เด็กหนีโรงเรียน
  ข่าวทั้งหมด
10 มิถุนายน 2552

      

เด็กหนีโรงเรียน

โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพของเด็กนักเรียนหญิงชาย 78 คน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายหนีโรงเรียนไปเที่ยวสวนสัตว์ถูกจับได้ สื่อมวลชนนำเสนอข่าวนักเรียนเอากระเป๋าหนีบปิดป้องหลบหนีไม่ให้เห็นหน้า หลายคนบอกว่าไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แฟนบ้าง จับกันเป็นคู่ขาสั้น คอซอง บางคนบอกเบื่อครู เรียนทั้งวัน เครียดกดดันเนื้อหาไม่น่าสนใจ และอื่นๆ ผู้บริหารโรงเรียนมารับเด็กแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ บอกว่าโรงเรียนทำได้อย่างมากแค่ว่ากล่าวตักเตือน ลงโทษเฆี่ยนตีไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสิทธิเด็ก

วันต่อๆ มาก็มีการไปจับเด็กตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ร้านเกม ซึ่งก็พบเด็กหนีโรงเรียนจำนวนมากแทบทุกแห่งทั่วไป ทั้งๆ ที่โรงเรียนเพิ่งเปิดได้เพียง 2-3 สัปดาห์ เด็กน่าจะยังต้องการไปโรงเรียนหลังปิดเทอมมายาวนาน อยากมาพบเพื่อนเก่าใหม่ ครูประจำชั้น มาเรียนวิชาที่สนใจ กิจกรรมที่รวมตัวกัน เป็นต้น

ทำไมเด็กไม่ชอบโรงเรียน หนีเรียน ไม่มีความสุขในโรงเรียน น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันทีเดียว มุมมองในอดีต เรามักจะโทษการหนีโรงเรียนไปเที่ยวข้างนอกว่า เป็นเด็กเกเร ไม่รักดี ขี้เกียจ ขาดความรับผิดชอบ เอาแต่เที่ยวเตร่ เป็นปัญหาพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก

ในปี พ.ศ.2551 โครงการไชลด์วอทช์ (Child Watch) ค้นพบว่าสถานการณ์และปัญหาเด็กและเยาวชน 5 เรื่องใหญ่

คือ 1.เด็กขาดความสุขไม่ชอบไปโรงเรียน 2.การตั้งครรภ์ของเด็กวัยรุ่นหญิง 3.คุกเด็กสถานพินิจล้น 4.เด็กอ้วน 5.เด็กติดเกม อินเตอร์เน็ต มือถือ

ผู้เขียนค่อนข้างแปลกใจมากเด็กมีอาการเบื่อเรียนเร็วมาก โรงเรียนเพิ่งเปิดหมาดๆ เด็กก็เริ่มหนีเรียนกันแล้ว

ในชีวิตที่ต้องลงภาคสนาม คลุกคลีกับเด็กและเยาวชนมาโดยตลอด ผู้เขียนพบว่าในแต่ละวันอย่างน้อยจะพบเด็กหนีเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกวันตามแหล่งมั่วสุมต่างๆ ภาพเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาใส่ชุดนักเรียนชายหญิง เดินจับมือถือแขนกันเป็นคู่ๆ แทนภาพนิสิตนักศึกษามากยิ่งขึ้น

เห็นนัยน์ตาหื่นๆ ของเด็กชายที่พยายามลวนลามนักเรียนหญิงที่ยังเอียงอาย เอามือปิดป้องอวัยวะของตัวเองก็มีไม่น้อยกว่า 2-3 คู่ ในแต่ละวัน

เกิดอะไรขึ้นจากสภาพสังคมไทย โรงเรียนมิใช่คำตอบ สถาบันที่เตรียมสร้างและหล่อหลอมเด็กไทยให้มีคุณภาพต่อไปใช่หรือไม่ ครูดูแลเด็กเพิ่มมากขึ้น ลดลง หรือทำภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า เด็กทำผิดเกิดจากเรียกร้องสิทธิเด็กมากเกินไปหรือเปล่า ผู้เขียนจะพยายามอธิบายปรากฏการณ์เด็กหนีโรงเรียนตามข้อค้นพบจากงานวิจัยดังต่อไปนี้

1.นิสัยและทัศนคติต่อการเรียนของเด็กไม่ชัดเจน เด็กไม่ทราบว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการประกอบอาชีพอะไรในอนาคต ค่อนข้างเลื่อนลอย ขาดเป้าหมายและความมุ่งมั่นของการเรียนรู้เพื่ออะไร เด็กจึงสักแต่เรียนไปวันๆ ไม่มีชีวิตชีวา เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มสนใจสังคมเพื่อน การเข้าสู่เรื่องเพศจากสื่อต่างๆ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อพูดคุย ดูภาพโป๊ ความบันเทิงและอื่นๆ เมื่อเพื่อนชักชวนโดดเรียนจึงแทบไม่รีรอเพราะพ้นจากรั้วโรงเรียนคือความอิสระ ทำอะไรที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่ มีเพื่อนต่างเพศ คู่รัก สังคมที่พูดภาษาเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน รสนิยมเหมือนกัน มีความสุขในสังคมเพื่อนและสิ่งแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทำอะไรก็ได้

สวนสัตว์ สวนสาธารณะจึงเป็นที่เดินเที่ยวจูงมือกัน มีมุมธรรมชาติไว้พลอดรัก พูดคุยสนุกสนานได้ ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า เดินดูของ เล่นเกม ดูภาพยนตร์ สำรวจมือถือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพลิดเพลินเจริญตา ไม่น่าเบื่อหน่าย เป็นต้น

2.ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเปลี่ยนบทบาทไป ครูทุ่มเท เอาใจใส่ ช่วยติดตามแก้ไขปัญหา ตักเตือนดุด่าว่ากล่าว เฆี่ยนตีลดลง

ครูถอยมาก้าวหนึ่งของวิชาชีพ ดูแลเด็กตามบทบาทหน้าที่ (Function) ที่ได้รับกำหนดมา คือ สอนหนังสือให้ครบตามคาบเวลา ตักเตือนเด็กให้ตั้งใจเรียน มีความประพฤติเหมาะสม ถ้าต้องลงโทษเฆี่ยนตีทำไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อฟังก็ต้องเป็นเรื่องของเด็กและครอบครัวจัดการกันเอง ความสัมพันธ์ในเชิงกัลยาณมิตรกับศิษย์จึงลดลง

ยิ่งปัจจุบันครูไม่น้อยมาทำงานเอกสารด้านวิชาการรายงานการวิจัยกันมากเพื่อเพิ่มวิทยฐานะความก้าวหน้าของตนเอง การทุ่มเทเพื่อศิษย์จึงลดลงไปเป็นอันมาก ยิ่งพ่อแม่ผู้ปกครองมัวแต่ทำงานหาเงินกันตลอดเวลา มีเวลาน้อยจึงปรนเปรอลูกด้วยวัตถุนิยม เมื่อลูกทำผิด ถูกครูทำโทษจึงมักปกป้องสิทธิลูกเกินกว่าเหตุ กล่าวโทษครูจนปรากฏเป็นข่าว สุดท้ายเด็กนักเรียนจึงถูกทอดทิ้งทั้งจากครูและพ่อแม่ไปโดยไม่รู้ตัว และค่อยๆ ถูกผลัก หนีเรียน ข้ามรั้วโรงเรียนสู่สังคมที่เต็มไปด้วยพื้นที่เสี่ยงมากมาย สื่อลามกอนาจาร ยาเสพติด ร้านเกม ตู้ม้า เหล้าปั่นและอื่นๆ การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานเป็นที่สุด สังคมภายนอกโรงเรียนจึงสนุกกว่า เร้าใจกว่า ไร้ระเบียบ ไม่มีใครดุด่าว่ากล่าว เป็นสังคมที่ทำอะไรได้ตามใจหรือตามความต้องการของตัวเองและสังคมเพื่อนอย่างมีความสุขที่สุดก็เป็นได้

3.กระบวนการสอนของครูตามระบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2251 ครูยังสอนเน้นการบรรยาย เน้นความจำตามหนังสือ 8 กลุ่มสาระ 67 มาตรฐาน อัดแน่นเชิงเนื้อหาวิชาตลอดทั้งวัน วันละ 6-7 คาบ ในเนื้อหา 8 กลุ่มพบว่า เนื้อหาทางด้านสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยีตกยุคและล้าสมัยเป็นอย่างยิ่ง ขาดความน่าสนใจเป็นที่สุด

เด็กหนีเที่ยวเพราะต้องการสถานที่แปลกใหม่ ทัศนศึกษา ต้องการโครงงาน กิจกรรมที่ทำร่วมกัน

ทำไมไม่คิดตั้งโจทย์คำถาม กำหนดโครงการกิจกรรมให้ตรงกับความสนใจร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น เด็กจำนวนไม่น้อยบอกว่าเรียนมากจนสมองบวมแล้ว อาการเบื่อหน่ายเพิ่มมากขึ้น ครูเสื้อเหลือง เสื้อแดง เลือกฝ่ายตนเองกว่าจะสอนได้ต้องวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามจนเกือบหมดเวลา กว่าจะได้สอนจริงๆ จังๆ ไม่นานนัก

นี่คือหลุมใหญ่ของภาควิชาการที่ยิ่งเน้นเนื้อหามากยิ่งน่าเบื่อหน่ายและทำให้เด็กหนีโรงเรียนง่ายขึ้นด้วย

4.การกวดวิชาอย่างเอาเป็นเอาตายของนักเรียน ค่านิยมของเด็กและผู้ปกครองต้องการให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ การกวดวิชาแทบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่เว้น เพื่อเรียนเทคนิคการทำข้อสอบ ทำให้เด็กไม่ได้พักผ่อน สนุกสนาน ทำกิจกรรมตามวัยที่ควรจะเป็น ถูกบังคับให้เรียนตาม 8 กลุ่มสาระ มีคะแนนเฉลี่ย GPAX สูงไว้เพื่อได้เปรียบผู้อื่นๆ

เด็กรู้ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มาหาเทคนิคที่โรงเรียนกวดวิชาดีกว่าที่โรงเรียน ที่โรงเรียนเรียนบ้าง โดดบ้าง โรงเรียนก็ปล่อยเกรดอยู่แล้ว

การโดดเรียน หนีเรียนจึงเป็นปฏิกิริยาต่อต้านระบบบังคับชีวิตนักเรียนจนเกินไป หาพื้นที่เพื่อนเพื่อปลดปล่อยตนเองบ้าง ทำชีวิตให้ผ่อนคลายขึ้น เพราะแบกค่านิยมและความต้องการของคนอื่นมาโดยตลอด

การหนีเรียนยังมีสาเหตุอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น มีปัญหากับเพื่อน ครูบางคน ผู้บริหารที่เข้มงวดจนเกินไป และอื่นๆ การแก้ไข คือ โรงเรียนต้องมีบรรยากาศที่ร่มรื่น ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ผู้บริหารกล้าคิดนอกกรอบเปิดโรงเรียนให้ระบบหลักสูตรเกิดความเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ภายนอกมากยิ่งขึ้น มีโครงงาน กิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายตามความสนใจ ครูกับพ่อแม่พูดคุยปรึกษาหารือกัน แก้ปัญหาและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลได้ สอนเด็กให้รู้จักสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึก เติมเต็มในเรื่องทักษะชีวิตและภูมิต้านทาน

พ่อแม่ควรลดเวลาการทำงานลง ทุกวันมีกิจกรรมร่วมกัน เวลาคุณภาพ 20-30 นาทีพูดคุยกับลูก การสร้างอัตลักษณ์ อนาคตที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น เสริมแกร่งความมุ่งมั่น หัดให้เด็กช่วยงานบ้าน รู้จักการทำงานและอดทน หมั่นกอดลูกทุกวัน รู้จักสังคมเพื่อนของลูกทุกคน

นี่คือการเยียวยาโรคเด็กหนีเรียนได้ผลอย่างแน่นอน

อยากฝากเด็กหนีเรียนเป็นโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ที่ป่านนี้ยังงุ่มง่าม หลงทาง และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียนได้

แหล่งที่มา : มติชน
หน้า 6


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: นิภา แย้มวจี
794 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
งานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
พบปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน)
Readmap ปฏิรูปการศึกษา)
moe
moe
๑ อำเภอ ๑ ทุน่
Click ดู รายการย้อนหลังที่นี่
ติดตามข่าวสาร E-learning ได้ที่นี่ค่ะ
บทเรียนออนไลน์ e-learning
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
โครงการเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมผลผลิตเพื่อโครงการอาหารกลางวัน
รับแจ้งข่าว ความประพฤติ นักเรียน นักศึกษา
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
ทำความรู้จักกองทุนพัฒนาครูฯ
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe

moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
     1    2    3    4    5    6
   7    8    9    10    11    12    13
   14    15    16    17    18    19    20
   21    22    23    24    25    26    27
   28    29    30        


moe
moe
 
moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 0.05  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์