สรุปผลประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ในแต่ละครั้ง
ครั้งที่ 41 สรุปผลประชาพิจารณ์ของประชาคม จังหวัดอ่างทอง มีผู้บริหารการศึกษา
ครู ผู้แทน อบจ.และอบต.,กรรมการโรงเรียน นักเรียน และนักศึกษา
รวม 1,500 คน วันที่ 24 สิงหาคม 2541 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติเทศบาล
จังหวัดอ่างทอง
  1. ควรจัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ควรให้สนองตอบหลักสิทธิมนุษยชน
    และหลักมนุษยธรรม จัดการศึกษาให้คนไทย และผู้อาศัย
    อยู่ในราชอาณาจักรไทยทุกคน
  2. การบริหารจัดการศึกษา ควรเน้นการกระจายอำนาจให้สถานศึกษามีอิสระคล่องตัว
    และถ้าพร้อมให้เป็นนิติบุคคลได้ มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง มีระบบประกันและ
    ประเมินคุณภาพ โดยมีคณะกรรมการโรงเรียนเป็นผู้ตรวจสอบสถานศึกษา
    การจัดโครงสร้างระบบราชการ ควรแยกให้ชัดเจน
    สำหรับการบริหารจัดการระดับจังหวัด มิใช่เป็นการส่งข้าราชการส่วนกลางไปปฏิบัติงานที่ภูมิภาค
    เหมือนโครงสร้างเดิม
  3. การพัฒนาคุณภาพ นักเรียน นักศึกษา ควรให้นักเรียนได้พัฒนาตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเอง
    เข้าร่วมกิจกรรมของสถานศึกษาและมีโอกาสประเมินประสิทธิภาพของครู
    มีโอกาสเรียนจากสิ่งแวดล้อมแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
  4. ขอให้คุรุสภามีบทบาทชัดเจน ในการพัฒนาวิชาชีพครู พัฒนาศักยภาพมาตรฐานของครู
    โดยเฉพาะวิธีสอนของครู และการพัฒนาคุณภาพจริยธรรมของครู
    น่าจะกำหนดให้มีสิ่งตอบแทนด้วย
ครั้งที่ 42 ศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์ เชิญผู้บริหารการศึกษา 66 คน
ข้าราชการทั่วไป 16 คน คณะกรรมการ ศศว.จ. 10 คน และกลุ่มวิชาชีพ ชมรม มูลนิธิ 11 คน
รวม 103 คน เข้าร่วมประชาพิจารณ์ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2541 ที่สำนักงานศึกษาธิการ
จังหวัดอุตรดิตถ์
  1. เห็นด้วยกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี จาก ป.1 ถึง ม6 เฉพาะสายสามัญ
    ในส่วนของสายวิชาชีพ รัฐควรออกค่าใช้จ่าย 50% โดยต้องจัดการศึกษาให้กับผู้มี
    สัญชาติไทยทุกคน
  2. สนับสนุนการจัดระบบการศึกษาทั้งในระบบ,นอกระบบ,และตามอัธยาศัย
    โดยให้ประชาชน เลือกระบบใดก็ได้
  3. หาก บิดา มารดา จะจัดการศึกษาให้บุตรนั้น ต้องมีการประเมินมาตรฐาน
    และกำหนดเงื่อนไข เพื่อให้จัดการศึกษาได้อย่างน้อยเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
    ขั้นต่ำ
  4. การกำหนดคณะกรรมการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด จะต้องมีกฎหมายรองรับ
    โดยให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการบริหารจัดการ พัฒนาหลักสูตร กำหนดมาตรฐาน
    และตรวจสอบคุณภาพ และต่อไปนี้การจัดการศึกษาควรเน้นกระบวนการเรียนการสอน
    หัวใจการศึกษาอยู่ที่โรงเรียน มิใช่อยู่ที่การบริหาร โดยต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมการ
    บริหารการศึกษามากขึ้น
  5. การจัดการการศึกษาน่าจะมีการกำหนดการศึกษาภาคบังคับไว้ด้วย เพื่อให้เด็ก
    ด้อยโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง
  6. องค์กรท้องถิ่นควรจัดสรรงบประมาณให้กับการศึกษา และได้รับงบประมาณจาก
    ส่วนกลางด้วย โดยขอให้คำนึงถึงสภาพปัญหาและการพัฒนาท้องที่
  7. ใบประกอบวิชาชีพจะช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพครู แต่ควรเป็นหน่วยงานกลาง
    เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดมิใช่คุรุสภา
  8. การอุดมศึกษาควรมีอิสระนอกระบบราชการ เพื่อทำหน้าที่จัดการศึกษาให้ครบถ้วน
ครั้งที่ 43 กรมสามัญศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
ร่วมกันจัดประชาพิจารณ์ โดยเชิญ นักเรียน นักศึกษา ครู นักธุรกิจ ผู้นำชุมชน
ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ผู้ปกครอง ข้าราชการครู จำนวน 500 คน
วันที่ 24 สิงหาคม 2541 ณ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จ.นครปฐม
  1. ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ควรสอดคล้องความต้องการของท้องถิ่น
    ชุมชน ประชาชน
  2. การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ควรจัดให้ต่อเนื่องจากปีที่ 1-12
    โดยอาจจัดในจุดที่พร้อม ไม่ต้องรอทำพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ต้องจัดให้เสมอภาค
    คือ จัดอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และต้องจัดให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ
    เพื่อให้ทุกคนได้เรียนครบ 12 ปี
  3. เห็นด้วยกับการรวมหน่วยงานทางการศึกษาที่มีอยู่เดิม เพื่อให้รวมเป็น
    กระทรวงการศึกษาแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาทั้งระบบ โดยแบ่งเป็นภาค
    เขต จังหวัด โดยมีคณะกรรมการจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    ให้จัดการศึกษาอย่างมีเอกภาพในเชิงนโยบาย
  4. ควรให้ บิดา มารดา ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการวางแผน ดำเนินการตรวจสอบ
    การ ทำงาน และประเมินผลการจัดการศึกษา และสนับสนุนการจัดการศึกษา
    ให้มีผู้แทน ผู้ปกครอง เป็นคณะกรรมการโรงเรียน
  5. ค่าใช้จ่ายการศึกษาสำหรับผู้เรียนหมายถึง ค่าบำรุงการศึกษา ค่าวัสดุ
    อุปกรณ์การเรียน ทุนการศึกษา และทุนกู้ยืมทางการศึกษา สำหรับผู้จัดการศึกษา
    หมายถึง อาคารสถานที่ วัสดุ คุรุภัณฑ์ทางการศึกษา ค่าสาธารณูปโภค
    เงินเดือน ค่าจ้างบุคลากร
  6. ควรมีองค์กรกลางบริหารงานบุคคล หรือ กค. เป็นผู้กำหนดใบประกอบวิชาชีพครู,
    จัดระบบแยกบัญชีเงินเดือนครู,มีระบบยกย่องครูดีเด่น
    และเป็นผู้พัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู
  7. ควรมีมาตรการในการดำเนินการ กับบุคคลที่ละเว้นการจัดการศึกษา
    โดยให้หน่วยงานระดับกรมเป็นผู้ดำเนินการรับผิดชอบ ให้องค์กรภายใน
    ของสถานศึกษาเป็นผู้ตรวจสอบ และไม่ควรให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง
    การบริหารงานทางการศึกษา
ครั้งที่ 44 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู (กค.) เชิญผู้แทนจากมูลนิธิคุ้มครองเด็ก
ตำรวจ สารวัตรนักเรียน อัยการ กรมประชาสงเคราะห์ และข้าราชการครู จากทุกสังกัด
จำนวน 200 คน ประชาพิจารณ์ในเรื่อง สิทธิเด็กนักเรียนและร่าง พ.ร.บ.การศึกษา
แห่งชาติ วันที่ 25 สิงหาคม 2541 ที่อาคารรัชมังคลาภิเษก ชั้น 3
กระทรวงศึกษาธิการ

          1.เน้นหนักการให้ความคุ้มครองเรื่องการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งทางกายและวาจา
อาทิ ครูต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และเยาวชนโดยใช้กำลังทางกาย
และวาจา เช่น พูดส่อเสียด ดูหมิ่น หยาบคาย หลอกลวงหรือใช้ถ้อยคำใด ๆ ละเมิดต่อสิทธิ
ความเป็นส่วนตัวของเด็กหรือกระทำการใด ๆ ที่ทารุณหรือบีบคั้นต่อจิตใจของเด็ก รวมทั้ง
หัวหน้าสถานศึกษาและครู ต้องปฏิบัติต่อเด็กโดยเสมอภาคและให้ความคุ้มครองตาม
กฎหมาย โดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่าง ทั้งในเรื่องเชื้อชาติ เพศ อายุ สถานบุคคล
หรือฐานะทางเศรษฐกิจ ส่วนการลงโทษนั้นต้องไม่กระทำโดยการทรมานหรือทารุณต่อ
ร่างกายหรือจิตใจ หรือลงโทษด้วยวิธีโหดร้าย ประจาน หรือกกระทำโดยไร้มนุษยธรรม
ด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม และการปฏิบัติหน้าที่ของครูจะกระทำโดยใช้ความรุนแรง หรือปฏิบัติ
ต่อเด็กอันไม่เป็นธรรมมิได้ ทั้งนี้ต้องให้เด็กมีส่วนร่วมในการพิจารณาลงโทษด้วย
          2.ห้ามมิให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก หรือกระทำละเมิดสิทธิประโยชน์ของเด็ก
ทั้งในด้านการใช้แรงงาน ทรัพย์สิน สิทธิในร่างกาย การทำกิจกรรมการเรียนการสอน การศึกษา
อบรมต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ส่วนเรื่องการคัดชื่อออกหรือให้เด็กที่อยู่ระหว่าง
รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐออก จะกระทำมิได้ หากจะย้ายเด็ก จะต้องจัดหาสถานที่
เหมาะสมร่วมกันระหว่างเด็ก ผู้ปกครองและครูรองรับก่อน รวมทั้งครูต้องไม่จำกัดสิทธิ
ในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และสถานศึกษาต้องจัดกิจกรรม เพื่อการคุ้มครองสิทธิ
และพัฒนาเด็กในสถานศึกษารวมทั้งเด็กยากไร้ เด็กพิการหรือเด็กด้อยโอกาสด้วย
นอกจากนั้นยังให้สถานศึกษาสร้างจิตสำนึกให้ครูทุกคนมีทัศนคติที่ดีในการคุ้มครองสิทธิเด็ก
รวมทั้งให้หัวหน้าสถานศึกษาและครูให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาโดยยุติธรรม ถือประโยชน์
สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากครูหรือหัวหน้าสถานศึกษา ฝ่าฝืนให้ถือเป็นการกระทำผิด
ทางวินัย ต้องถูกดำเนินการตามขั้นตอน
          3.ระเบียบว่าด้วยการพิทักษ์ และคุ้มครองสิทธิเด็กในสถานศึกษา 2541 ใช้ครอบคลุม
ไปถึงบุคลากรทางการศึกษาที่มิได้เป็นครูด้วย เช่น ครูจ้างสอน ลูกจ้างประจำ และครู โรงเรียน
เอกชน และการละเมิดสิทธิเด็กแม้ไม่ใช้ความผิดของหัวหน้าสถานศึกษาโดยตรง แต่โดยสำนึก
ของความเป็นครู และในฐานะผู้บริหารควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย รวมทั้งเสนอว่าหัวหน้า
สถานศึกษาต้องไม่แก้ปัญหาการกระทำผิดของเด็ก โดยคัดชื่อออกหรือกดดันให้เด็กออก
โดยเห็นแก่ชื่อเสียงโรงเรียนและเห็นว่าการแก้ปัญหาละเมิดสิทธิเด็ก ควรใช้วิธีการเดียวกับ
วินัยเด็กของพระ เช่น ห้ามครูกับเด็กอยู่ในที่ลับตาสองต่อสอง และสถาบันการศึกษา และรัฐ
ควรเข้ามาร่วมแก้ปัญหาเด็กที่มีปัญหา เช่น จัดโรงเรียน รวมทั้งครูต้องใจกว้างในการแก้ปัญหา
การแพร่ระบาดของยาบ้าโดยไม่ห่วงชื่อเสียง
          4.หน้าที่การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู น่าจะเป็นอำนาจของสำนักงาน กค.
จึงควรเป็นหน่วยงานออกใบประกอบวิชาชีพครูมากกว่าคุรุสภา เนื่องจากมีการบริหารข้อมูล
ด้านบุคคล และคุรุสภาเป็นหน่วยงานที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
          5.ให้มีการตรวจสอบคุณภาพครูอย่างต่อเนื่อง ให้มีการพัฒนาตนเอง และจัดระบบ
พัฒนาฝึกกอบรมทั้งความรู้และระบบคุณธรรมให้แก่ครู โดยรวมครูระดับอนุบาลด้วย
การสอนของครูควรเน้นการลงมือทำ บทบาทการเรียนกับชุมชน
ครั้งที่ 45 กรมอาชีวศึกษาเชิญ ผู้บริหาร ครู ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม และสถานประกอบการ
นักธุรกิจ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน และนักศึกษาจำนวน 500 คน
วันที่ 26 สิหาคม 2541 ณ อาคารสำนักพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ กทม.
  1. การบริหารการอาชีวศึกษา ควรมีกฎหมายการอาชีว ศึกษา เพื่อให้มีการจัดการอาชีวศึกษา
    อย่างมีเอกภาพ,มีองค์กรกลางกำหนดนโยบายและมาตรฐานอาชีวศึกษา,
    สร้างมาตรฐานจูงใจให้สถานประกอบการ และท้องถิ่นสนับสนุนการจัดอาชีวศึกษา
    ในระบบทวิภาคี และต้องเร่งแก้ระบบบริหารจัดการให้สอดคล้อง
    ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
  2. รูปแบบการอาชีวศึกษา สนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี โดยรวมสายอาชีพไว้ด้วย,
    ส่วนการจัดอาชีวศึกษาทุกระดับ คือ ช่างฝีมือ ช่างเทคนิคและนักเทคโนโลยี
    ควรแบ่งเป็น 2 ระบบ ได้แก่ ระบบปกติและระบบทวิภาคี,ในส่วนของระบบทวิภาคี
    ควรมีกฎหมายรองรับ เพื่อเสนผลประโยชน์ให้สถานประกอบการที่ให้ความร่วมมือ
    ในการฝึก,และหน่วยงานตั้งแต่ท้องถิ่น สถานประกอบการ สถานศึกษา สภาการอาชีวศึกษา
    กระทรวงศึกษาธิการ ควรกำหนด แนวการจัดอาชีวศึกษาให้ชัดเจน
  3. การระดมทรัพยากรเพื่อการอาชีวศึกษา ควรมีกรรมการระดับท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐและเอกชน
    มีส่วนร่วมระดมทรัพยากร เพื่อการอาชีวศึกษา,จัดให้มีกองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีพ
    ในท้องถิ่น,มีการประกาศเกียรติคุณให้สถานประกอบการ นักธุรกิจที่เป็นตัวอย่างที่ดี
    และนำมาตรการภาษีมาเป็นแรงจูงใจ,การททำงานโดยทุกฝ่ายร่วมมือกัน
    ควรจัดเป็นระบบ และทุกระดับ
  4. ผู้บริหารและครูอาชีวศึกษา ควรมีทักษะวิชาชีพที่สอนอย่างแท้จริง,ควรแยกสายครู
    และผู้บริหาร เพื่อให้มุ่งมั่นทำงานในสายงานตนเองให้ดี,
    ควรส่งเสริมสถานภาพครู ทั้งในด้านสถานภาพทางอาชีพ,สถานภาพทางสังคม,
    และสถานภาพด้านบุคคล
  5. มาตรฐานและคุณภาพการอาชีวศึกษา ควรมีหน่วยงานระดับชาติกำหนดมาตรฐานคุณภาพ
    การอาชีวศึกษาทั้งในระดับชาติ และท้องถิ่น โดยคำนึงถึง ศีลธรรม
    (ความรับผิดชอบ, ความกระตือรือร้น,ความอดทน,และความเสียสละ)
    ทักษะ(ทักษะวิชาชีพ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการทำงานเป็นทีม)
    และความรู้(ความรู้พื้นฐานด้านภาษา,วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
  6. ด้านคุณภาพของผู้เรียน ควรมีนโยบายการรับนักเรียนที่ชัดเจน,
    คัดเลือกผู้สนใจสายอาชีพเข้าเรียน,หลักสูตรสอดคล้อง
    ความต้องการของตลาดแรงงาน,ไม่บังคับเลือกเรียนรายวิชา,
    ควรมีการแก้ปัญหาทะเลาะวิวาทและปัญหายาเสพติด
ครั้งที่ 46 กลุ่มพระสงฆ์และสามเณร ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน จำนวน 400 คน
ได้ร่วมลงนามแสดงประชาพิจารณ์ ที่โรงเรียนวัดบ้านใหม่วิทยา อ.วังเหนือ จ.ลำปาง
วันที่ 27 สิงหาคม 2541
  1. การศึกษาไทยด้อยพัฒนาทั้งในด้านวิชาการ และคุณธรรม จริยธรรม
  2. โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อบริการแก่
    เยาวชนที่ด้อยโอกาส และมีศรัทธา ได้อาศัยพระศาสนาบวชเรียน
    แต่มีปัญหาหลายด้านตั้งแต่ ความจำกัดในด้านงบ ประมาณ อาคารสถานที่ บุคลากร
    โสตทัศนูปกรณ์ ผู้บริหารขาดความเข้าใจ ครูผู้สอนไม่ได้รับรองสถานภาพ
    ขาดความชัดเจนในการวางแผนการจัดการเรียนการสอน
  3. รัฐควรเข้ามาแก้ปัญหา การจัดการศึกษาของสงฆ์ ให้เป็นรูปธรรม ได้แก่
    1. ผลักดันให้มีการบรรจุโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา
      ให้อยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ
    2. ผลักดันในกรมการศาสนาจัดทำแผนพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ
      ให้เป็นแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี
    3. จัดทำเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียน ให้ตรวจสอบได้ตามแนวปฏิรูปการศึกษา
    4. พัฒนาด้านบุคลากรและคุณภาพของผู้เรียน
    5. รัฐ และคณะสงฆ์ ควรวางแผนร่วมกันในการจัดการศึกษาของสงฆ์
ครั้งที่ 47 ศูนย์ประสานงานประชาคมเมืองกรุงเทพมหานคร สำนักงานศึกษา กทม.
และกระทรวงศึกษาธิการ เชิญองค์กรเอกชน ผู้บริหาร และครู กทม. ประชาพิจารณ์
พ.ร.บ.การศึกษากับการปฏิรูปการศึกษาของ กทม. จำนวน 200 คน
วันที่ 27 สิงหาคม 2541 ที่ คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  1. จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี การนับ 12 ปี อนุบาล ถึง ม.3 และ ป.1 ถึง ม.6
    มีผลดีต่างกันสำหรับผู้ปกครองควรเปิดทางเลือกให้
  2. ระบบการศึกษา จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี จัดทั้งในระบบและนอกระบบเทียบโอนกันได้
    การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ให้ต่อเนื่อง โดยไม่แยกประถม-มัธยม
  3. แนวการจัดการศึกษาให้ยกเลิกการศึกษาแบบแบ่งห้องเรียน ให้คนเก่งอย่างเดียว
    ให้จัดการศึกษาระดับมัธยมปลายแยกสายสามัญ สายอาชีพ เพื่อเปิดทางเลือก
    ให้ผู้ศึกษามีความถนัด และมีทักษะเพียงพอ
  4. การบริหารจัดการศึกษา ให้มีกระทรวงการศึกษาแห่งชาติ กำหนดนโยบาย คุณภาพ สนับสนุนงบประมาณ
    มี 3 ทบวง ได้แก่ ทบวงอุดมศึกษา ทบวงการศึกษาพื้นฐาน
    ทบวงวัฒนธรรมและการกีฬา การบริหารจัดการ ให้มีระดับชาติ
    ท้องถิ่น และกทม. สถาบันการศึกษา แต่ละระดับ
    ให้มีคณะกรรมการการศึกษาทุกระดับ องค์กรจัดการศึกษาระดับใด
    ให้อยู่ภายใต้นโยบายของกระทรวงออย่างเป็นเอกภาพ และมีมาตรฐาน
  5. ครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา ให้มีใบประกอบวิชาชีพครู เพื่อให้มีมาตรฐาน
    ทางการบริหารการศึกษา ให้มีการพัฒนาวิชาชีพครู กำหนดเงื่อนไขการทำงาน
    ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อขวัญกำลังใจแก่ครู ให้มีการพัฒนาครู
    อย่างต่อเนื่อง ให้ครูได้มีส่วนร่วมประเมินความชอบ แห่งการปฏิบัติงานของครู
    ให้คุรุสภาเป็นสถาบันวิชาชีพครู มีความเป็นอิสระในกระทรวงศึกษาแห่งชาติ โดยมีหน้าที่
    กำหนดเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพิกถอนใบอนุญาต
    ของผู้ประกอบวิชาชีพที่ประพฤติผิดระเบียบวินัยครู ฝึกอบรมเสริมวิทยฐานะ
    และศักยภาพผู้ที่จะเข้าสู่อาชีพครู ประสานงานเป็นสื่อสายสัมพันธ์ กับ
    หน่วยงานผลิตครู หน่วยงานบริหารงานบุคคล(กค.) ในด้านมาตรฐาน
    การผลิตและการใช้ครู มีบทบาทในการวางแผน พัฒนาครู ผู้บริหาร
    บุคลากรทางการศึกษาทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ประเมินคุณภาพและมาตรฐานครู
    ผู้ใช้วิชาชีพอย่างต่อเนื่อง มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการครู
    บริการครู พิทักษ์สิทธิหน้าที่ และผลประโยชน์ของครูอย่างสุจริต ยุติธรรม
    มีประสิทธิภาพ บริหารงานบุคคล(กค.) ครูและผู้บริหารการศึกษาในสถานบันการศึกษา
    (ยกเว้นบริหารบุคคล "กม.") เพื่อให้การบริการบริหารงานบุคคล
    อยู่ในกรอบมาตรฐาน ตามระเบียบของ กค. ทั้งส่วนกลาง ท้องถิ่น
    กทม. ให้แยกบัญชีเงินเดือนข้าราชการครู และครูผู้ใช้วิชาชีพ
    ออกจากบัญชีเงินเดือนข้าราชการพลเรือน เพื่อศักดิ์ศรีเกียรติยศ
    ของผู้ใช้วิชาชีพ
  6. คุณภาพมาตรฐานการศึกษา มีหลักการที่สำคัญ คือ การปฏิรูประบบบริหารการจัดการศึกษา
    พิจารณาหลักสูตร ครู สถานศึกษา การนำกระบวนการภูมิปัญญาท้องถิ่น
    ใช้ในการเรียน การสอน และความแตกต่างของเด็ก ให้มีการตรวจสอบคุณภาพคร
    ู บุคลากรทางการศึกษา เร่งรัดพัฒนามาตรฐานโรงเรียน
    ที่มีความแตกต่างกันให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันทั้งในระบบและนอกระบบ
    สนับสนุนให้มีการประกันคุณภาพการผลิตครู และการให้บริการ
  7. บทบาทของชุมชน การบริหารการศึกษา โดยสถานศึกษาและชุมชน
    คือการจัดโครงสร้างการบริหารการศึกษา ให้สถานศึกษาและชุมชนเป็นหน่วยจัดการ
    ในเรื่องการตัดสินใจ การกำหนดทิศทาง การวางหลักสูตรท้องถิ่น
    การบริหารงาน การบริหารงบประมาณ การบริหารคน
    ทั้งนี้โดยเน้นชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารอย่างใกล้ชิด
    ทั้งในการกำหนดทิศทาง การติดตาม การกำกับดูแล และการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา และการจัดการศึกษา
  8. โครงสร้างระบบบริหารการศึกษาของ กทม. มุ่งเน้นเอกภาพในการบริหารการศึกษา
    มุ่งเน้นการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการศึกษา
    สนองตอบความต้องการของท้องถิ่นการจัดการศึกษา ซึ่งมีลักษณะต่างกัน
    การวินิจฉัยตัดสินปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา ให้มากขึ้นเกี่ยวกับ
    การตัดสินใจ การกำหนดทิศทางการวางหลักสูตร การบริหารงาน
    การบริหารเงิน และบริหารคน
  9. โครงสร้างการบริหารงานบุคคลของครู กทม.ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ
    กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 22(3)โดยมีคณะกรรมการ
    ข้าราชการครู กทม. และระเบียบข้อบังคับที่คณะกรรมการ
    ข้าราชการครู (กค.) กำหนด
ครั้งที่ 48 กรมสามัญศึกษาร่วมกับ สปช. เชิญข้าราชการ ครู กรรมการโรงเรียน ผู้ปกครอง
และนักเรียน จำนวน 600 คน วันที่ 29 สิงหาคม 2541
ณ โรงเรียนบ้านหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี

          1.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ควรเริ่มจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
จนถึง ม.6 สำหรับเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ ควรจัดในพื้นที่ที่ผู้ปกครองประกอบ
อาชีพโดยจัดโครงการครูอาสาพบเด็กเร่ร่อนตามจุดที่รวมกลุ่ม หรือจัดรถรับ-ส่ง เด็ก
ที่อยู่ห่างไกล ให้รัฐช่วยเหลือเด็กพิการทุกด้านเป็นพิเศษ
          2.การมีส่วนร่วมจากชุมชนและประชาชน ต้องการร่วมวางแผนและกำหนด
นโยบาย กำกับการจัดการเรียนการสอน ร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษา
ร่วมควบคุมความประพฤติของบุคลากร ขอรับทราบข่าวสารจากโรงเรียน และมี
ส่วนร่วมจัดตั้งและยุบเลิกโรงเรียนในท้องถิ่น
          3.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีคณะกรรมการโรงเรียน เพื่อร่วมกำหนด
นโยบายการศึกษา แผนปฏิบัติงานของโรงเรียน จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุน
การศึกษา และช่วยจัดการศึกษานอกระบบ เช่นเดียวกับการศึกษาในระบบ
          4.สนับสนุนให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้บริหารกิจการได้คล่องตัว และ
สนองความต้องการของโรงเรียนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการร่วมบริหาร
งบประมาณ
          5.การจัดการศึกษาให้เกิดเอกภาพ ควรกำหนดให้มีกระทรวงเดียว จัดการศึกษา
ทุกระบบ โดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน ชุมชนร่วมมือกัน และมีกองทุนสนับสนุนการฝึก
เพื่อประกอบอาชีพ
          6.เห็นด้วยกับการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อให้ครูพัฒนาตนเอง และพัฒนา
นักเรียน ให้เกิดความยอมรับจากชุมชน และผู้ปกครอง
          7.กลุ่มนักเรียนมีความเครียดในการเรียน ต้องการวิธีสอนที่สนุก ต้องการให้โรงเรียน
บริเวณร่มรื่น สะอาด การลงโทษของครูไร้เหตุผลต้องการให้ครูเป็นกันเอง ให้คำปรึกษา
และพึ่งพาได้ นักเรียนควรมีโอกาสแสดงความคิดเห็นตามความถนัด แสดงกิจกรรม
และขอให้นักเรียนมีโอกาสในการเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อม ในส่วนของสื่อการเรียน
การสอนมิใช่ของครูฝ่ายเดียว ควรจัดให้นักเรียนได้จับต้องสัมผัสทดลองได้
ครั้งที่ 49 คณะกรรมการเครือข่าย เสรีภาพทางการศึกษาของประชาชน
เชิญองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งจัดการศึกษาทางเลือกหลากหลาย จำนวน 180 คน
วันที่ 29 สิงหาคม 2541 ณ โรงแรมสวนดุสิตพาเลซ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต
ข้อสรุปร่วมจากการประชุมองค์กรสมาชิกเครือข่ายในเขต กทม. ที่ประชุม
มีความเห็นร่วมกันว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ขาดความชัดเจน
ในทางปรัชญาการศึกษา และ ยังยืนอยู่บนพื้นฐานวิธีคิดดั้งเดิม ที่มองไม่เห็นสิทธิอำนาจ
และศักยภาพของประชาชน อันยังผลให้เกิดความคลุมเครือ และก่อปัญหาเมื่อถูกแปรมา
เป็นหลักการปฏิบัติทางกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ส่งผลต่อการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ที่ประชุมจึงมีมติร่วมกันว่า
  1. เสรีภาพทางการศึกษา เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และเป็นสิทธิทางธรรมชาติ
    ขั้นพื้นฐาน ของพ่อ แม่ และชุมชนในการจัดการศึกษา
    ให้แก่บุตรหลาน
  2. ปรัชญาการศึกษาจะต้องเน้นการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์
    เคารพความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้หมายถึง จะต้องพัฒนามนุษย์ไปสู่ความมี
    อิสรภาพทางปัญญา
  3. การศึกษาควรเป็นไปเพื่อความเป็นทั้งหมดของชีวิต เน้นการพัฒนา
    คุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งหมายถึงความเติมเต็มแห่งศักยภาพของชีวิตในทุกส่วน
    ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
  4. ใบประกอบวิชาชีพครู อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดกับทุกกลุ่มที่จัดการศึกษา
    เพราะจะเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลบางกลุ่มที่สามารถเป็นครูได้
    แต่ไม่มีคุณวุฒิทางการศึกษา
  5. ในการ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาต้องระบุให้ชัดเจนถึงการบริหารการศึกษา,
    การจัดสรรทรัพยากร แต่ไม่ควรนำความเชื่อหรือทฤษฎีทางการศึกษามาเป็นเครื่อง
    ริดรอนเสรีภาพทางการศึกษาของสถาบัน,องค์กร และชุมชน
  6. การจัดการศึกษาควรจัดในระบบเดียว คือ การศึกษาทางเลือก
    และเป็นการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยจัดการศึกษาในกำกับของรัฐ
    และการศึกษาที่ไม่อยู่ในกำกับของรัฐ
ครั้งที่ 50 จังหวัดสระบุรีร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ จัดประชาพิจารณ์
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2541
ที่ผ่านมา จ.สระบุรีร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดประชาพิจารณ์
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ณ โรงแรมเกียวอัน จ.สระบุรี มีผู้เข้าร่วมงาน
ประกอบด้วย พระสงฆ์ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง กลุ่มแม่บ้าน
กลุ่มองค์กรปกครองท้องถิ่น และประชาชนผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งข้าราชการในจังหวัดสระบุรี
และจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางจำนวน 1,000 คน
ผลการประชาพิจารณ์ที่น่าสนใจ คือ ต้องการให้รัฐสนับสนุนงบประมาณ
ในการจัดการศึกษา ของสงฆ์ให้เพียงพอ เพื่อเป็นกำลังในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา
เห็นด้วยที่จะให้มีหน่วยงานบริหารการศึกษาหน่วยเดียว ต้องการให้มีการจัด
สหวิทยาเขตโดยรัฐร่วมกับเอกชนเพื่อจะได้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ควรกระจายการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาไประดับจังหวัดให้มากขึ้น
เห็นด้วยกับการมีใบประกอบวิชาชีพครู สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
มีความเห็นเป็น 2 ประเด็น คือ ส่วนหนึ่งเห็นว่าควรเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล - ม.3
อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าควรจัดในช่วง ป.1-ม.6 โดยให้การสนับสนุนการจัดการศึกษา
ระดับก่อนประถมศึกษาด้วย