เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา
  ข่าวทั้งหมด
24 พฤษภาคม 2559

      


การประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา




จังหวัดสงขลา - พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา อำเภอสะเดา เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2559 เพื่อประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา และตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา อำเภอสะเดา

ประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา

เวลา 10.00 น. รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รวมทั้งผู้บริหารทุกสังกัดภายในจังหวัด ตลอดจนนักวิชาการ ผู้แทนภาคประชาชน เข้าร่วมประชุม

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดสงขลา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อสรุปรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อนการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ตามประกาศของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 ที่ได้กำหนดให้จังหวัดสงขลา เป็น 1 ใน 10 ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษไทย เพื่อต้องการให้เป็นพื้นที่สำคัญของประเทศในการสร้างฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับอาเซียนและจัดการพัฒนาเมืองชายแดน ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป

ในการขับเคลื่อนแผนการจัดการศึกษาเพื่อรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา มีผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดทำแผนและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษานอกระบบ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและจัดประชุมหารือเกี่ยวกับแผนการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงต่อเนื่องและบูรณาการการจัดการศึกษาภายในจังหวัด

โดย รมช.ศึกษาธิการ ได้เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมประสาน ร่วมคิด ร่วมใจกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาการศึกษาสู่การมีอาชีพ มีรายได้ มีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป นอกจากนี้ได้แจ้งให้ทราบถึงการเตรียมการจัดประชุมรายงานผลการดำเนินงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเศรษฐกิจพิเศษภาพรวมทั้ง 10 พื้นที่ทั่วประเทศ ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เพื่อถอดบทเรียนและพัฒนาแผนให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ที่จะสามารถนำแผนไปปรับใช้งานจริงให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป

นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้นำเสนอแผนงานขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา (Songkhla Special Economic Development Zone) ภายใต้ “ยุทธศาสตร์ด่านการค้า เพิ่มมูลค่าส่งออกภาคใต้ หลากหลายระบบขนส่ง” ดังนี้

- ขอบเขตพื้นที่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลามีพื้นที่รวม 552.3 ตารางกิโลเมตร (345,187.5 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบลของอำเภอสะเดา ได้แก่ ตำบลสะเดา ตำบลสำนักขาม ตำบลสำนักแต้ว ตำบลปาดังเบซาร์ มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ 950 กิโลเมตร และมีด่านที่สำคัญคือ ด่านชายแดนสะเดาและด่านชายแดนปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรเชื่อมต่อกับรัฐเคดาห์และรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย
- ศักยภาพและโอกาส
      1) เป็นจังหวัดศูนย์กลางของภาคใต้ สงขลาเป็นจังหวัดศูนย์กลางของภาคใต้ เนื่องจากมีด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ เป็นด่านทางบกที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับหนึ่งและอันดับสองของไทยตามลำดับ ด้วยทั้งสองด่านอยู่ใกล้ท่าเรือปีนังและท่าเรือกลางของมาเลเซีย มีการเชื่อมโยงทางรถไฟระหว่างไทย-มาเลเซียผ่านทางปาดังเบซาร์ และมีฐานการผลิตในพื้นที่ทั้งด้านอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา อาหารทะเล และอิเล็กทรอนิกส์
      2) เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงแหล่งการค้าการลงทุนที่สำคัญ ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ท่าเรือปีนัง ท่าเรือกลางมาเลเซีย สนามบินนานาชาติหาดใหญ่ และนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตลอดจนเชื่อมโยงแผนพัฒนารัฐทางภาคเหนือของมาเลเซีย (Northern Corridor Economic Region : NCER) ซึ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจการเกษตร คมนาคม ขนส่ง และการท่องเที่ยว และเชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสุมาตรา ซึ่งมีการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตและแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติและเป็นแหล่งสำรองพลังงานที่สำคัญ
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จังหวัดมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คือ
      1) ถนนมอเตอร์เวย์สายหาดใหญ่-สะเดา-มาเลเซีย มูลค่า 23,000 ล้านบาท เพื่อเป็นโครงข่ายสนับสนุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563
      2) รถไฟรางคู่ เส้นทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการเปิดสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตของสหพันธรัฐมาเลเซียและที่ตั้งอยู่ในฝั่งไทย รวมทั้งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากมาเลเซีย-สิงคโปร์ด้วย ทั้งนี้ได้เปิดทดลองเดินขบวนครั้งแรกเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558
      3) การพัฒนาด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการค้าข้ามแดนผ่านด่านศุลกากรที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย และเป็นประตูดึงนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์สู่ประเทศไทย
      4) โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าและประปา เพื่อก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซม และขยายเขตระบบสาธารณูปโภคให้ครอบคลุมทุกพื้นที่



สรุปความก้าวหน้าการจัดการศึกษาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา

• ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา โดยนายสันติ แสงระวี ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 : ได้มีการกำหนดแผนและยุทธศาสตร์การศึกษาในเขตพัฒนาเศษฐกิจสงขลาโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตลอดจนยุทธศาสตร์ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และโครงการประชารัฐ เป็นหลักในการดำเนินการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด โดยบูรณาการการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงปริญญาเอกร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพในทุกระดับทุกสังกัด ได้แก่ สพป.สงขลา เขต 1-3, สพม.16, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, การศึกษาพิเศษ, สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน, ตำรวจตระเวนชายแดน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ได้จัดทำหลักสูตรเฉพาะทาง ใช้สถานประกอบการเป็นแหล่งเรียนรู้ พร้อมกำกับ ติดตาม ประเมินผลคุณภาพผู้เรียนร่วมกัน เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมสามารถต่อยอดความรู้และทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาจังหวัด
          ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน 2 ส่วน คือ
          1) ระดับรัฐบาลหรือกระทรวง ควรมีนโยบายที่ชัดเจนและสนับสนุนกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาร่วมดำเนินการ โดยในระยะยาวให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจในพื้นที่ มีการสนับสนุนงบประมาณ และมีการบูรณาการพื้นที่พิเศษเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทุกพื้นที่
          2) ระดับจังหวัด จัดให้มีระบบข้อมูลสารสนเทศกลาง ตลอดจนประสานความต้องการของหน่วยงาน สถานประกอบการ และสถานศึกษา เพื่อจัดทำข้อตกลงร่วมกัน นอกจากนี้ในระยะยาวควรจัดให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล ตลอดจนให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับและจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะต่อไป

• สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 โดยนายศลใจ วิบูลกิจ ผอ.สพม.16 : ได้เตรียมแผนขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของโรงเรียนนำร่องในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลาตามความต้องการของผู้ประกอบการและสังคมในพื้นที่ เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 3 ส่วน คือ มั่นคง-มีความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่สงบสุข มั่งคั่ง-มีอาชีพมีรายได้และยั่งยืน-มีการจัดการ มีความเข้าใจ มีความร่วมมือ โดยมีแนวทางดังนี้
          1) ด้านองค์ความรู้ โดยสถานศึกษาจัดหลักสูตรเกี่ยวกับอาชีพที่ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เช่น กิจการอบพืชและไซโล กิจการผลิตโครงสร้างโลหะสำหรับงานก่อสร้างหรืออุตสาหกรรม กิจการชิปปิ้ง กิจการโลจิสติกส์เป็นต้น พร้อมทั้งสอดแทรกการปรับตัวและการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การค้าขาย เงินตรา และกฎหมาย พร้อมทั้งร่วมมือกับสถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง องค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และ อปท. ในการแนะแนวและสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกัน
          2) ด้านทักษะ ได้แก่ ด้านภาษา ทั้งจีน มลายู และอังกฤษ, ด้านคอมพิวเตอร์ และด้านอาชีพ โดยสถานศึกษาจัดหลักสูตรตามความต้องการสนใจของผู้เรียน และร่วมมือกับวิทยาลัย มหาวิทยาลัย สถานประกอบการ และศูนย์การเรียนรู้เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้เรียน
          3) คุณลักษณะ สถานศึกษาจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยปลูกฝังและสอดแทรกคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ทั้งในเรื่องของความขยัน อดทน และซื่อสัตย์
          นอกจากนี้ ได้รายงานถึงปัญหาอุปสรรคในการจัดการศึกษา 3 ข้อ คือ การขาดแคลนครูสอนภาษามลายูและภาษาจีน ข้อจำกัดด้านงบประมาณสนับสนุนในการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนและด้านแหล่งเรียนรู้

• สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 โดยนายถนอม สุขคำ ผอ.โรงเรียนชุมชนบ้านปาดัง : มีแนวทางในการจัดจัดการศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา กรณีโรงเรียนนำร่อง “โรงเรียนชุมชนบ้านปาดัง” คือ
          1) สำรวจความต้องการ ได้ทำการสำรวจความต้องการของชุมชนในพื้นที่เกี่ยวกับการการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน พบว่าต้องให้เน้นฝึกทักษะภาษาอังกฤษและมลายู เพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ
          2) แนวทางการจัดการศึกษา สถานศึกษาได้จัดการเรียนการสอนรูปแบบสองภาษา (Mini English Program : MEP)ในรายวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษาและพลศึกษา และภาษาอังกฤษ โดยจัดให้กับผู้ปกครองและนักเรียนที่มีความพร้อม, ได้เปิดสอนรายวิชาคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมตั้งแต่ระดับอนุบาล-ป.6, มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่เน้นฝึกการใช้ภาษาอังกฤษและมลายู เช่น เพิ่มเวลาเรียนภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ป.1-3 เป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ชั้น ป.4-6 เพิ่มขึ้นเป็น 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ได้มีความร่วมมือกับโรงเรียนรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน
          ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางฯ ทำให้ไม่สามารถเพิ่มเวลาเรียนภาษาต่างประเทศในชั้น ป.4-6 มากกว่า 3 ชั่วโมง, การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ทักษะภาษาอังกฤษและมลายู และการแลกเปลี่ยนบุคลากร-นักเรียนนักศึกษากับประเทศมาเลเซีย มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก

• วิทยาลัยชุมชนสงขลา โดยนายนิยม ชูชื่น ผอ.วิทยาลัยชุมชนสงขลา : ได้จัดทำแผนพัฒนากำลังคนเพื่อเพิ่มการค้าแรงงาน ภายใต้แนวคิด วิทยาลัยชุมชนสงขลากับการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังนี้
          1) จัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านภาษาเพื่อการสื่อสาร อาทิ ภาษามลายู ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า และด้าน E-Commerce
          2) เสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน โดยจัดการความรู้เพื่อการบริหาร การจัดการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนกลุ่มต่างๆ
          3) เสริมสมรรถนะผู้เรียนในหลักสูตรอนุปริญญา เพื่อให้มีทักษะด้านภาษามลายู ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร คอมพิวเตอร์เบื้องต้น และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
          4) พัฒนาหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร โดยสถานศึกษาร่วมกับสถาบันพัฒนาฝึมือแรงงาน สมาคมโลจิสกติกส์ภาคใต้ และสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อพัฒนาหลักสูตรพนักงานโลจิสติกส์ระดับ 1-5 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สถานประกอบการมีความต้องการเป็นอย่างมากถึงปีละ500 คน

• มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย รศ.มิตรชัย จงเชี่ยวชำนาญผอ.ศูนย์บริการวิชาการฯ :มหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินงานรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยในเบื้องต้นได้มีการประเมินกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะรองรับการพัฒนา3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร กลุ่มยางพารา และกลุ่มอาหารทะเล ซึ่งมหาวิทยาลัยมีคณะวิชาที่ผลิตคนรองรับสอดรับกับกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว จำนวน 10 คณะ โดยในปี 2557 สามารถผลิตบัณฑิตได้กว่า 3,400 คน ในส่วนของการจัดการศึกษามหาวิทยาลัยมุ่งเน้นพัฒนาทั้งด้านทักษะความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้บัณฑิตมีคุณภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยมีผลการดำเนินงาน
          1) ประกาศนโยบาย ให้ทุกหลักสูตรจัดการเรียนการสอนในวิชาบรรยายแบบ Active Learning เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาให้มากขึ้น และมีแผนการเรียนการสอนแบบสหกิจศึกษาเพื่อเป็นทางเลือกให้นักศึกษา นอกจากนี้ทุกหลักสูตรต้องจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษามีทักษะด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศด้วย
          2) เพิ่มเกณฑ์สำเร็จการศึกษา โดยบัณฑิตทุกคนที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2559 ต้องผ่านการทดสอบคุณสมบัติภาษาอังกฤษก่อนจบ รวมทั้งมีการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนภาษาอังกฤษผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์จากต่างประเทศ
          3) มีการสร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
          ทั้งนี้มหาวิทยาลัยยังมีหน่วยงานสนับสนุนกิจกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่สำคัญทั้งในด้านนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ สถาบันฮาลาล สถาบันวิจัยและนวัตกรรมอาหาร สถาบันวิจัยและนวัตกรรมยางพารา สำนักวิจัยและพัฒนา อุทยานวิทยาศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการ

• มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยนายครวญ บัวคีรีรองอธิการบดี มรภ.สงขลา :ได้มีการวางแนวทางเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่นและร่วมขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ภายใต้วิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้สู่สากล” โดยเน้นภารกิจหลัก 2 ด้านคือ การผลิตคนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และการผลิตคนเพื่อพัฒนาประเทศ ซึ่งในส่วนของการจัดการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้น มหาวิทยาลัยมีคณะรองรับ 7 คณะ รวมทั้งบัณฑิตวิทยาลัยและวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ ที่สามารถผลิตบัณฑิตสอดคล้องกับกิจการเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมเกษตร ประมง และกิจการที่เกี่ยวข้อง, อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง, อุตสาหกรรมผลิตเครื่องเรือน, กิจการโลจิสติกส์, กิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว เป็นต้น

• วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา โดยนายสุรพล เอี่ยมสำอางค์ ผอ.วิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร : ได้รายงานถึงศักยภาพและโอกาสทางการศึกษาระดับอาชีวศึกษาของจังหวัดว่า ในจังหวัดสงขลามีสถานศึกษาอาชีวะทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 23 แห่ง โดยมีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการทั้งระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น และโครงการต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นผลิตกำลังคนเข้าสู่สถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ ในส่วนของแนวทางในการจัดการศึกษาระดับอาชีวศึกษารองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา ได้มีการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงร่วมกับสถานประกอบกอบการในระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี เช่น สาขาเทคโนโลยีปิโตรเลียม เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีงานรองรับ มีรายได้ที่ดี และเป็นที่ยอมรับของสถานประกอบการในพื้นที่ ตลอดจนจัดฝึกอาชีพตามความต้องการของชุมชน และเตรียมที่จะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในวิทยาลัยเทคนิคจะนะเพื่อรองรับการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป

• หอการค้าจังหวัดสงขลา โดยนายชัยวุฒิ บุญวิวัฒนาการ ประธานฝ่ายเศรษฐกิจสนเทศ : ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาว่า อำเภอสะเดามีภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านโลจิสติกส์และการตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าจากโรงงานไทย (Outlet Factory) เป็นอย่างมาก เช่น สินค้า OTOP เป็นต้น ดังนั้นควรมีการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมบุคลากรด้านโลจิสติกส์และด้านการวางแผน-บริหารจัดการคลังสินค้า โดยเน้นทักษะด้านภาษาที่สำคัญในการติดต่อสื่อสาร 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษามลายูกลาง พร้อมจัดฝึกอบรมหลักสูตรจิตวิญญาณการเป็นผู้ประกอบการ ที่จะช่วยเสริมศักยภาพในการแข่งขันของพื้นที่

• สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา โดยนายพิฆเนศ ศักดานรเศรษฐ : ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อผลิตคนให้ตรงตามคุณลักษณะที่สถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดต้องการ 3 ส่วน คือ 1) ระดับการศึกษา-ต้องการผู้จบวุฒิการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. 2) ด้านทักษะความรู้-ต้องการผู้มีองค์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์พื้นฐานและทักษะการทำงาน-ภาษา-การใช้คอมพิวเตอร์ และ 3) ด้านทัศนคติ-ต้องการผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน รักในงานที่ทำ และมีความรักศรัทธาในองค์กร มีความเสียสละ ขยันและอดทน

• สำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา โดยนางบุปผาชาติ เรืองกูล ผอ.กศน.อำเภอสะเดา : ได้รายงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยแบบบูรณาการในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ซึ่งมี กศน.อำเภอสะเดา เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานครอบคลุม กศน.ตำบล 4 แห่ง ได้แก่ กศน.ตำบลสะเดา กศน.ตำบลสำนักขาม กศน.ตำบลสำนักแต้ว และ กศน.ตำบลปาดังเบซาร์ โดยได้จัดโครงการและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างหลากหลาย อาทิ กิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ, การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย และการเทียบระดับการศึกษา, การศึกษาต่อเนื่อง เช่น ฝึกทักษะอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน, การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ผ่านแหล่งเรียนรู้ในตำบล และการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อจัดกิจกรรม จำนวน 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบล ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยตำบล และศูนย์การศึกษาตลอดชีวิต

• เทศบาลเมืองสะเดา โดยนายสุเมธ ศศิธร นายกเทศบาลเมืองสะเดา : ได้รายงานการดำเนินงานรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาที่เน้นการพัฒนาการสอนภาษาต่างประเทศให้กับคนในพื้นที่ ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษามลายู พร้อมพัฒนาหลักสูตรครูและบุคลากรทางการศึกษา จัดฝึกอบรมทักษะด้านการประกอบอาชีพ ตลอดจนการลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาระหว่างประเทศ อาทิ ความร่วมมือการสอนภาษาจีนกับสถาบันขงจื่อ การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรมกับรัฐปีนัง มาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยว โดยได้จัดสร้างอุทยานเขาเล่สะเดา เพื่อเป็นเเหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เเละเชิงพุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยเเละชาวต่างชาติ, เตรียมการด้านภาษา-เทคโนโลยี-การประกอบธุรกิจการค้า-การสื่อสาร ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขด้วย
 


                                                                                                                                          

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสะเดา "ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์" อำเภอสะเดา

เวลา 13.30 น. รมช.ศึกษาธิการ และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนสะเดา "ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์" สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 โดยมีนายเกษม ทองปัญจา ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวในการพบปะกับครูว่า ส่วนตัวได้ทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมากว่า 2 ปี ซึ่งยังคงมุ่งมั่นในการทำงาน มีความรัก ความผูกพัน เพราะถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการพัฒนาชีวิตคนและการพัฒนาประเทศ ซึ่งการทำงานที่ผ่านมา งานสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้รับผิดชอบคือ การกำกับดูแลการศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้อำเภอสะเดาจะเป็นอำเภอชายแดน ไม่ใช่เป้าหมายดังกล่าวโดยตรง แต่ก็ได้เน้นให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามจุดเน้นดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้ผลจัดการศึกษาในภาพรวมมีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าที่เห็นผลเชิงประจักษ์คือ ผลสอบ O-NET ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมามาก

นอกจากจุดเน้นในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ให้มีคุณภาพสูงขึ้นแล้ว ต้องการให้จัดการศึกษาให้ผู้เรียนจบออกไปแล้วมีทักษะอาชีพมีงานทำ มีการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นคง มีมาตรการในการกำกับดูแลช่วยเหลือด้านความปลอดภัยให้แก่ครูมากขึ้น ที่สำคัญได้นำการกีฬาเข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาชายแดนภาคใต้

จากการตรวจเยี่ยมนิทรรศการผลงานของโรงเรียน ทำให้เห็นว่าโรงเรียนมีจุดเด่นและได้รับรางวัลระดับภาคและระดับประเทศมากมาย แต่โรงเรียนก็ยังคงมีสภาพปัญหาบางด้าน จึงขอให้ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เป็นหลักในการประสานกับเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน โดยขอให้รวบรวมข้อมูล จัดทำ พิจารณาปรับปรุงแผนงานตามสภาพปัญหาต่างๆ ของโรงเรียน อาทิ บ้านพักครูหลายหลังที่ชำรุดทรุดโทรม เป็นต้น โดยส่วนตัวยินดีให้การสนับสนุนและพร้อมจะผลักดันขับเคลื่อนสภาพปัญหาต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะส่งผลให้โรงเรียนได้รับการพัฒนาต่อไป

โอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้ฝากให้ผู้บริหารและครูได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ และปฏิบัติตามหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 23 ประการ คือ

1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง
2. ระเบิดจากข้างใน
สร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน
3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
มองปัญหาในภาพรวม แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม
4. ทำตามลำดับขั้น 
การพัฒนาให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ
5. ภูมิสังคม  การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ และสังคมวิทยา เช่น นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น
6. องค์รวม
คิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจร มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง
7. ไม่ติดตำรา 
การทำงานมีลักษณะที่อนุโลม รอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคม จิตวิทยาของชุมชน ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย
8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด 
แก้ไขปัญหาด้วยความประหยัด เรียบง่าย ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ
9. ทำให้ง่าย 
ทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
10. การมีส่วนร่วม 
เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน
11. ประโยชน์ส่วนรวม 
การให้เพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้ให้เพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง สามารถมีส่วนรวมหรือสังคมที่จะอาศัยอยู่ได้
12. บริการที่จุดเดียว 
ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ ได้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการ ณ ที่แห่งเดียว
13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ 
หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม พระราชทานพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก(ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ
14. ใช้อธรรมปราบอธรรม 
นำกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ
15. ปลูกป่าในใจคน 
การที่จะพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
16. ขาดทุนคือกำไร 
การเสียคือการให้ หลักการคือ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร
17. การพึ่งตนเอง 
การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป ขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด
18. พออยู่พอกิน 
ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบากให้สามารถอยู่ได้อย่าง "พออยู่พอกิน" เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป
19. เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข็มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้านซึ่งจะสามารถอยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้สามารถประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน
20. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน 
ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
21. ทำงานอย่างมีความสุข 
ทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น
22. ความเพียร 
จากตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก พระมหาชนกเพียรว่ายน้ำอยู่ 7 วัน 7 คืน แม้จะมองไม่เห็นฝั่งแต่ยังคงว่ายต่อไป ไม่จมลงจนกลายเป็นอาหารของปลา และได้รับความช่วยเหลือจนถึงฝั่งได้ในที่สุด
23. รู้-รัก-สามัคคี 
รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา,  รัก : เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ,  สามัคคี : เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วย

ทั้งนี้ ขอให้นำหลักการทรงงาน 23 ประการดังกล่าวมาเป็นเครื่องสอนใจในการทำงาน และขอให้ช่วยกันทำงานเพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะ "พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน" ในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 ร่วมกันด้วย                      


นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน/ถ่ายภาพ
23/5/2559



แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: บัลลังก์ โรหิตเสถียร
323 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
เว็บไซต์เสียงปฏิรูปประเทศ

แผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดนของ ศธ.

moe
moe
การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

รับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ การใช้ ม.44 ในการบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาค
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน.
รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล
สมุดภาพInforgraphicsเพื่อประชาชน
moe

moe
วีดิทัศน์ ชุด GPF&i
moe
-->
moe
ค่านิยม 12 ประการ
.
โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน
.
วิทยุ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา
.
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe
moe
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ สป.
เชิญร่วม facebook กับ ปฏิรูปการศึกษา
moe
moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
               1
   2    3    4    5    6    7    8
   9    10    11    12    13    14    15
   16    17    18    19    20    21    22
   23    24    25    26    27    28    29
   30            


moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 0.91  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์