วิทยาศาสตร์ในวิถีพอเพียง ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)
Wednesday, December 20, 2006 04:18



ชนิตสิรี ไกรฤกษ์

วิทยาศาสตร์นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตประจำวันของคนเราแล้ว เรายังสามารถนำวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อการดำรงอยู่แบบพอเพียงได้อีกด้วย

ดังเช่นที่ "ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา" หนึ่งในโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดตั้งขึ้นในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

เอกณัฏฐ์ กระจ่างธิมาพร ในฐานะรองผู้จัดการศูนย์พัฒนาภูฟ้าพัฒนา เล่าถึงการก่อตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาว่า
อำเภอบ่อเกลือและอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นพื้นที่เป้าหมายหนึ่งที่ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ด้วยทรงตระหนักถึงการเสื่อมโทรมของป่าต้นน้ำ ประกอบกับสภาพของภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนทำให้ราษฎรขาดโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเริ่มจากงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" ทั้งสองอำเภอดังกล่าว ซึ่งภายหลังเป็นที่มาของ "โครงการภูฟ้าพัฒนา ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี"

นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เด็กชายในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เข้าบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา และอยู่ช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งเป็น "ศูนย์ศึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูฟ้า" ในปี 2542 เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ และสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ให้กับคนในชุมชน โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้รับสนองโครงการพระราชดำริต่างๆ ไปดำเนินการ

หนึ่งในนั้นคือ "โครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียนชนบท" (Science in Rural School : SiRS) โดย สวทช.จะส่งเจ้าหน้าที่มาอบรมความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ให้แก่ครูและเจ้าหน้าที่ในกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดน่าน 3 ใน 12 โรงเรียน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้สู่โรงเรียนที่เหลือต่อไป ได้แก่ โรงเรียนวัดบุญยืน โรงเรียนวัดดอนมงคล และโรงเรียนวัดนิโครธาราม

พระมหาเกรียงไกร ผู้จัดการโรงเรียนวัดบุญยืน เล่าให้ฟังว่า "สำหรับพระ วิทยาศาสตร์ถือเป็นเรื่องใหม่ สามเณรที่จริงแล้วก็คือเด็ก ที่ต้องการสิ่งแปลกใหม่มาดึงดูดความสนใจมากกว่าการสอนธรรมะแบบธรรมดา วิทย์กับพุทธมีความสอดคล้องกัน มันช่วยทำให้การอธิบายคำสอนง่ายขึ้น อย่างเช่น การใช้ภาพอวัยวะของร่างกายมาสอนสอดแทรกธรรมะให้ปลงสังขาร เชื่อมโยงให้เห็นภาพจึงน่าสนุก ง่ายต่อการจดจำ และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการทางความคิดขึ้นได้มาก
ที่สำคัญคือ ช่วยให้คิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น รู้จักการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น โครงงานทำไม้อัดจากผลของต้นหูกวาง ซึ่งก่อนหน้านี้สามเณรจะกวาดทิ้งทุกวัน กระทั่งวันหนึ่งเมื่อมีการจัดประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ทุกคนต่างมองหาจากสิ่งรอบตัว ที่สุดก็พบว่าผลของต้นหูกวางเมื่อนำไปบดและอัดให้แน่นสามารถทำเป็นไม้อัดแบบง่ายๆ ได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดแก้ปัญหาตามหลักของพระพุทธศาสนา"

พระมหาเกรียงไกรอธิบายต่อไปว่า สามเณรเหล่านี้เมื่อจบแล้ว สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นผ่านระบบการศึกษาทางไกลของที่ศูนย์ภูฟ้า ซึ่งครูผู้สอนมาจากพระราชวังสวนจิตรลดา หากเรียนครบหลักสูตรจะได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เรียกว่าสามารถเรียนอยู่ในท้องถิ่นของตนเองโดยไม่ต้องเดินทางไปไหน และยังได้ช่วยงานที่ศูนย์ภูฟ้าด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการอยู่แบบพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับเด็กผู้หญิง มีโครงการดูแลเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสำหรับเด็กหญิงเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่จะคัดเลือกเด็กจากครอบครัวที่มีปัญหาต่างๆ คือ มีฐานะยากจน พ่อแม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ กำพร้า พ่อแม่หย่าร้าง อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเป็นชนเผ่าอื่นที่อาศัยอยู่ในจังหวัดน่าน ให้มาอยู่แบบประจำที่วัดนันทปัญญา อบรมบ่มนิสัยและปรับตัวประมาณ 1-3 อาทิตย์ จากนั้นจึงพิจารณาให้เรียนที่วัดจนจบในระดับมัธยม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย

แม่ชีดารา ผู้ดูแลความประพฤติ เล่าว่า เด็กที่มามีปัญหาครอบครัวติดตัวมาอยู่แล้ว พอมาอยู่ที่โรงเรียนก็จะมีปัญหาในการปรับตัวพอสมควร บางคนมาแล้วไม่พูด หรือมีปัญหากับเพื่อนบ้าง ครูที่อยู่ที่นี่หลายคนเครียดจนต้องปรึกษาจิตแพทย์ก็มี จึงต้องมีแม่ชีเข้ามาดูแลเด็กเหล่านี้และช่วยอบรมธรรมะให้ ปัญหาก็เบาบางลง
 
ด.ญ.จินตนา และ ด.ญ.จาตุพร ตันมณี หรืออิ๋ว และแอ๋ว พี่น้องฝาแฝด นักเรียนในโครงการเล่าว่า มาอยู่ที่นี่ได้ 2 อาทิตย์กว่าแล้ว ได้เข้ามาในโครงการนี้โดยการแนะนำของเพื่อนบ้าน และสูญเสียพ่อจากอุบัติเหตุ ทำให้ทางบ้านลำบากมาก มาอยู่ที่โรงเรียนช่วงแรกมีปัญหากับเพื่อนบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกสนุก เพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ทั้งสองบอกว่าชอบเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เพราะทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ ช่วยให้การทำรายงานง่ายขึ้น ชอบโปรแกรม Paint ที่ใช้สร้างสรรค์ภาพต่างๆ อีกไม่นานนี้จะมีการประกวดภาพ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี งานนี้ทั้งสองคนก็จะร่วมประกวดด้วย

ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างในโครงการนำร่องที่คาดหวังว่า หากดำเนินไปจนประสบผลที่น่าพอใจแล้ว โครงการต่างๆ จะถูกเผยแพร่ไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อหวังว่าในอนาคตคนไทยจะรู้จักใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีในวิถีแห่งความพอเพียง



                                                                                                                                                           ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichond