เอ็มโอยูรอบ 2 ดึงหมื่นล้านแก้หนี้ควบคู่พัฒนาชีวิตครู
  ข่าวทั้งหมด
17 พฤษภาคม 2560

      


          เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ
          ถือเป็นสัญญาณที่ดีเมื่อผลการเจรจาระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่ขอให้ธนาคารออมสินคืนเงินจำนวน 9,600 ล้านบาท ที่ได้หักจากเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ชำระหนี้แทนผู้กู้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปคืนให้แก่ สกสค. ได้ข้อยุติเป็นที่พอใจ ซึ่งสกสค.ตั้งความหวังว่าเป็นโอกาสดีหากได้เงินก้อนนี้จะได้ดูแลสวัสดิการเพื่อนครูทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาครูเป็นหนี้ !!
          อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีหนังสือไปถึง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังให้แจ้งธนาคารออมสินคืนเงิน 9,600 ล้านบาท ให้แก่ สกสค. ซึ่งรมว.คลังได้ชี้แจงว่า ธนาคารออมสิน ไม่ใช่หน่วยงานในกำกับของกระทรวงการคลัง แต่เป็นบริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่มากกว่า 50% ซึ่งกระทรวงการคลังเหมือนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่ไม่ได้มีอำนาจในทางบริหาร ซึ่ง รมว.คลัง มีข้อแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุดคือ ให้เรื่องนี้เป็นข้อพิพาททางกฎหมาย ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ตัดสิน
          จึงนำมาสู่การนัดหมายเพื่อเจรจาร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ระหว่าง ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. และธนาคารออมสิน ซึ่งนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มาด้วยตนเอง โดย นพ.ธีระเกียรติ เป็นคนกลางในการพูดคุย
          ดร.พิษณุ บอกว่า ที่ผ่านมาฝ่ายกฎหมายของสกสค. ได้ตรวจสอบบันทึกข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ที่อดีตเลขาธิการ สกสค.ทำไว้กับธนาคารออมสิน กรณีให้ธนาคารออมสินหักเงินจากกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ เพื่อชำระหนี้แทนผู้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปได้นั้น เป็นสัญญาฝ่ายเดียว ถือเป็นการทำนิติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่ ทางธนาคารออมสิน ก็ยืนยันว่าเป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ ซึ่งเวลานี้ยอดหนี้ในระบบที่สมาชิก ช.พ.ค. กับธนาคารออมสินเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนล้านบาท ส่วนเงินที่ธนาคารออมสินหักไปจากกองทุนเงินสนับสนุนฯ เพื่อชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระ 3 งวดขึ้นนั้นยอดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ตาม ที่สุดก็มีมติให้ยกเลิกเอ็มโอยูเดิม ที่ธนาคารออมสินทำไว้กับอดีตเลขาธิการสกสค. และให้ทำเอ็มโอยูฉบับใหม่ กับเลขาธิการ สกสค.คนปัจจุบัน
          "ทั้งสกสค.และธนาคารออมสิน ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐ นพ.ธีระเกียรติ ในฐานะคนกลางก็เห็นว่าควรหาทางออกร่วมกัน เพราะหากเกิดปัญหาฟ้องร้องก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะยืดเยื้อ จึงได้ข้อยุติร่วมกันให้ยกเลิกเอ็มโอยูเดิม และให้ทำเอ็มโอยูฉบับใหม่กับผมในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.คนปัจจุบัน" พิษณุ
          ระบุ หลักการของเอ็มโอยูฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น พิษณุ แจงว่า  ต่อไป สกสค. และธนาคารออมสิน ต้องมาช่วยกันติดตาม ทวงหนี้ ส่วนในรายละเอียดต้องมีการไปหารือกันว่าจะกำหนดอย่างไรบ้าง ส่วนยอดเงินที่ธนาคารออมสินได้หักไปนั้น ทางธนาคารออมสินไม่ได้บอกว่าจะไม่จ่าย แต่อาจจะเป็นการ จ่ายแบบมีเงื่อนไข เช่น ผ่อนจ่ายเป็นงวด เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้จะระบุไว้อย่างชัดเจนในเอ็มโอยูฉบับใหม่ที่จะ ทำขึ้น โดยจะเร่งทำเอ็มโอยูและประกาศใช้ให้ทันภายในเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้หากได้เงินที่ธนาคารออมสินหักไปคืนมา สกสค.ก็จะได้นำมาใช้ในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ กับคุณภาพชีวิตครู ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาหนี้ครูเท่านั้น
          "ผมขอย้ำว่าครูเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย ต้องชำระหนี้ ไม่มีหนี้ที่ไหนไม่ต้องจ่าย ไม่ใช่ทำกันจนเป็นแฟชั่นว่าไม่ต้องใช้หนี้ มีกองทุนเงินสนับสนุนฯ จ่ายให้ เพราะต่อให้มีกองทุนเป็นหมื่นล้านบาทก็ไม่พอจ่าย เพราะฉะนั้น ขอให้สำนึกถึงหลักธรรมว่า กรรมใดใครก่อ ก็ต้องรับผิดชอบ ที่สำคัญครูที่ไม่ใช้หนี้ ก็ส่งผลต่อชื่อเสียง จรรยาบรรณและยังเป็นการเอาเปรียบครูดีๆ ที่มีวินัยในการชำระหนี้อีกหลายหมื่นคน อีกทั้งเงินส่วนนี้ควรจะได้นำไปใช้ในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของสมาชิกครู ช.พ.ค.ทั่วประเทศ ไม่ได้ดูเฉพาะครูเป็นหนี้ ถ้าได้เงินก้อนนี้กลับมาจะเป็นโอกาสที่ สกสค.ได้ดูแลครูทุกคน"
          พิษณุ กล่าวย้ำ ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครู ที่เดินหน้าอยู่เวลานี้มีเพียง "โครงการสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน" ที่ตั้งเป้าทุ่มงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ช่วยเหลือครูที่มีหนี้วิกฤติ ที่กำลังจะล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์ ฯลฯ ประมาณ 700-1,000 คน ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 3.5 ร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่องใน 16 แห่ง กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาและคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการเสนอมาให้คณะกรรมการกลางคัดในขั้นสุดท้าย ขณะเดียวกัน ได้แจ้งไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอื่นๆ ด้วยว่า หากมีความพร้อมแล้วต้องการเข้าร่วมโครงการก็สามารถแจ้งมาที่ สกสค.ได้ ซึ่งก็หวังว่าในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ จะเริ่มช่วยเหลือครูได้
          ด้านตัวแทนองค์กรครูอย่าง นายประวิทย์ บึงไสย์ ประธานชมรมครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มองว่า ถ้ามีการปรับเอ็มโอยูจริงก็เห็นด้วย เพราะการที่ธนาคารออมสินหักเงินของผู้ค้างชำระเงินเกิน 3 งวดติดต่อกัน ไปจากกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ ก็ไม่เป็นธรรมแก่ผู้กู้ช.พ.ค.รายอื่นๆ ที่มีวินัยในการชำระหนี้อีกหลายหมื่นคน แต่กลายเป็นว่าคนที่ค้างชำระกลับไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ตรงนี้เป็นช่องว่างที่อยากให้มีการแก้ไข ซึ่งอาจจะเพิ่มเงื่อนไขการดำเนินการทางกฎหมายเข้ามา และวางแผนร่วมกันในการติดตามหนี้
          "ตัวผมเองก็กู้เงินโครงการ ช.พ.ค. แต่ผมก็จ่ายทุกเดือนเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งคนที่ค้างชำระจากที่พบก็มีทั้งที่ตั้งใจ และบางคนก็ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายได้ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะมีการกำหนดขั้นต่ำของการชำระในแต่ละงวด ทั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์กองทุนฯ ก็เพื่อนำไปพัฒนาดูแลชีวิตครูทุกคน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผมเคยเสนอว่าควรให้กองทุนสนับสนุน พิเศษฯ นี้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการ และติดตามหนี้หรือดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ค้างชำระได้อย่างเป็นระบบ หรือจัดตั้งเป็นธนาคารครูเพราะเงินในกองทุนนี้เกิดจากสมาชิกช.พ.ค.ที่เป็นผู้กู้โครงการ ช.พ.ค. เพื่อครูทุกคนได้มีส่วนร่วมในการร่วมกันดูแลด้วย" นายประวิทย์ กล่าวใน ตอนท้าย
          ที่สุดไม่ว่าจะสามารถแก้ไขอุปสรรค ข้อติดขัด เพื่อปัญหาหนี้สินครูได้ตามที่ตั้งหวังหรือไม่ แต่สำคัญคือตัวครูเองที่ต้องตระหนัก รับผิดชอบ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและรู้จักประมาณ ตนด้วย
          "ผมขอย้ำว่าครูเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย ต้องชำระหนี้ ไม่มีหนี้ที่ไหนไม่ต้องจ่าย ไม่ใช่ทำกันจนเป็นแฟชั่นว่าไม่ต้องใช้หนี้ มีกองทุนเงินสนับสนุนฯ จ่ายให้เพราะต่อให้มีกองทุนเป็นหมื่นล้านบาทก็ไม่พอจ่าย"

          บรรยายใต้ภาพ
          ประวิทย์ บึงไสย์
          พิษณุ ตุลสุข--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: ผู้ดูแลระบบ ศธ.
76 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
รับฟังความคิดเห็น 319
moe
moe
เว็บไซต์เสียงปฏิรูปประเทศ

แผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดนของ ศธ.

ฐานข้อมูลผลงานวิจัยด้านการตรวจราชการ
และติดตามประเมินผล
moe
moe
การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

รับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ การใช้ ม.44 ในการบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาค
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน.
รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล
สมุดภาพInforgraphicsเพื่อประชาชน
moe
moe
ระบบรายงานผลด้านบัญชี
moe

moe
โครงการประชุมวิชาการระดับชาติ ศึกษาศาสตร์วิจัย ครั้งที่4 นวัตกรรมการศึกษา เพื่อ Thailand 4.0
.
วีดิทัศน์ ชุด GPF&i
moe
-->
moe
ค่านิยม 12 ประการ
.
โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน
.
วิทยุ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา
.
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe
moe
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ สป.
เชิญร่วม facebook กับ ปฏิรูปการศึกษา
moe
moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
             1    2
   3    4    5    6    7    8    9
   10    11    12    13    14    15    16
   17    18    19    20    21    22    23
   24    25    26    27    28    29    30


moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 1.03  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์