ได้เพิ่มเงินเดือนโดยอัตโนมัติ เหมือนทุกครั้งที่มีการเพิ่มเงินเดือน ข้าราชการ ขอเรียนว่า การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นี้เป็นการปรับระบบบัญชีเงินเดือน จะไม่มีใครได้ปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ทุกคนต้องผ่านการประเมินทั้งสิ้น เพียงแต่มีการปรับแท่งเงินเดือนให้เลื่อนไหลไปสู่ระดับขั้นเงินเดือนที่สูงกว่าระดับ ๙ เช่นที่ผ่านมา

           ย้อนกลับมาเรื่องสบาย ๆ บ้าง สัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสติดตามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปตรวจราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ไปเยี่ยมหลายโรงเรียนที่น่าชื่นชม

           โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๓ ที่จังหวัดยะลา อยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ จึงมี นักเรียนไม่มากนัก แต่ทางโรงเรียนได้สนับสนุนให้เรียนวิชาชีพ เพื่อมีฝีมือติดตัว ในวันนั้นพวกเราได้ช่วยกันอุดหนุน ขนมเจาะหู ผลิตภัณฑ์จากส้มแขก ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ผ้าบาติคและ เครื่องจักสาน ล้วนแต่มีคุณภาพพอเสริมรายได้ได้จริงทั้งสิ้น นับเป็นโรงเรียนที่พยายามหาทางเลือกสำหรับนักเรียนที่อาจไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

          โรงเรียนอนุบาลยะลา ชนะใจผู้มาเยือนทุกคนด้วยสถานที่ที่ร่มรื่นงดงาม ผลงานของ นักเรียนโดยเฉพาะหนังสือเล่มน้อย ๆ ที่เกิดจากจิตนาการ และการถ่ายทอดภูมิปัญญาในพื้นที่ ห้องสมุดที่มีหนังสือครบถ้วนรวมทั้งข้อเขียนของนักเรียน ห้องชุดของเล่นที่ผู้ปกครองช่วยกันบริจาค และห้องน้ำที่สะอาดสดสวยจนทุกคนต้องแวะไปดูเป็นขวัญตา

           โรงเรียนเมืองนราธิวาส มีกิจกรรมที่เป็นแบบอย่าง อย่างน้อย ๒ ลักษณะ คือ กิจกรรม ส่งเสริมการอ่านที่น่าสนใจมากได้สรุปไว้ท้ายบทความนี้  และความร่วมมือกับวิทยาลัยของอาชีวศึกษาในการซ่อมแซมปรับปรุงโรงเรียนตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นักศึกษาของวิทยาลัยได้ช่วยกันทาสี เดินสายไฟฟ้า ซ่อมผนัง ปูกระเบื้อง โดยถือเป็นผลงานที่จะประเมินเป็นผลการเรียน ท่านผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดคาดว่า จะลดค่าใช้จ่ายได้กว่า ๒๐ % และกำลังจะขยายไปอีก ๑๒ โรง

           แนวคิดนี้ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการระดมกำลังภายในแวดวงเสมาธรรมจักร ไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบนโยบายแก่กรมอาชีวศึกษาว่า ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขในการสำเร็จหลักสูตรว่า นักศึกษาทุกคนต้องสามารถออกไปปฏิบัติงานจริงให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งคล้ายคลึงกับข้อกำหนดของโรงเรียนอื่น ๆ เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้กำหนดเงื่อนไขในการจบหลักสูตรว่า ผู้ที่จบการศึกษาจะต้องผ่านแนวปฏิบัติและวิธีการประเมินตามเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาของโรงเรียน ดังนี้

      ๑. การประเมินการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การเขียน

      ๒. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

      ๓. การประเมินผลการทำโครงงานภาคปฏิบัติ

      ๔. การบำเพ็ญประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชนและสังคม อย่างน้อย ๔๐ ชั่วโมง

      ๕. การอ่านหนังสือจากรายการที่โรงเรียนกำหนดอย่างน้อย ๕๐ เรื่อง

      ๖. การเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีทั้งค่ายวิชาการ  ค่ายปฏิบัติการ  การศึกษาดูงาน กิจกรรมชุมชน และการออกกำลังการยประมาณ ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์

      ๗. การเข้าแถวเคารพธงชาติและพบครูที่ปรึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลา ทั้งหมด

นับเป็นข้อกำหนดที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนานักเรียนเป็นองค์รวม หากโรงเรียนใดสนใจจะนำไปเป็นแบบอย่าง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คงไม่สงวนลิขสิทธิ์

           สองวันต่อมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ไปตรวจราชการและร่วมงานมหกรรมวิชาการที่จังหวัดพิษณุโลก และมีโอกาสได้ไปเยี่ยมโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี แม้จะไปเยี่ยมโรงเรียนนี้หลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งจะมีการพัฒนาทั้งสภาพทั่วไปของโรงเรียนและผลงานของนักเรียน ในครั้งนี้ทุกคนชื่นชมและประทับใจโครงงานตะขบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานในโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืช ในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ท่านผู้อำนวยการสุมนา พุ่มประพาฬ เล่าว่า ได้มีรับสั่งให้โรงเรียนในโครงการศึกษาพันธุ์ไม้ที่กำลังจะสูญไป ทาง โรงเรียนจึงศึกษาเรื่อง ตะขบ ในทุกแง่มุมฯ ว่า มีลักษณะอย่างไร จะขยายพันธุ์ได้อย่างไร นำมาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ทั้งยังบูรณาการไปสู่วิชาศิลปะ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและคุณธรรม จริยธรรม

           ท่านผู้ใหญ่หลายคนชิมเค้กใส่แยมตะขบพลางปรารภว่า เพิ่งทราบว่า รากตะขบยาวถึง ๕๐ เมตร ส่วนท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประทับใจเป็นพิเศษ สั่งการให้ นายวินัย รอดจ่าย รองอธิบดีกรมวิชาการ รวบรวมผลงานของนักเรียนพิมพ์เป็นเล่มเผยแพร่ และยังเสนอแนะให้นักเรียนที่ทำโครงงานว่า ตะขบมีประโยชน์อย่างไร เขียนหนังสือชื่อ “ต้นไม้ใจดี” ซึ่งท่านกรุณาแปลชื่อเป็นภาษาอังกฤษให้เสร็จสรรพว่า “The Giving Tree”

           ความจริงแล้วผลงานของโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรีที่เป็นที่ชื่นชมยังมีอีกหลายรายการ ผู้สนใจควรจะไปเยี่ยมชมด้วยตนเองอย่างไรก็ดี หลังจากไปเยี่ยมโรงเรียนต่าง ๆ แล้ว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดงานนิทรรศการผลงานครูต้นแบบและครูแกนนำในจังหวัดพิษณุโลก ทราบว่า มีถึง 1,140 คน จากครูโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งหมด 1,700 คน ดูแล้วไม่แปลกใจว่า ทำไมนักเรียนจึงเก่ง เพราะครูต่างมีผลงานที่สะท้อนหลักการปฏิรูปการเรียนรู้เป็นอย่างดี และก้าวหน้ากว่าที่เห็นในรอบปีที่ผ่านมา หากสามารถจัดเป็นหมวดหมู่ เช่น กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ มีนวตกรรมในการเรียนการสอนอะไรบ้าง เผยแพร่ลงใน Website ของจังหวัดเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ยิ่ง

           นำเที่ยวมามากแล้ว ขอจบสุดท้ายด้วยบทความในหนังสือพิมพ์มติชนที่คัดลอกผลงานวิจัยของ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ เรื่อง  “๑๐๐ คำพูดดี อยากฟังจากปาก....พ่อแม่” ท่านรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ) ได้แนะนำให้ดิฉันอ่าน ด้วยเหตุผลใดไม่แจ้ง แต่อ่านแล้วรู้สึกได้แนวคิดที่จะปรับปรุงแนวทางสื่อสาร ไม่เพียงแต่กับลูกตัวหรือลูกศิษย์ แต่กับเพื่อนร่วมงานทุกคน  จึงขอนำมาเผยแพร่ผ่านบทความนี้เช่นกัน

การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

โรงเรียนเมืองนราธิวาส

           ความเป็นมาและความสำคัญของการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การศึกษาในระดับการประถมศึกษาเป็นการศึกษาที่ครูมีบทบาทมากที่สุดในการวางพื้นฐานในทุกด้านให้กับนักเรียน การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๓๓ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๓๓) มีหลักการสำคัญ คือ เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนนำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรนี้มุ่งปลูกฝังให้นักเรียนมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

      ๑.มีทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ คงสภาพการอ่านออกเขียนได้และคิดคำนวณได้

      ๒.มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ธรรมชาติแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสังคม

      ๓.สามารถปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองและครอบครัว

      ๔.สามารถวิเคราะห์สาเหตุและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองและกับครอบครัวได้อย่างมีเหตุผล ด้วยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

      ๕.มีความภูมิใจในความเป็นไทย มีนิสัยไม่เห็นแก่ตัวไม่เอาเปรียบผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

      ๖.มีนิสัยรักการอ่านและใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ

      ๗.มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการทำงาน มีนิสัยรักการทำงานและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

      ๘.มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในบ้านและชุมชนสามารถปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดีของบ้านและชุมชนตลอดจนอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ศาสนา ศิลป วัฒนธรรม ชุมชนรอบ ๆ บ้าน

           คุณลักษณะทั้งหมดที่หลักสูตรมุ่งปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนนั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ต้องมีห้องสมุดเป็นกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดคุณลักษณะเหล่านั้น โรงเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาให้มีประสิทธิภาพและบรรลุผล จำเป็นต้องพัฒนาห้องสมุดซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาและพัฒนาผู้เข้าใช้บริการห้องสมุด ให้มีพื้นฐานการใช้ห้องสมุดที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียนด้วยเพราะตราบใดที่ครูยังไม่สามารถปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้นักเรียนได้ ห้องสมุดก็ไม่เกิดประโยชน์ตามที่มุ่งหวังไว้

           นักเรียนโรงเรียนเมืองนราธิวาสส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๓ เป็นนักเรียนไทยมุสลิม ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยทั้งในด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน สภาพครอบครัวของนักเรียนไม่ได้มีส่วนเสริมให้นักเรียนใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีผลกระทบต่อการอ่านหนังสือของนักเรียน นักเรียนส่วนใหญ่จึงไม่รักการอ่านเท่านที่ควรอันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเรียนใช้บริการห้องสมุดน้อย ครูที่มาทำหน้าที่เป็นครูบรรณารักษ์ห้องสมุดเป็นครูประจำชั้นสอนหลายวิชาและมีงานพิเศษอื่นอีกมากมายที่ต้องรับผิดชอบ จึงมีเวลาให้กับงานห้องสมุดไม่เพียงพอ ปัญหาจึงเกิดขึ้นทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ สภาพปัญหาที่ผ่านมาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ห้องสมุดอยู่ในสภาพที่ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สภาพหนังสือชำรุดก่อนเวลาอันควรนักเรียนยังไม่มีนิสัยรักการอ่าน ไม่รู้จักใช้เวลาว่างค้นคว้าหาความรู้ นักเรียนไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ห้องสมุด ไม่รู้จักวิธีการรักษาหนังสือ ไม่มีมารยาทในการใช้ห้องสมุด ปัญหาเหล่านี้ถ้าปล่อยให้ผ่านไปในระดับประถมศึกษา ก็จะเป็นปัญหาต่อเนื่องที่ยากแก่การแก้ไขในระดับสูงต่อไป การเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาจำเป็นต้องปลูกฝังให้นักเรียนมีพื้นฐานนิสัยรักการอ่านมีทัศนคติที่ดีชื่นชมห้องสมุด เห็นประโยชน์ของการอ่านเห็นความสำคัญของห้องสมุด

           โรงเรียนจึงดำเนินการพัฒนาปรับปรุงห้องสมุด โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดก็คือ ต้องการปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือและมีนิสัยรักการอ่าน รู้จักมารยาทในการใช้ห้องสมุด รู้จักการระวังรักษาหนังสือ เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาในระดับสูง โดยจัดโครงการและกิจกรรมเสริม เช่น โครงการห้องสมุดของฉัน โครงการอ่านวันละนิดจิตแจ่มใส โครงการเสื่อผืนกระเป๋าใบ โครงการสร้างงานเขียนเพื่อการอ่าน และโครงการสร้างนิสัยรักการอ่านโดยใช้ห้องสมุดเป็นสื่อ เป็นต้น

               

                                                                                                 นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา

                       ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 กลับหน้าแรกกระทรวงฯ
Copyright & copy : ๒๐๐๓ MOENet Thailand Service
แหล่งข้อมูล/รวบรวม เรียบเรียง : นายปัญญา  บูรณะนันทสิริ
กลุ่มช่วยอำนวยการและประสานราชการ
ปรับปรุงข้อมูล : ๑๘ มีนาคม  ๒๕๔๖
พัฒนา และนำเสนอ :  น.ส.นิภา แย้มวจี
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร ๐ ๒๒๘๒  ๙๒๔๑