เปิดเวที.. ปัญหาการศึกษาชาติ

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)
Friday, January 26, 2007 09:13





หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 25 มกราคม สมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย (ส.ก.ส.ท.) จัดเสวนาเรื่อง "ปัญหาการศึกษาของชาติ" ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีอดีตผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และผู้อำนวยการโรงเรียนเข้าร่วม "มติชน" เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงนำเสนอ

@ ดร.กล้า สมตระกูล อดีตรองอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน
"ขณะนี้การศึกษาในยุคปฏิรูปตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ถอยหลังเข้าคลองแล้วประมาณ 10 วา เพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปทิศทางไหน เพราะ พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ไม่ได้กำหนดทิศทางการศึกษาชัดเจน ที่สำคัญ พ.ร.บ.ดังกล่าวเกิดจากความฝันของคนไม่กี่คน ซึ่งผมไม่เห็นว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการศึกษาเท่าที่ควร เพียงแต่นำแนวคิดจากฝรั่งมาผนวกกับความฝันของตนเองเป็นหลัก ไม่ได้ทดลอง วิจัยให้เห็นผล ก่อนนำมาใช้จริง ดังนั้น การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงอยู่ในลักษณะใช้ไปแก้ไขไป ถือว่าเสียทั้งประโยชน์ เวลา และโอกาส นอกจากนี้ สัดส่วนการศึกษาจะอยู่ในซีกของการศึกษาในระบบเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการศึกษานอกระบบ และตามอัธยาศัยยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ"

@ นายธรรมนูญ วิสัยจร อดีตรองอธิบดีกรมสามัญศึกษา
"ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.หลายคนพยายามให้ข้าราชการเป็นบริวาร มีหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งบางครั้งนโยบายที่นำมาปฏิบัติไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นผู้กำหนดนโยบายหลัก โดยเอาตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น จึงไม่รับรู้ปัญหาเท่ากับครูซึ่งอยู่ในพื้นที่จริงๆ ดังนั้น ต้องให้เกียรติครูด้วย ให้ครูแสดงความเห็นมากขึ้น"

@ นายสุทธิ ผลสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา และอดีตรองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา
"ผมอยู่ในวงการศึกษามากว่า 40 ปี ยังไม่เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพราะไม่มีผู้บริหารคนไหนคิดจะปฏิรูปอย่างจริงจัง เป็นไปในลักษณะเรื่อยเปื่อย ไม่ได้เจาะลึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขาดแคลนครู หรือคุณภาพการศึกษา หากผู้บริหารเอาจริงมากกว่านี้ ผมเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ไขได้"

@ นายมงคลธร บัวประทุม อดีตผู้อำนวยการสามัญศึกษาหลายจังหวัด และผู้ตรวจราชการ ศธ.
"ตั้งแต่ปฏิรูปการศึกษามากว่า 7 ปี จะเห็นว่าการศึกษาเป็นทุกข์ทางปัญญา และจิตวิญญาณของผู้ปกครอง เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้โอกาสทางการศึกษากับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม และเสมอภาคกัน ขณะนี้นักเรียนนอกเขตเทศบาลเป็นเด็กเหลือขอ เพราะเด็กดีๆ ส่วนใหญ่แห่ไปเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด นอกจากนี้ เด็กมีฐานะมีโอกาสไปเรียนกวดวิชา ส่วนเด็กยากจนไม่มีโอกาส จากการสอบถามผู้ปกครองหลายคน อยากเห็นเด็กเป็นคนดี ขยัน ใฝ่รู้ และรู้จักผิดถูกมากกว่าเป็นคนเก่ง ทั้งยังอยากให้โรงเรียนสอนทักษะชีวิตมากกว่าสอนทฤษฎีตามหนังสือเรียน พูดง่ายๆ ว่าเรียนเอาปัญญามากกว่าเอาปริญญา มองว่ารัฐบาลบริหารงานการศึกษาตามกระแสมากกว่าบริหารตามกฎหมาย อย่างการตั้งชื่อโรงเรียน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องพยายามตั้งชื่อโรงเรียนมากมายนัก เช่น โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนในฝัน โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนเร่งสู่ฝัน ทำไมไม่ให้ทุกโรงเรียนมุ่งเป้าหมายที่จะทำเพื่อเด็ก"

@ นางประภาศรี อุยยามฐิติรัฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุราษฎร์วิทยา
"รัฐบาลควรกำหนดเกณฑ์การรับนักเรียนให้เด็ดขาดกว่านี้ โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าแต่ละห้องรับได้ 40 หรือ 50 คน ไม่ใช่ให้ตัวเลขเผื่อไว้สำหรับเด็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความอึดอัดใจต่อผู้บริหาร และเกิดช่องว่าง มีหลายปัญหาที่รู้แต่แก้ไม่ได้ เช่น ครูใช้เวลาหลังเลิกเรียนสอนพิเศษนักเรียนแล้วแอบปรับเกรดให้ ทำให้นักเรียนเกิดอคติกับวิชาชีพครู สิ่งที่ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจกับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่บางเขตพื้นที่ฯ มี 10-11 คน มีจนรก แต่ไม่ได้งาน เป็นเพียงผู้รับนโยบายของผู้บริหารไปปฏิบัติตาม ไม่มีความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์กับวงการศึกษาแต่อย่างใด"

@ นายประยูร ธีระพงษ์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนอุดรพิทยาคม อ.เมือง จ.อุดรธานี
"เพื่อให้การศึกษาในบ้านเราแข่งขันกับต่างประเทศได้ ผมอยากให้กำหนดโรงเรียนประจำประเทศ 20-30 โรงเรียน และโรงเรียนประจำอำเภอ และจังหวัดด้วย โดยผู้ที่มีสิทธิเข้าเรียนต้องผ่านการทดสอบทั้งหมด"

@ นายสุทธิศักดิ์ เฟื่องเกษม ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี
"สิ่งที่ผมห่วงคือ การย้ายผู้อำนวยการที่มีความสามารถจากโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับดีไปประจำโรงเรียนด้อยโอกาสที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลความเจริญ ทำให้ผู้อำนวยการขาดโอกาสพัฒนาศักยภาพจากการฝึกอบรม เพราะส่วนใหญ่จะเลือกเฉพาะผู้อำนวยการจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดังนั้น การคัดเลือกผู้เข้าอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ควรพิจารณาจากความสามารถของผู้อำนวยการเป็นหลักไม่ใช่พิจารณาจากชื่อเสียงของโรงเรียนเท่านั้น"



                                                                                                                                                ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon