สรุปผลประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ในแต่ละครั้ง
ครั้งที่ 31 การประชาพิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จัดโดยกรมสามัญศึกษา
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2541 ที่โรงเรียนบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
ผู้เข้าร่วมประชุม ครู อาจารย์ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง
นักเรียน รวม 706 คน มีผลสรุป ดังนี้
         
1.ชุมชนควรมีส่วนร่วมกับโรงเรียนในการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้อง
และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของชุมชน
          2.ควรจัดแบบให้เรียนฟรี แบบเรียนไม่ควรเปลี่ยนแปลงบ่อย หากมีการเปลี่ยนแปลง
ควรอยู่ในช่วง 3-5 ปี
          3.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี รัฐควรดูแลทั้งสายสามัญและสายอาชีพ
          4.วิธีกำหนดเขตพื้นที่การบริการทางการศึกษา ควรสำรวจข้อมูลจากบุคลากร
ในพื้นที่ก่อน จึงประกาศเป็นพื้นที่บริการ
          5.รัฐไม่ควรมองข้ามเรื่องเศรษฐกิจ และจรรยาบรรณ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของครู
          6.ระบบการบริหารการศึกษาควรมีองค์กรเดียว รับผิดชอบการบริหารการศึกษา
ทั้งระบบ
          7.ควรปรับปรุงมาตรฐานของทุกโรงเรียนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องประกาศ
เป็นโรงเรียนดีเด่น
          8.รัฐควรจัดการศึกษาระบบพึ่งพา คือ ระดับอุดมศึกษาควรลงมาช่วยการศึกษา
ระดับพื้นฐาน เช่น การผลิตสื่อการเรียนการสอนเป็นต้น
          9.สนับสนุนการออกใบประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษา แต่ควรมีการคัดเลือก
ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มาทำหน้าที่ออกใบประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษา
        10.ควรให้โรงเรียนได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษา ทั้งจากคณะกรรมการภายนอก
และคณะกรรมการภายในอย่างสม่ำเสมอ
ครั้งที่ 32 ศึกษาธิการจังหวัดพังงา เชิญนักธุรกิจ ผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารการศึกษา
ครู นักเรียน นักศึกษา จำนวน 130 คน ในวันที่ 14 สิงหาคม 2541
ที่ศาลาประชาคมจังหวัดพังงา
  1. สิทธิในการจัดการศึกษา ควรเปิดโอกาสให้บุคคล ชุมชน องค์กรเอกชนและรัฐ
    จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่บิดามารดาที่จะจัดการศึกษาให้บุตรต้องเน้นการฝึก
    ทักษะสังคมด้วย และหากจะสนับสนุนให้ บิดา มารดา จัดต้องกำหนดคุณสมบัติ
    ผู้ปกครองที่มีความพร้อม และให้ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานการศึกษา ในส่วนของ
    โรงเรียนเอกชน ควรได้รับการอุดหนุน แต่ต้องมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐ
    กำหนด
  2. การบริหารการจัดการศึกษา สนับสนุนให้จัดตั้งกระทรวงศึกษาธิการแห่งชาติ
    ทำหน้าที่กำหนดนโยบายจัดสรรทรัพยากร และกำหนดมาตรฐานคุณภาพ ในระดับ
    จังหวัดให้มีคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายจากกระทรวง มากำหนด
    นโยบายบริหารจัดการในจังหวัดให้มีเอกภาพ และให้กระจายอำนาจสู่สถานศึกษา
    ให้เป็นนิติบุคคล มีอิสระในการตัดสินใจในฐานะผู้ปฏิบัติ/ผู้จัดการศึกษาโดยตรง
  3. การศึกษาภาคบังคับ เสนอให้จัดการศึกษาภาคบังคับตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.3 เพื่อให้ทุกคน
    ต้องเข้ารับการศึกษาอย่างแท้จริง
  4. ใบประกอบวิชาชีพครู ครูควรมีใบประกอบวิชาชีพครู โดยมีหน่วยงานออกใบอนุญาต
    และเบิกถอน มีการพัฒนาและประเมินเป็นระยะ จนแน่ใจว่ามีความเหมาะสมในการเป็นครู
    จึงออกใบประกอบวิชาชีพครูให้ถาวร
ครั้งที่ 33 ทบวงมหาวิทยาลัยเชิญผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาทั้งสังกัดภาครัฐ
และเอกชน ทั้งสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย และกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 500 คน
วันที่ 14 สิงหาคม 2541 ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร
  1. ด้านเอกภาพการศึกษาแบ่งเป็นเอกภาพด้านนโยบาย และมาตรฐานการศึกษา
    โดยไม่จำเป็นต้องบริหารภายใต้องค์กรเดียว แต่อยู่ภายใต้กรอบการทำงานเดียวกัน
    และมีกลไกลเพื่อให้เกิดเอกภาพในรูปคณะกรรมการที่มาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
    การจัดการศึกษา
  2. ด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้กระจายอำนาจการบริหารส่วนกลาง
    ไปสถาบันการศึกษา เพื่อเชื่อมโยงกับการออกนอกระบบราชการ ส่วนการจัดการศึกษา
    ระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ควรกระจายอำนาจบริหารสู่องค์กรระดับจังหวัด และอำเภอ
    ส่งเสริมภาคเอกชนและชุมชนมีส่วนร่วม
  3. ด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้กระจายอำนาจการบริหารส่วนกลาง
    ไปสถาบันการศึกษา เพื่อเชื่อมโยงกับการออกนอกระบบราชการ ส่วนการจัดการศึกษา
    ระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ควรกระจายอำนาจบริหารสู่องค์กรระดับจังหวัด และอำเภอ
    ส่งเสริมภาคเอกชนและชุมชนมีส่วนร่วม
  4. ด้านการจัดสรรทรัพยากร รัฐต้องจัดสรรตามความจำเป็น และเหมาะสม
    พัฒนาและขยายขอบเขตการระดมทรัพยากรจากแหล่งอื่น ๆ ต้องสนับสนุนงบประมาณอุดมศึกษา
    ในรูปเงินอุดหนุนทั่วไป และรัฐต้องสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาเอกชนด้วย
  5. ด้านคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การกำกับดูแลมี 2 แนวทางคือ ให้องค์กรเดิมที่มีอำนาจ
    ตามกฎหมายปรับกลไกประสานในรูปคณะกรรมการที่มาจากหน่วยงานการศึกษา
    และองค์กรวิชาชีพ และจัดตั้งสำนักมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระ
    ประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา โดยแยกระดับการศึกษาให้ชัดเจน
    ซึ่งอาจแยกเป็น 2 หน่วยงานสำหรับประเมินระดับประถมและมัธยม
    และระดับอุดมศึกษา
ครั้งที่ 34

การประชาพิจารณ์จัดโดยกรมสามัญศึกษา ที่โรงเรียนปากเกร็ด
จังหวัดนนทบุรี มีผู้บริหาร ครู และนักเรียน จำนวน 200 คน
วันที่ 17 สิงหาคม 2541

  1. ในการจัดการศึกษาต้องใช้หลักการด้านศาสนา เข้ามาพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม
    และต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพของพระสงฆ์ โดยส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์
    เพื่อให้เผยแผ่พุทธศาสนาให้ทันการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ

  2. การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ไม่ควรกำหนดการศึกษาภาคบังคับอีกต่อไป
    เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ควรมุ่งไปสู่การประกอบอาชีพได้
    สำหรับผู้ที่ไม่ศึกษาต่อ

  3. การพัฒนาครู ควรให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมประเมิน และตรวจสอบคุณภาพครู
    มีระบบประเมินศักยภาพ และควรกำหนดให้ครูเกษียณอายุราชการอายุ 55 ปี

ครั้งที่ 35 การประชาพิจารณ์ จัดโดยกรมสามัญศึกษา ในงานมหกรรมวิชาการ
ของสหวิทยาเขตโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โรงเรียนราชดำริ
โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต โรงเรียนศรีพฤฒา โรงเรียนสิริรัตนาธร โดยมีครูอาจารย์ 50 คน
นักเรียน 250 คน รวม 300 คน วันที่ 18 สิงหาคม 2541
  1. การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ควรมีมานานแล้ว แต่ต้องให้ความรู้เรื่องการจัดบริการการศึกษา
    แก่ ผู้ปกครองอย่างชัดเจน การจัดการศึกษาไม่ควรมีเนื้อหาวิชาการมากเกินไป
    ต้องเน้นให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง สามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ และถนัด
  2. การบริหารจัดการศึกษาควรพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ จัดสรรทรัพยากร อุปกรณ์
    อย่างเสมอภาคกันทุกโรงเรียน ควรจัดให้มีข้อสอบกลาง เพื่อวัดระดับความสามารถ
    ของนักเรียน และความสามารถในการบริหารงานของโรงเรียนให้เกิดคุณภาพ
  3. การพัฒนาวิชาชีพครู ควรให้ความสำคัญต่อวิชาชีพครู สร้างคุณค่าความเป็นครู
    และความศรัทธาที่จะประกอบวิชาชีพครู ครูควรได้รับการพัฒนาให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
    มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูด้วยกัน
ครั้งที่ 36 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เชิญผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ครู
ผู้ปกครอง นักเรียนประชาชนในชุมชน และข้าราชการจำนวน 608 คน
เข้าร่วมประชาพิจารณ์ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2541
ณ ห้องประชุมโรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน
  1. กลุ่มนักเรียนสนับสนุนให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ในส่วนการศึกษาเอกชน
    ควรแจกหนังสือให้เรียนฟรี หรือบริการหนังสือยืมเรียน จัดให้มีทุนการศึกษา
    การจัดสวัสดิการรักษาพยาบาล แก้ไขปัญหายาเสพติด การเตรียมหาตลาดแรงงาน
    ให้ผู้จบการศึกษา และขอให้เร่งพัฒนาคุณภาพครูทั้งของโรงเรียนรัฐและเอกชน
  2. กลุ่มผู้ปกครองและประชาชนในชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
    หลักสูตรของท้องถิ่น การบริหารจัดการบุคลากร โดยเฉพาะในกรณีที่ครูประพฤติตนไม่เหมาะสม
    และร่วมตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของท้องถิ่น
  3. กลุ่มผู้บริหารและผู้แทนสมาคมการศึกษาเอกชน ขอให้รัฐกำหนดการจัดสัดส่วน
    การจัดการศึกษา ระหว่างรัฐกับเอกชนให้ชัดเจน หากท้องถิ่นใดเอกชนจัดการศึกษา
    ได้อยู่แล้ว รัฐไม่ควรเข้าไปจัดอีก, ควรให้เอกชนจัดการศึกษาเฉพาะทาง
    ตามความชำนาญ โดยสถานศึกษาเอกชนควรมีอิสระคล่องตัว รัฐเพียงกำกับด้านมาตรฐานคุณภาพ
    โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับมาตรฐานของโรงเรียนของรัฐ และควรมีมาตรการด้านภาษี
    ให้ยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนดให้กับโรงเรียนรัฐบาล
ครั้งที่ 37 กรมวิชาการได้แจกเอกแบบสอบถามให้ข้าราชการจำนวน 300 คน
เพื่อประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และได้วิเคราะห์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2541
  1. การนิยามคำว่า "สถานศึกษา" ควรใช้รวมทั้งสถานศึกษา และสถาบันการศึกษา
    ที่จัดในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา และในระดับอุดมศึกษา และขอให้ครอบคลุมถึงครอบครัว
    ชุมชน สถาบันศาสนา องค์กรเอกชน และสถานประกอบการที่จัดการศึกษาด้วย
  2. การศึกษาขั้นพื้นฐานควรครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อม เด็กระดับ
    ก่อนประถมศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.6
  3. ระบบการศึกษาน่าจะมีเพียง 2 ระบบ คือ การศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบ
    ซึ่งการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานอกระบบ
  4. บทบาทของกระทรวงศึกษาแห่งชาติ มิได้ระบุหน้าที่ในการจัดการศึกษา
    ระดับอุดมศึกษาไว้อย่างชัดเจน และแนวการบริหารจัดการในส่วนของ
    การศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้ทั่วถึง มีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น
    ยังขาดแนวปฏิบัติ
ครั้งที่ 38 ศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก เชิญบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการทั่วไป นักธุรกิจ
นักเรียน นักศึกษา ประชาชน นักวิชาการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวม 204 คน
วันที่ 25 สิงหาคม 2541 ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก

          1.สนับสนุนสิทธิในการรับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับคนไทยทุกคน
โดยต้องจัดให้เสอมภาคไม่เลือกปฏิบัติ และบิดา มารดา มีหน้าที่ส่งบุตรเข้ารับ
การศึกษา
          2.การบริหารการศึกษา ควรปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ปัจจุบัน
การจัดสรรงบประมาณการศึกษาขึ้นอยู่กับนักการเมือง โดยไม่กระจายไปตาม
สภาพปัญหา และการพัฒนาในพื้นที่
          3.การศึกษาขั้นพื้นฐานให้นับ ป.1 ถึง ม.6 แต่การศึกษาภาคบังคับจัด
อนุบาล ถึง ม.3 เพราะปัจจุบัน พ.ร.บ.ประถมศึกษากำหนดการศึกษาภาคบังคับ
ไว้แล้ว
          4.ครูในปัจจุบันจำนวนหนึ่งประพฤติปฏิบัติตนขาดคุณธรรม จริยธรรม
จึงควรจัดระบบในการพัฒนาวิชาชีพครู มีการออกใบประกอบวิชาชีพ โดยคุรุสภา
เป็นองค์กรดูแลวิชาชีพ และจรรยาบรรณครู
          5. ให้คณะกรรมการท้องถิ่นเข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตร กำหนดมาตรฐาน
ระดับท้องถิ่น กำหนดแนวในการตรวจสอบคุณภาพ และร่วมตรวจสอบคุณภาพ

ครั้งที่ 39 การประชาพิจารณ์ของกรมสามัญศึกษาในกลุ่มผู้ปกครอง นักเรียน ครู
และพระภิกษุ ในกลุ่มโรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย กทม. จำนวน 250 คน
วันที่ 21 สิงหาคม 2541
  1. สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปื ที่ต้องจัดให้คนไทยทุกคน
    โดยนับจากชั้นประถมปีที่ 1 ถึง ม.6 แต่ให้ระบุแนวทางชัดเจนในการจัดการศึกษา
    ก่อนประถมศึกษา
  2. การจัดการศึกษาให้มุ่งพัฒนาคุณภาพเด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้เป็นคนดี ใฝ่ดี มีคุณธรรม
    รู้จักพัฒนาตนเอง ได้รับการฝึกให้มีจิตสำนึกในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  3. คุณภาพของการศึกษาควรมุ่งที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ มิใช่เพียงแต่สร้างอาคารสถานที่
    และต้องพัฒนามาตรฐานโรงเรียน ให้ดีใกล้เคียงกันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    ซึ่งมาตรฐานแตกต่างกันมาก
  4. การพัฒนาวิชาชีพครู ควรให้โอกาสครูได้พัฒนาตนเอง พัฒนาการทำงานอย่างมืออาชีพ
    พัฒนาวิธีสอน คุณธรรม จริยธรรม และควรจัดหาหรือฝึกอบรม ครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ
    หรือในสาขาขาดแคลน ซึ่งเป็นปัญหาอยู่
  5. ชุมชนและโรงเรียนควรมีส่วนร่วมมือช่วยเหลือกัน ชุมชนสามารถใช้ทรัพยากร
    โดยเฉพาะห้องสมุด บริการคอมพิวเตอร์จากสถานศึกษา และชุมชนควรเข้าร่วมจัดการศึกษา
    ตรวจสอบคุณภาพผู้บริหารและครู ควรจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองเข้ามาใกล้ชิด
    กับโรงเรียน
  6. ขอให้กำหนดแนวทางสนับสนุนจากรัฐ ในส่วนของการศึกษาเอกชน เพื่อให้กิจการอยู่รอด
    ขณะนี้จำนวนนักเรียนทุกระดับลดลงมาก เนื่องจากการขยายตัวของโรงเรียนภาครัฐ
ครั้งที่ 40 ศึกษาธิการจังหวัดระยองเชิญผู้บริหารการศึกษา 339 คน ประชาชนกลุ่ม
ชาวบ้านหัวยาง กลุ่มชุมชนนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว
ชาวสวน ชาวไร่ ชาวประมง และผู้นำชุมชนอีก 70 คน รวม 409 คน จัดประชาพิจารณ์
ในวันที่ 23 สิงหาคม 2541 ณ โรงเรียนระยองวิทยาคม จังหวัดระยอง
  1. การจัดการศึกษา ควรกำหนดเงื่อนไขหรือสภาพบังคับสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    ไว้ให้ชัดเจน
  2. ในการจัดการศึกษาควรให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ และเข้าใจการเมืองการปกครอง
    รักษาสิ่งแวดล้อมสนใจ วัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณีท้องถิ่น โดยบรรจุไว้ในหลักสูตร
    และให้นักเรียนได้เรียนจากสิ่งรอบตัว
  3. ควรขอความร่วมมือจากชุมชน และสื่อมวลชน เข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริมการจัดการศึกษา
  4. การจัดการศึกษาในกลุ่มเด็กปฐมวัยควรกำหนดให้ชัดเจน เพื่อจัดเตรียมเด็กเล็กให้เติบโต
    อย่างมีคุณภาพ และต้องช่วยเหลือเป็นพิเศษในกลุ่มที่ พ่อ แม่ มีรายได้น้อย
    ต้องประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำ