|
|
|||
![]()
|
|||
|
E-Mail :
kasamvar@emisc.moe.go.th
|
|||
| ... | |||
|
|
|||
![]()
พร้อมกับขอประชาสัมพันธ์หนังสือที่ระลึก ซึ่งมีความหนาถึง ๓๒๐ หน้าว่า มีบทความที่น่าอ่านน่าศึกษามากมาย เช่น บทความเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ประทีปแห่งการศึกษาไทย ดวงใจทั่วหล้า” วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คำอธิษฐานจากครรภ์มารดาสู่การศึกษาขั้นพื้นฐานของท่านที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ (รศ.บุญนำ ทานสัมฤทธิ์) และนานาทัศนะจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านผู้อ่านที่สนใจติดต่อขอแผ่นซีดีหรือเปิดดูได้จาก www.moe.go.th ๒ สัปดาห์จากนี้ไป สำหรับอนาคตของกระทรวงศึกษาธิการในปีที่ ๑๑๒ คงจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวในการพิจารณา พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการในประเด็นที่วุฒิสภาได้กำหนดให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นนิติบุคคลและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมในฝ่ายรัฐบาลได้แต่งตั้ง นายจำลอง ครุฑขุนทด นายสุทิน คลังแสง นายเกรียงไกร ไชยมงคล นายวิทยา ทรงคำ นางบุญรื่น ศรีธเรศ นายสุเทพ ใสกระจ่าง นายพายัพ ปั้นเกตุ นายสุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ และนายประชาธิปไตย คำสิงห์ เป็นผู้แทน คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่ต่ำกว่า ๒ สัปดาห์ กองนิติการ สป. ได้จัดทำเอกสารเพื่อนำเสนอเหตุผลที่ยังไม่สมควรให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคลไว้ ๗ ประการ ในเรื่องความไม่เป็นเอกภาพทางนโยบายในการจัดการศึกษาของชาติ ความไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูประบบราชการและการศึกษา ความไม่ยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดจำนวนเขตพื้นที่ การลดความเข้มแข็งของสถาศึกษา การเกิดนิติบุคคลซ้อนกันในหน่วยงานเดียวกัน อุปสรรคในการบริหารงบประมาณและบุคคล และข้อจำกัดในการถ่ายโอนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดท้ายบทความนี้ สัปดาห์นี้ตลอดสัปดาห์ได้มีการประชุมชี้แจง เรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสาระสำคัญหาอ่านได้จาก www.moe.go.th/webld/index.html กระทรวงได้ฝากผู้บริหารให้เร่งรัดดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้ ๑. ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจต่อเจ้าหน้าที่ ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาภาคบังคับ ตลอดจนกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้มีเรื่อง การนับอายุ การแบ่งระดับการศึกษา แต่ต่อไปจะมีเรื่องการจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนรู้ในแหล่งประกอบการ ๒. การทำความชัดเจนในเรื่องข้อมูล ตั้งแต่ ๑) การสะสางข้อมูลที่ยังไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานภายในจังหวัดให้สอดคล้องกันและให้เป็นปัจจุบัน ในประเด็นนี้ดิฉันต้องขออภัยทีมงานสระบุรีที่ได้กล่าวในคำบรรยายเรื่อง การศึกษาภาคบังคับ ที่มีการถ่ายทอดสดว่า สระบุรีมีอัตราการเรียนต่อ ม.๑ เพียงร้อยละ ๗๗ เพราะข้อมูลที่รายงานมายังสำนักนโยบายและแผนฯ ไม่เป็นปัจจุบัน ตรวจสอบแล้วพบว่า สูงถึงร้อยละ ๙๗ ๒) การจัดทำหรือปรับปรุงสำมะโนนักเรียนให้เป็นปัจจุบัน รวมทั้งการเจาะลึกเข้าไปในพื้นที่ที่อาจตกหล่นจากการสำรวจในอดีต ทั้งนี้ อาจขอความร่วมมือจากตำรวจตะเวนชายแดน ๓) การวิเคราะห์พื้นที่และกลุ่มที่มีอัตราการเรียนต่อต่ำ เพื่อดูแลแก้ปัญหาเป็นพิเศษ และ ๔) การเร่งจัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยใช้เลขประจำตัว ๑๓ หลัก ซึ่งจะช่วยในการติดตามการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. การวางแนวทางจัดสรรโอกาสให้แก่นักเรียน ซึ่งได้แก่ การจัดทำแผนที่กำหนดจุดให้บริการการศึกษาและการเสนอแนวทางที่จะเข้าถึงกลุ่มตกหล่นไม่ได้รับการศึกษา ให้ได้เรียนต่อหรือออกกลางคันให้ได้รับโอกาสทุกคนด้วยวิธีการและรูปแบบที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเด็กและเยาวชนคนใดที่มีอายุย่างเข้าปีที่ ๗ จนถึงย่างเข้าปีที่ ๑๖ ที่จะไม่เข้าเรียน ๔. การวางระบบกำกับ ติดตาม ดูแลและงานวิจัย โดยผู้ทำงานจะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการออกบัตรประจำตัวให้ไปติดตาม ตรวจสอบในแหล่งประกอบการและในสถานที่ต่าง ๆ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับฉบับนี้ถือว่า เป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาที่จะส่งผลต่อเด็กและเยาวชนไทยโดยตรง จึงหวังใจว่า เพื่อนครูอาจารย์ทุกคนจะได้ให้ความสนใจ ท่านรองฯ ทองอยู่ ฝากกำชับมาว่า หลายโรงเรียนที่ท่านได้ไปพบ เข้าใจว่า พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับเน้นเฉพาะการเรียนต่อ ป.๖ – ม.๑ เท่านั้น ขอเรียนย้ำว่า ครอบคลุมการศึกษาทั้ง ประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนต้น ที่จะต้องช่วยให้นักเรียนได้เข้าเรียนและเรียนต่ออย่างต่อเนื่องจนจบ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสติดตามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปเยี่ยมค่ายโครงงานสาระวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่ศูนย์ฝึกอบรมและสัมมนา สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ เกาะสีชัง ชลบุรี เป็นโครงการที่ได้รับความสนับสนุนจากคณะกรรมการ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมโดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Eye on the Ocean : Bringing to the Classroom มีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักเรียนได้มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล สามารถนำโครงงานและนำไปวิเคราะห์แก้ปัญหาในท้องถิ่น ทั้งยังเป็นตังอย่างให้อาจารย์นำไปขยายผล มีโรงเรียนในภาคตะวันออกที่โชคดีเข้าร่วมโครงการ ๑๘ โรงเรียน โดยมีอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักเรียนได้เรียนรู้ใน ๕ เรื่องคือ ฟิสิกส์ในทะเล เคมีในทะเล ระบบนิเวศในทะเล กระบวนการชายฝั่งและพื้นท้องทะเล และประโยชน์และผลกระทบจาการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ดังผังมโนทัศน์ที่นำเสนอข้างล่างนี้
ในไม่ช้าไม่นาน กรมวิชาการจะได้ร่วมกับคณาจารย์ผู้จัดการอบรมจัดทำหลักสูตร สื่อ เพื่อเผยแพร่ ตลอดจนการจัดการฝึกอบรมแก่โรงเรียนที่สนใจ น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสฟังโครงการทั้งหมด แต่เพียง ๒ โครงการที่ได้ฟังก็ให้รู้สึกประทับใจ กล่าวคือ โครงการผักบุ้งทะเลของนักเรียนจากโรงเรียนชะอำคุณหญิงเนื่องบุรี ศึกษาองค์ประกอบของผักบุ้งทะเล ที่ชาวบ้านจะนำมาแก้พิษจากแมงกะพรุนพบว่า มีสาร Histamine จากนั้นได้นำมาผลิต ขี้ผึ้ง ตลอดจนยาทาตัวจากผักบุ้งทะเล โรงเรียนพลูตาหลวงวิทยา ทำโครงการเพาะเลี้ยงปะการัง โดยนำเศษปะการังหูกวางที่แตกเกยฝั่งมาต่อกันและเสียบไว้กับข้อต่อท่อ PVC เพื่อเป็นลำต้นให้ปะการังงอกและต่อยอด พบว่า สามารถงอกได้เกือบครึ่งฟุตในระยะเวลาหนึ่งปี แต่ที่สำคัญคือ นักเรียนทุกคนที่เข้าโครงการคงร่วมแรงร่วมใจ ดูแลรักษาปะการังสืบเนื่องตลอดชีวิต ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสนใจแก่โครงการนี้เป็นอย่างมากและมอบนโยบายให้ขยายผลไปยังโรงเรียนริมฝั่งทะเลทั้งหมด โรงเรียนที่สนใจติดตามข่าวคราวได้ ในสัปดาห์นี้คงมีสิ่งละอันพันละน้อยมานำเสนอเพียงแค่นี้ และขอเชิญชวนให้แวะไปเยี่ยมชมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๑ ระหว่างวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๖ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นางกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
สาระสำคัญพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.๒๕๔๕ ๑. พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ มีผลใช้บังคับเมื่อไร ? - วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๖ เป็นต้นไป ๒. กฎหมายการศึกษาภาคบังคับฉบับใหม่ เกิดขึ้นจากหลักการและเหตุผลใด ? - จากกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ มาตรา ๑๗ ที่กำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษา ๓. การศึกษาภาคบังคับ หมายความว่าอย่างไร ? - การศึกษาชั้นปีที่หนึ่งถึงชั้นปีที่เก้า ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๔. เมื่อมีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับฉบับใหม่ใช้แล้ว มีผลอย่างไร ? - การศึกษาภาคบังคับ เปลี่ยนจาก เดิม ๖ ปี เป็น ๙ ปี - การให้เด็กเข้าเรียน จากเดิมอายุย่างเข้าปีที่แปด เป็น อายุย่างเข้าปีที่เจ็ด - ยกเลิกพระราชบัญญัติประถมศึกษา ๒๕๒๓ ๕. มีเจตนารมย์เพื่อใคร ? - เพื่อให้เด็กอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (การนับอายุนับตามกฎกระทรวงว่าด้วยการนับอายุ โดยนับตามปีปฎิทิน เมื่ออายุย่างเข้าปีที่ ๗ เช่น เด็กเกิดปี พ.ศ.๒๕๓๙ + ๗ ปีที่เข้าเรียนในสถานศึกษา คือ ปีการศึกษา ๒๕๔๖) ๖. บังคับใคร ? - ผู้ปกครอง - บุคคลทั่วไป / สถานประกอบการ - เจ้าหน้าที่ของรัฐ ๗. ผู้ปกครองคือใคร บังคับอย่างไร ? ผู้ปกครอง หมายถึง - บิดา มารดา หรือบิดา หรือมารดา ผู้ใช้อำนาจปกครอง - ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ - บุคคลที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำ หรือที่เด็กอยู่รับใช้การงาน บังคับอย่างไร - ให้ส่งเด็กที่อยู่ในความปกครอง ซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงย่างเข้าปีที่สิบหก เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน - หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ๘. บุคคลทั่วไป หมายถึงใคร ? และบังคับอย่างไร ? บุคคลทั่วไป หมายถึง - บุคคลที่มีเด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก และยังไม่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาอาศัยอยู่ด้วย - รวมถึงสถานประกอบการต่าง ๆ ที่มีเด็กซึ่งอยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับอยู่ด้วย บังคับอย่างไร - แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่มีเด็กมาอาศัยอยู่ด้วย - อำนวยความสะดวกให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ที่ตนถือครอง เพื่อตรวจสอบการเข้าเรียนของเด็ก หากฝ่าฝืน - ไม่แจ้งตามที่กฎหมายกำหนดหรือแจ้งเท็จหรือกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เด็กมิได้เรียนในสถานศึกษา มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท - ผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแรงงาน เป็นต้น ๙. เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายถึงใครและบังคับอย่างไร ? เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายถึง - ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กฎหมายกำหนด บังคับอย่างไร - ดำเนินการให้เด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้เข้าเรียนในสถานศึกษา หากฝ่าฝืน - โทษทางวินัย - โทษตามกฎหมายอื่น ๆ ๑๐. รัฐมีการส่งเสริมและตรวจสอบอย่างไร - ให้คณะกรรมการเขตพื้นที่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กเข้าเรียน และแจ้งให้ผู้ปกครองทราบก่อนเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ปี - จัดสรรโอกาสให้เด็กเข้าเรียน - ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบการเข้าเรียนของเด็กในสถานที่ใด ๆ ที่เห็นว่ามีเด็กไม่ได้เข้าเรียน ๑๑. พนักงานเจ้าหน้าที่ มาจากไหน และจะรู้ได้อย่างไร - พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งงตั้ง ซึงจะมีบัตรประจำตัวกำกับไว้ให้รู้ ๑๒. ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ให้คณะกรรมการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ / กิ่งอำเภอ แล้วแต่กรณี ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และให้สำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานประถมศึกษาอำเภอ/กิ่งอำเภอ ทำหน้าที่แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ๑. ความไม่เป็นเอกภาพทางนโยบายในการจัดการศึกษาของชาติ กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ มุ่งประสงค์ให้การจัดระบบและ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษามีเอกภาพด้านนโยบาย หากให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นนิติบุคคลก็จะมีอิสระในการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาที่มีความหลากหลาย ไม่เป็นเอกภาพตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ๒. ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูประบบราชการและการศึกษา การปฏิรูประบบราชการมีเจตนารมณ์ที่จะลดความเป็นนิติบุคคลของส่วนราชการ โดยการยุบและหลอมรวมกรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันหรือสอดคล้องสัมพันธ์กันเข้าเป็นหน่วยงานเดียวกัน การที่จะให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นนิติบุคคล จำนวน ๑๗๕ นิติบุคคล เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ ๕ นิติบุคคล จึงเป็นการเพิ่มส่วนราชการซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการ ประกอบกับในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ได้ระบุให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด ๓. ไม่เกิดความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดจำนวนเขตพื้นที่การศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ระบุให้ รัฐมนตรีประกาศกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา ถ้าดำเนินการไประยะหนึ่งเห็นว่าจำนวนเขต พื้นที่การศึกษาที่ประกาศไปยังไม่มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามย่อมสามารถประกาศ จัดตั้งเพิ่ม ยุบหรือรวมจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาได้ แต่ถ้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วการเพิ่ม ยุบหรือรวมจำนวนเขตพื้นที่การศึกษา ต้องใช้ขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายที่ยุ่งยากมากขึ้น ๔. สำนักงานเขตพื้นที่เป็นนิติบุคคล ทำให้สถานศึกษาขาดความเข้มแข็ง กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นหน่วยงานเครือข่ายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่ส่งผ่านนโยบายจากส่วนกลางไปสู่สถานศึกษาโดยการส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ให้สถานศึกษาเกิดความเข้มแข็งสามารถบริหารและจัดการศึกษาได้โดยยึดสถานศึกษาเป็นฐาน (School base management) ดังนั้น หากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นนิติบุคคลแล้ว จะทำให้เจตนารมณ์เรื่องการบริหารจัดการศึกษาโดยยึดสถานศึกษาเป็นฐาน (School base management) อ่อนด้อยลง ๕. เกิดนิติบุคคลซ้อนนิติบุคคลในหน่วยงานเดียวกัน การจัดโครงสร้างส่วนราชการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นหน่วยงานภายในหรือเครือข่ายซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนกลาง ฉะนั้นการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นนิติบุคคลทำให้เกิดสภาพความซ้ำซ้อนของนิติบุคคลซ้อนนิติบุคคลในหน่วยงานเดียวกัน ๖. เกิดข้อจำกัด/อุปสรรคในการบริหารงบประมาณและการบริหารงานบุคคล ในระยะเริ่มแรกของการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาจะมีแตกต่างกันในเรื่องบุคลากร งบประมาณ ทรัพยากร วัสดุครุภัณฑ์ โดยเฉพาะเขตพื้นที่การศึกษาในเขตอำเภอเมืองจะมีความพร้อมมากกว่าเขตพื้นที่การศึกษาที่ห่างไกล กระทรวงศึกษาธิการมุ่งประสงค์จะให้เขตพื้นที่การศึกษามีความพร้อมอย่างทัดเทียมกัน โดยมีแนวคิดในการเกลี่ยหรือถ่ายโอนบุคลากรหรือทรัพยากรต่าง ๆ ในเขตพื้นที่การศึกษาที่มีความพร้อมสูงไปช่วยเหลือเขตพื้นที่การศึกษาที่ขาดความพร้อมหรืออ่อนแอกว่า และหากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วการดำเนินการในการเกลี่ยหรือถ่ายโอนบุคลากรหรือทรัพยากรต่าง ๆ ในระยะเริ่มแรกและระยะต่อ ๆ ไปจะดำเนินการได้ยากส่งผลให้เกิดช่องว่างเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาระหว่างเขตพื้นที่การศึกษามากยิ่งขึ้น ๗. ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการถ่ายโอนสถานศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเป็นนิติบุคคลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อาจก่อให้เกิดปัญหาการถ่ายโอนสถานศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างต้องการที่จะคงสถานภาพและอำนาจองค์กรของตนเองไว้ |
![]()
|
|