หน่วยงานรูปแบบพิเศษ SDU
ความเป็นมาและหลักการ

แนวคิดของแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546 – 2550 ) ประกอบกับเจตนารมณ์และเงื่อนไขตามมาตร16
ของกฎหมาย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 ทำให้เกิดความจำเป็นในการออกแบบโครงสร้าง องค์กรรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่
ส่วนราชการ  โดยเฉพาะในส่วนภารกิจงานเกี่ยวกับการให้บริการหรืองานสนับสนุน (
non-core functions) บางประการ ซึ่งยังไม่สมควร
หรือไม่มีเหตุผล สนับสนุน รองรับในการยุบเลิก และให้เอกชน เข้ามาดำเนินการแทน  แต่การดำเนินงานดังกล่าวต้องอาศัยนวัตกรรม
ทางการบริหาร จัดการ และความเป็นอิสระคล่องตัว  โดยเฉพาะการมุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความคุ้มค่าของเงินคุณภาพ
และความพึงพอใจ ของลูกค้า ผู้รับบริการนอกจากนี้  ผลการสำรวจวิธีการดำเนินงานที่มีความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ

(Intenational Best Practices Survey)  ยังได้พบว่า บรรดา ประเทศชั้นนำต่าง ๆ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานให้บริหารในลักษณะพิเศษขึ้นมา
เป็นเวลานาน พอสมควรแล้ว  เพื่ออุดช่องว่าง เกี่ยวกับ การจัดโครงสร้างองค์การในภาครัฐ  อาทิเช่น  ประเทศสหราชอาณาจักรได้จัดตั้ง
หน่วยงานเรียกว่า
Executive Agency (EA)  รวมทั้งสิ้น ประมาณมากกว่า 250 แห่ง ประเทศคานาดาได้จัดตั้ง หน่วยงานเรียกว่า 
Special Operating Agency (AOA)  รวมจนถึงประเทศออสเตรเลีย  ประเทศนิวซีแลนด์  ประเทศสวีเดน  ประเทศเนเธอร์แลนด์  ประเทศฝรั่งเศส 
และประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้วยเหตุผลดังกล่าว  จึงสมควรให้มีการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit)  หรือหน่วยบริการ
รูปแบบพิเศษขึ้น ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ของ ฝ่ายบริหาร เพื่อรับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการ
(Service Provider)
บางประเภท แก่ส่วนราชการต้นสังกัดหรือ ส่วนราชการอื่นใด หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  และประชาชนโดยทั่วไป  
โดยมีอิสระ ความคล่องตัว ในการบริหารงานได้อย่างเพียงพอ ต่อการส่งมอบบริการ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

หน่วยบริการรูปแบบพิเศษคืออะไร ?

หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ มีสถานะเป็นหน่วยงานในบริการภายในของระบบ ราชการ  ที่มุ่งเน้นในเรื่องของประสิทธิภาพ
และคุณภาพของการดำเนินงาน  โดยมีลักษณะ กึ่งอิสระ 
(Quasj-Autonomy) หรือมี ann’s length  ออกไปได้ในระดับหนึ่ง  แต่ไม่มีสถานะ
เป็นนิติบุคคล ซึ่งแยกออกไปต่างหากจากหน่วยงานแม่ (parent organizatio)  ดังเช่นกรณีของการมหาชน  หรือ รัฐวิสาหกิจ   กล่าวอีกนัยหนึ่ง
หน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้นยังคงถือเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือกรม  และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของปลัดกระทรวงหรืออธิบดี
สุดแล้ว แต่กรณี ตามนัยดังกล่าว หน่วยบริหารรูปแบบพิเศษมีลักษณะ ของการจัดโครงสร้าง การบริหารในแบบการกระจายอำนาจ 
โดยแยกส่วนออกมา เป็นหน่วยงานเอกเทศ  หรือนิยมเรียก กันว่า  ศูนย์รับผิดชอบ (responsibitity center)  ที่สามารถดูแลรับผิดชอบ
การดำเนินงานการบริหาร ทรัพยากร และการส่งมอบผลผลิตของตนเอง ในลักษณะเดี่ยวกันกับ ศูนย์กำไร (profit center)  ที่นิยมจัดตั้งขึ้น
ในบริษัทธุรกิจทั่วไป

                           ด้วยเหตุที่หน่วยบริการรูปแบบพิเศษยังคงมีความสัมพันธ์ผูกพันกับหน่วยงานแม่ การดำเนินงานใดๆ ของหน่วยบริการ
รูปแบบ พิเศษ จึงต้องได้รับการมอบอำนาจ จาก ปลัดกระทรวง หรืออธิบด ีของหน่วยงานแม่  อันก่อให้เกิดผลติดตามมาอย่างน้อยสองประการ
  กล่าวคือ  ประการแรก
  หน่วยบริการรูปแบบพิเศษต้องมีภาระรับผิดชอบต่อผลงาน
(accountability for resoults)  ต่อหน่วยงานต้นสังกัด
ของตน และ ประการที่สอง ฝ่ายผู้มอบอำนาจยังสามารถเข้าไปกำกับดูแลการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่า
การดำเนินงาน ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษอยู่  เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงาน ของหน่วย บริการรูปแบบพิเศษ เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ของการจัดซื้อ อย่างแท้จริง

หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ  เป็นทางเลือกใหม่ของการจัดการโครงสร้างองค์การ ในภาคราชการที่จะช่วยทำให้ขนาดของ
ส่วนราชการเติมเล็กลง  มีการถ่ายโอนและ โยกย้าย ข้าราชการและ ลูกจ้าง บางส่วนออกำป  ลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่าย  รวมถึง
การปรับปรุง ประสิทธิภาพแล คุณภาพของการดำเนินงานให้ดีขึ้นตัวอย่างความเป็นไปได้ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ  ได้แก่ 
โรงงานกษาปณ์  โรงพิมพ์ ของส่วนราชการ  หน่วยทดสอบคุณภาพมาตรฐานและห้องปฏิบัติการ
(Iaboratory) หน่วยศึกษาวิเคราะห์
และวิจัย  หน่วยฝึกอบรมและพัฒนา ทักษะ หน่วยให้บริการคำปรึกษาแนะนำ หน่วยให้บริการในด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องจักรกล 
และอุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงศูนย์ บริการร่วม ระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ เป็นต้น

สำหรับเกณฑ์การตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนภารกิจหรือส่วนงานใด ให้กลายสภาพไปเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้น
ควรจะต้องมีองค์ประกอบ

ก.      มีลักษณะหรือธรรมชาติการดำเนินงานเป็นเรื่องของการให้บริการ

ข.      สามารถดำเนินการได้อย่างชัดเจนภายใต้กรอบนโยบายที่กำหนดขึ้น

ค.      มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและสร้างภาระรับผิดชอบต่อหน่วยงานแม่ต้อนสังกัดได้

ง.       สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

จ.      มีขนาดที่เหมาะสมเพียงพอต่อการแยกส่วนออกมาจากหน่วยงานแม่ต้นสังกัด

ฉ.      ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในแง่ของการจัดการโครงสร้างการบริหารงาน (governance structure)  จองหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้น อาจดำเนินการใน
รูปของคณะกรรมการอำนวยการ หรือ คณะกรรมการ บริหาร ที่ได้รับการ แต่งตั้ง จากหน่วยงานแม่ต้นสังกัด (หรือในกรณีที่เป็น
ศูนย์บริการร่วม อาจมีผู้แทนของหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันเป็นคณะกรรมการบริหาร)  หรืออาจให้อยู่ภายใต้การดูแล บังคับบัญชา
ของปลัดกระทรวง  รองปลัดกลุ่ม ภารกิจหรืออธิบดี  เป็นการโดยตรงก็ได้

ทั้งนี้  หน่วยบริการรูปแบบพิเศษจะต้องมีอิสระความคล่องตัวในการจัดโครงสร้างองค์การอัตรากำลังและค่าตอบแทนของตน
ได้เองตามความเหมาะสม  โดยผ่านความเห็นชอบ ของคณะกรรมการ อำนวยการหรือคณะกรรมการบริหาร  หรือผู้บังคับบัญชาสุดแล้วแต่กรณี 
เนื่องจากมีระบบการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่าย และวางระบบรายงานเพื่อการควบคุม ทางการเงินอย่าง เคร่งครัดไว้แล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติม

ถึงแม้ว่าการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ  จะอาศัยรูปแบบวิธีการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ (business-like approach) 
แต่จะต้องไม่มีวัตถุประสงค ์เพื่อการ แสวงหากำไร  โดยหน่วยบริการรูปแบบพิเศษสามารถจะเรียกเก็บค่าบริการจากหน่วยงานแม้ต้นสังกัด 
หน่วยงานหรือลูกค้าผู้รับผิดชอบบริการอื่น ๆ ได้  ทั้งในรูปแบบของ
direct dharg  หรือบริการ ผ่านทางหน่วยงานแม่หรือส่วนราชการอื่น เป็นต้น 
เพื่อหารายได้ให้พอเพียงกับการดำเนินงานของ ตนเองและไม่จำเป็นต้องส่งรายได้ดังกล่าวให้แก่  กระทรวงการคลัง ฉะนั้น  หากหน่วยบริการ
รูปแบบพิเศษมีรายได้เหนือรายจ่ายก็อาจเก็บบางส่วนไว้สำหรับลงทุนเพิ่มเติม  การสร้างแรงจูงใจให้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 
การพัฒนาองค์การและบุคลากร ให้มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันสูงขึ้น ในระยะยาว

อย่างไรก็ดี  ในบางกรณีกระทรวงการคลังร่วมกับ ก.พ.ร.  อาจเสนอให้คณะ รัฐมนตรีวางเงื่อนไขให้หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ
ใดจัดส่งรายได้เข้ารัฐเมื่อมีเหตุอันสมควรก็ได้  หรืออาจเข้าแทรกแซง โดยการเสนอสำนักงบประมาณให้ปรับลดวงเงินงบประมาณที่จัดสรรให้แก่
หน่วยงานแม่ต้นสังกัดลด  เป็นต้น

อำนาจหน้าที่และขอบเขตการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษสามารถออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามความเหมาะสม
กับธรรมชาติการดำเนินการของแต่ละแห่ง  โดยก่อนดำเนินการ จัดตั้งขึ้นอย่างเป็ฯทางการนั้นจะต้องมีการจัดทำเอกสารกรอบการดำเนินงาน
(Framework Document) ขึ้น  เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน  ซึ่งมีสาระครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับ

1.      วัตถุประสงค์  พันธกิจ  และอำนาจหน้าที่

2.      ความสัมพันธ์และภาระรับผิดชอบต่อหน่วยงานแม่ต้นสังกัด

3.      การวางแผนและรายงานผล

4.      แนวทางการบริหารทรัพยากร : ทรัพย์สิน  การเงิน  และบุคลากร

5.      แนวทางการประเมินองค์การและผลสัมฤทธิ์

6.      ทิศทางการพัฒนาองค์การในอนาคต  และ

7.      อื่น ๆ (ถ้ามี)

รวมถึงอาจให้มีการเตรียมแผนการดำเนินงาน (Business Plan)  ประมาณ 2-3 ปีไว้ล่วงหน้า  เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในด้านต่าง ๆ

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เอกสารกรอบการดำเนินงานดังกล่าวนี้  จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหน่วยงานแม่ต้นสังกัด  และ ก.พ.ร. ก่อนเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อให้มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการต่อไป โดยการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษอาจทำได้ในรูปของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ี                           ในการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้นต้องยึดลักการกำกับดูแลตนเองที่ดี  มีการเปิดเผยข้อมูลและการรายงานผล การดำเนินงานต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยและสม่ำเสมอ รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกสามารถเข้ามาแข่งขันอย่างเป็นธรรมได้
(Contestability)  และยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบและประเมินผลของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

 

กล่าวโดยสรุป

1. หน่วยบริการรูปแบบพิเศษเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ  ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแก่หน่วยงานต้นสังกัด
ส่วนราชการอื่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ นและ/หรือประชาชน  โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหารายได้ (กำไร)  และนำส่งรายได้เข้ารัฐ
เป็นการโดยตรง  หรือจำเป็นต้องเลี้ยงตัวเอง ได้เป็นสำคัญ
(full cost recovery)  อย่างไรก็ดี  ในบางกรณี อาจมีการวางเงื่อนไขให้ต้องนำส่งรายได้
เหนือรายจ่ายบางส่วนเข้าตามสมควร

2. การจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศาไม่ใช่เป็นเรื่องของการเตรียมการแปรสภาพกิจการหรือโอนถ่ายภารกิจให้ไปเป็นของเอกชน
(privitization) แต่การดำเนินงานของหน่วย บริการ รูปแบบพิเศษต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถแข่งขั้นและเทียบเคียงได้กับภาคเอกชน 
โดยอาจต้องเปิดให้มีการทดสอบตลาด
(market testing)  เพื่อตอบคำถามและให้เหตุผล (justify)  ในการธำรงอยู่ของตนเอง

3.  หน่วยบริการรูปแบบพิเศษไม่ใช่หน่วยงานที่มีความเป็นอิสระอย่างเด็ดขาดหรืออยู่นอกเหนือการควบคุมดูแลของฝ่ายบริหาร
อย่างสิ้นเชิง  แต่ยังคงอยู่ภายใต้สายการบังคับ บัญชาของรัฐมนตรี  ปลัดกระทรวง  และอธิบดีตามลำดับ

4.  การได้รับการยกเว้นหรือผ่อนคลายกฏระเบียบ  เพื่อให้เกิดอิสระความคล่องตัวทางการบริหารจัดการ (managerial flexibility
waivers)
  ยังคงมีขีดจำกัดอยู่บางประการ ตราบเท่าที่ ไม่เกิดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี)  ที่สามารถ
อนุญาตหรืออนุมัติให้ได้เท่านั้น

5. การจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ  มีหลักการที่แตกต่างไปจากองค์การมหาชน ในแง่ของลักษณะธรรมชาติของภารกิจงาน
ที่ยังไม่สมควรแยกออกเป็นนิติบุคคลอิสระ อย่างเด็จขาดจากหน่วยงานแม่ต้นสังกัดเดิม  หรืออาจมีขนาดที่ค่อนข้างเล็กและ ขอบเขตที่จำกัดกว่า
  หรือไม่มีคุณลักษณะของประเด็นในเชิงนโยบายสาธารณะ อย่างเด่นชัด ที่จำเป็นต้องมีระดับของ ความเป็นอิสระอย่างค่อนข้างสูง

ตารางสรุปเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างส่วนราชการ

หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ และองค์การมหาชน

ประเด็น ส่วนราชการ หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ องค์การมหาชน

1. ภารกิจ

 

 

 

 

 

ภารกิจหลักของหน่วยงานตามที่
ี่กำหนดในกฎหมาย



 

ภารกิจที่เกี่ยวกับการให้บริการเฉพาะด้าน
แก่หน่วยงานต้นสังกัด ส่วนราชกหารอื่น
องค์กรปกครองส่วนท้อวงถิ่น และ/หรือ
ประชาชน ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้
้(กำไร) และนำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นการ
โดยตรง หรือจำเป็นต้องเลี้ยงตัวเองได้เป็น
สำคัญ

ภารกิจที่รัฐต้องดำเนินการในการจัดบริการ
สาธารณะแก่ประชาชน โดยไม่มีวัตถุประสงค์
เพื่อแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก

 

 

2. สถานะของ
หน่วยงาน

 

- เป็นนิติบุคคล
- เป็นหน่วยงานที่ระเบียบแบบแผน
การบริหารและการดำเนินการตาม
กฏระเบียบกลาง

- ไม่เป็นนิติบุคคล
- เป็นหน่วยงานที่มีความอิสระมีความ
คล่องตัว ในการบริหารงานภายใต้การ
กำกับของหน่วยงานแม่

- เป็นนิติบุคคล
- เป็นหน่วยงานที่มีความอิสระมีความ
คล่องตัว ในการบริหารงานภายใต้การ
กำกับ ของ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด

3. ของเขต
อำนาจหน้าที่

กำหนดในกฎกระทรวง
แบ่งส่วนราชการ

กำหนดในีระเบียบสำนักงานยรัฐมนตรีจัดตั้ง

กำหนดในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง

4. กรอบการ
ดำเนินการ



มีแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ
ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ
เป็นแนวทางการดำเนินงาน


มีเอกสารกรอบการดำเนินงานขององค์กร
ที่จะต้องเสนอให้หน่วยงานแม่เห็นชอบก่อน



มีแผนการดำเนินงานขององค์กรโดยต้องมี
แผนการลงทุนและมีแผนกลยุทธ์และแผน
การดำเนินงานที่ได้รับความเห็นชองจาก
คณะกรรมการ
5. การบริหาร
งานภายใน






ใช้ระบบการบริหารงาน บริหารคน
และบริหารเงินที่องค์กรกำหนด






- มีระบบการบริหารงาน บริหารคน และ
และบริหารเงินที่กำหนดขึ้นเอง
- มุ่งเน้นในเรื่องของประสิทธิภาพและ
คุณภาพ ของการดำเนินงาน
- เรียกเก็บค่าบริการจากหน่วยงานแม
่ต้นสังกัดหน่วยงานหรือลูกค้าผู้รับบริการ
อื่น ๆ ได้

- มีระบบการบริหารงาน บริหารคน และ
บริหาร เงินที่กำหนดขึ้นเอง
- เน้นการให้บริการเชิงประสิทธิภาพ
มุ่งผลสัมฤทธิ์ การดำเนินงาน



6. การกำกับ
ดูแล


กำกับดูแลตามสายการบังคับบัญชา



กำกับดูแลโดยหน่วยงานแม่



- มีคณะกรรมการบริหารงานในรูปคณะกรรมการ
- รัฐมนตรีเจ้าสังกัดมีหน้าที่กำกับดูแลการ
ดำเนินงานของ OP ให้เป็นไปตามกฎหมาย
7. การติดตาม
ประเมินผล
และรายงาน



- มีระบบการรายงานและ
การประ เมินผลตามแบบกลาง
- ต้องกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลการปฏิบัติภารกิจ
ขององค์การ (ดู พรฎ. GG)

- มีระบบการรายงานและการประเมินผล
ที่ชัดเจน
- ต้องกำกนดตัวชี้วัดประสิทธฺภาพและ
ประสิทธิผลการปฏิบัติภารกิจขององค์การ
ไว้ล่วงหน้า

- อยู่ภายใต้ระบบการประเมินของ OP ตาม
หลักเกณฑ์ ค.ร.ม.กำหนด
- จัดทำรายงานปีละ 1 ครั้ง เสนอรัฐมนตรี
เจ้าสังกัด


8. อื่น ๆ




    ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง
กฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองแรวงงาน
กฎหมายว่าด้วยแรงงาน สัมพันธ์
กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และ
กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

กระบวนการและขั้นตอนในการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ

1.      กระบวนการและขั้นตอนการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ มี  4 ขั้นตอน

1.1  กรมเจ้าสังกัดวิเคราะห์ความเหมาะสมของหน่วยงานที่ประสงค์จะจัดตั้งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษเสนอกระทรวง พิจารณา  เมื่อกระทรวงเห็นชอบ

1.2 ส่งคำขอจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษไปยังสำนักงาน ก.พ.ร.  วิเคราะห์ความเหมาะสมในด้านภารกิจ  ศักยภาพขององค์กร ด้านต่าง ๆ ระบบการบริหารจัดการ  และระบบการกำกับดูแล

1.3 นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตัดสินใจ

1.4 หากคณะรัฐมนตรีเห็นควรอนุมัติจัดตั้ง  กระทรวงจะดำเนินการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

2. เมื่อหน่วยจัดตั้งบริการรูปแบบพิเศษขึ้นต้องจัดทำเอกสารกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง สำหรับ เป็นกรอบ การดำเนินการ  โดยมีหัวข้อต่อไปนี้

·       วัตถุประสงค์  พันธกิจ  และอำนาจหน้าที่

·       ความสัมพันธ์และภาระรับผิดชอบต่อหน่วยงานแม่

·       การวางแผนและรายงานผล

·       แนวทางการบริหารทรัพยากร : ทรัพย์สิน  การเงิน  และบุคลากร

·       แนวทางการประเมินองค์การและผลสัมฤทธิ์

·       ทิศทางการพัฒนาองค์การในอนาคต

·       อื่น ๆ

3.หน่วยบริการรูปแบบพิเศษต้องจัดทำแผนปฏิบัติการรายปี เสนอต่อหน่วยงานแม่เพื่อให้เห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการในต้นปีงบประมาณ  แผนปฏิบัติการ รายปีความประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้  (Project feasibility studies)

 

การบริหารรายได้  ทรัพย์สิน  และการบริหารงานบุคคล

 

1.  หน่วยบริการรูปแบบพิเศษจะต้องบริหารงานภายใต้หลักการของการคิดคำนวณต้นทุนอย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะ การตีรารามูลค่าสินทรัพย์ ของทางราชการที่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์  การคำนวณเสื่อมราคาและการใช้ระบบบัญชี เกณฑ์สิทธิ์ (accrual accounting)

2.  ในการทำธุรกรรมใด ๆ ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ  ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม  แต่ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคล

3. การบริหารงานบุคคล สามารถวางระเบียบบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพนักงานของตนได้เอง  โดยอาจ ขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการ บริหารงานบุคคลภายในหรือผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานแม่ต้นสังกัด  และจัดทำประกาศ อย่างเป็นทางการ

4.      บุคลากร  อาจแยกออกเป็น  2 ประเภท  กล่าวคือ

ก. ข้าราชการ

ในกรณีของข้าราชการ  สามารถยืมตัวให้ไปปฏิบัติราชการยังหน่วยบริการรูปแบบพิเศษได้รวมทั้งสิ้นไม่เกิน  4 ปี โดยให้หน่วยงานต้นสังกัดคงสงวนตำแหน่งไว้และให้กลับเข้ารับราชการได้ไม่เกินกว่าระดับตำแหน่งเดิม (เหมือนกับไปปฏิบัติ ราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรี ในองค์กรระหว่างประเทศ)

หากคำตอบแทนในตำแหน่งของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษสูงกว่าให้สามารถรับเงินเดือนส่วนต่างๆ ได้ การบริหารงานบุคคล ข้าราชการ ที่ยืมตัวมาปฏิบัติราชการ จะใช้ระเบียบบริหารงานบุคคลที่วางไว้เฉพาะหน่วย  โดยข้าราชการ แต่ละคนต้องทำสัญญาข้อตกลงเงื่อนไขการบริหารงานบุคคล ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ

ข.      พนักงาน

พนักงาน หมายถึง บุคคลที่หน่วยบริการรูแบบพิเศาจ้างให้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงานโดยมีสัญญา การจ้าง ที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้าง ระยะเวลาการจ้าง  การจ่ายค่าตอบแทนสวัสดิการ  การวัดผลงาน  การสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว ที่มีอยู่ในปัจจุบัน  จะปรับเข้าสู่ระบบพนักงานต่อไป

      

 

Copyright & Copy MOENET Thailand Service
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ โดย : นายบรรจบ กิมเกถนอม
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ปรับปรุงข้อมูล : 1 ธันวาคม 2548
ติดต่อผู้ดูแลระบบ
: banjokim@emisc.moe.go.th