|
Source - เดลินิวส์ (Th)
Sunday, May 28, 2006 16:34
ทุกแห่งหนตำบลในผืนแผ่นดินไทย
ตั้งแต่เหนือจดใต้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ
หนึ่งใน ปัญหาที่ทรงตระหนักเสมอคือ
สภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และเนื่องจากทรัพยากรด้านดิน
น้ำและป่าไม้มีความสัมพันธ์กัน
หากด้านใดด้านหนึ่งเสื่อมสภาพลงจะมีผลกระทบให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลทางธรรมชาติตามไปด้วย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อาจทำให้พระองค์นิ่งนอนพระราชหฤทัย
จึงทรงพยายามใช้ค้นคว้าหาแนวทางแก้ไขและพระราชทานเพื่อเป็นแนวพระราชดำริจัดการอนุรักษ์ป่าไม้ธรรมชาติให้ฟื้นคืนสภาพดังเดิม
ในด้านแนวพระราชดำริด้านป่าไม้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถึงแรงบันดาลพระราชหฤทัยในความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับเรื่องชลประทานและป่า
พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2512 ใจความสำคัญว่า
...อาจมีบางคนเข้าใจว่าทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทานหรือเรื่องป่าไม้
จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคน
หนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์
เรื่องการอนุรักษ์ดินแล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้
อย่างนั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป
ไปทำความเสียหายดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป
ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ดิน
และเป็นหลักของชลประทานที่ว่าถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน
จะทำให้เดือดร้อนตลอด
ตั้งแต่ดินภูเขาจะหมดไปกระทั่งการที่จะมีตะกอน
ลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้น้ำท่วมนี่นะ
เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ
ความเข้าพระราชหฤทัยในระบบความสัมพันธ์ที่ทรัพยากรป่าไม้,
ดิน,
น้ำที่เกื้อกูลกันภายใต้ความสมดุลของระบบที่มีตามธรรมชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานแนวพระราชดำริอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไว้เพื่อยังประโยชน์มหาศาลเกิดขึ้นทั้งธรรมชาติและประชาชน
ซึ่งความสำคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้
พระราชทานพระราชดำรัสไว้เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2520 ณ อ.ชัยบาดาล
จ.ลพบุรี ว่า การที่จะมีต้นไม้ไปชั่วกาลนานนั้น
สำคัญอยู่ที่การรักษาป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้ำซึ่งเป็น
ยอดเขา และเนินสูงนั้นต้องมีการปลูกป่าโดยไม้ยืนต้น
และปลูกไม้ฟืนซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถนำไปใช้ได้
แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ
ส่วนไม้ยืนต้นจะช่วยให้อากาศมีความ
ชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ
ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขา ไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย
ซึ่งถ้ารักษาสภาพ
ป่าไม้ไว้ดีแล้วท้องถิ่นก็จะมีน้ำใช้ชั่วกาลนาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระปรีชาและพระวิริยอุตสาหะในการค้น
หานานาวิธีการที่ช่วยส่งเสริมให้ปริมาณป่าไม้ของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
และมีความยั่งยืนถาวร
โดยทรงเน้นวิธีการเรียบง่ายทว่าได้ผลอย่างดีเยี่ยม
แนวพระราชดำริในด้านการอนุรักษ์ป่าไม้
ที่พระราชทานไว้มีหลายแนวทาง อาทิ
ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก
พระราชทานแนวคิดว่าบางครั้งป่าไม้เจริญเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติขอเพียงอย่ารบกวนและทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
หากปล่อยไว้ตามสภาพธรรมชาติชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ป่าไม้ก็ขึ้นสมบูรณ์เอง
การปลูกป่าที่ไม่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและระบบนิเวศนั้นนอกจาก
ต้นไม้ที่ปลูกไว้จะตายโดยไม่ได้ประโยชน์ยังทำลายสภาพแวดล้อม
ซึ่งพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับทฤษฎีการปลูกป่าไว้เมื่อเดือน
พ.ค. 2537 ว่า ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมนั้น
ความจริงไม่ต้องทำอะไรเพราะตอไม้จะแตกกิ่งออกมาอีก
ถึงแม้ต้นไม่สวยแต่เป็นต้นไม้ใหญ่ได้
ตามพื้นที่มีต้นไม้เล็กหรือเมล็ดก็จะงอกงามขึ้นมาอีก
อย่าให้ใครเข้าไปบุกรุกทำลายอีก ป่าจะกลับคืนสภาพได้ ....วัชพืชที่คลุมพื้นที่อยู่อย่าเอาออก
เพราะจะเป็นสิ่งป้องกันการเซาะพังทลายของหน้าดิน
เป็นอย่างดีและเก็บความชื้นไว้ได้ด้วย
ถ้าจะปลูกแซมก็เพียงแต่เจาะวงกลมประมาณ 50 เซนติเมตร
แล้วก็ปลูกต้นไม้ วัชพืชที่อยู่ รอบ ๆ
ก็จะเป็นบังไพรกันแดดให้ด้วย... วัชพืชขนาดใหญ่และหนาเช่น
ดงหญ้าคงต้องกำจัดบ้างก่อนปลูกป่า
แต่วัชพืชในป่าเต็งรังในป่าต้นน้ำลำธารไม่ต้องขจัด....
แนวพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหลายแห่งได้
โดยที่ผ่านมามีการศึกษาการฟื้นคืนสภาพป่าเองตามธรรมชาติตามแนวพระราชดำริที่เขาชะงุ้ม
อ.โพธาราม จ.ราชบุรีโดยเริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2528
โดยมีการปล่อยพื้นที่ไว้เฉย ๆ
โดยไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนบริเวณเชิงเขา ภูเขา
และตามเนินเขาเมื่อระยะเวลาผ่านไป ทำให้เกิดต้นไม้
ป่าไม้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ หน้าดินตามป่าเพิ่มหนาขึ้น
เพราะเกิดการทับถมของใบไม้
และทุกอย่างบรรลุผลตามแนวพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกที่พระราชทานไว้
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ยังพระราชทานพระราชดำริเรื่องการ
ปลูกป่าเสริมธรรมชาติและปลูกป่าเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยทรงเน้นถึง
การปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง
คือป่าสำหรับไม้ใช้สอย,
ป่าสำหรับเป็นไม้ผลและป่าสำหรับเป็นเชื้อเพลิง
ป่าหรือสวนป่าทั้งสาม
นอกจากจะช่วยเกื้อประโยชน์ตามประเภทการนำไปใช้แล้วยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำที่คงความชุ่มชื้นเอาไว้เป็นการอำนวยประโยชน์อย่างที่
4 เป็นผลพลอยได้ ซึ่งการปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4
อย่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริ
ที่ทรงย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ ที่ได้รับว่า
...การปลูกป่า 3 อย่าง แต่ให้ประโยชน์ 4 อย่างคือได้ไม้ผล
ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืนนั้นสามารถให้ประโยชน์ได้ถึง 4
อย่างคือ นอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่อแล้ว
ยังสามารถใช้ประโยชน์อันที่ 4
ซึ่งเป็นข้อสำคัญคือสามารถช่วยอนุรักษ์ดิน
และต้นน้ำลำธารด้วย
แนวพระราชดำริที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานไว้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ป่าไม้ยังมีอีกนานาวิธีการที่ล้วนแต่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาในพระองค์ที่ทรงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวสยาม
และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในวโรกาสมหามงคลที่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี
2549
จึงขออัญเชิญแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ป่าไม้มานำเสนอในสัปดาห์หน้าเป็นตอนต่อไป.
ที่มา
: เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 29 พ.ค. 2549
|