ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษา
  ข่าวทั้งหมด
21 มีนาคม 2556

      

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษา

ดร.อธิปัตย์ คลี่สุนทร

 

คำว่า สารสนเทศ (Information) ในพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมาย
ไว้ว่า
“สาระเนื้อหาที่เกิดจากการนำข้อมูล (Data) มาคิด วิเคราะห์ คำนวณ เรียบเรียง จัดกลุ่ม จัดลำดับ แยกประเภท
สรุป ทำให้มีความหมาย และเกิดประโยชน์ต่อผู้รับหรือผู้ใช้
”
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2551, หน้า 222)

ส่วนคำว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ คอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์
ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ ที่จะทำงานร่วมกันในการนำข้อมูลเข้าไปจัดเก็บในหน่วยความจำ
ซึ่งสามารถเรียกมาประมวลผล คือการนำมาคำนวณ จัดกลุ่ม จัดลำดับ แยกประเภท เรียบเรียง ฯลฯ (สุชาดา
กีระนันทน์,
2541; Kowalski, 2003; Lockard and Abrams, 2004) เพื่อให้เป็นสารสนเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ใช้ใน
การกำหนดนโยบาย การวางแผน การติดตามผล การบริหารจัดการด้านต่างๆ ทั้งในกิจการงานของรัฐหรือของเอกชน

ประเทศไทยในระยะแรก ๆ มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้พัฒนา ระบบการทำงาน ใช้ส่วนใหญ่ในการประมวลผล
การทำสำมะโนประชากร คำนวณสถิติเพื่อการวิจัย ทำงานกิจการธนาคาร และกิจการทางการแพทย์ เมื่อต่างประเทศ
มีการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายซึ่งสามารถส่งผ่านข้อมูลสารสนเทศ จากจุดที่ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานเดี่ยว ๆ
(
Stand alone) ไปยังคอมพิวเตอร์ที่จุดอื่น ๆ และทำงานหลายอย่างได้รวมทั้งทำงานร่วมกันได้ โดยผ่านระบบ
เครือข่ายสารสนเทศซึ่งเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกที่เรียกกันว่าอินเทอร์เน็ต (
Internet
) จึงมีการใช้ระบบสารสนเทศ
เพื่อการทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว กับผู้ใช้บริการของรัฐและของ
กิจการธุรกิจของเอกชนเป็นอย่างมาก เช่น การฝากถอนเงินจากธนาคาร การใช้บัตรเครดิต การสั่งซื้อสินค้า การจอง
ตั๋วโดยสาร จองที่พักโรงแรมผ่านเครือข่าย การส่งข่าวสารข้อมูลถึงกัน การประชุมทางไกล  การศึกษา ค้นคว้าวิจัย
หรือการชำระเงิน ระหว่างผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าและบริการ กับผู้บริโภค ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยไม่ต้อง
เดินทาง เสียเวลาและค่าใช้จ่าย

ในด้านการศึกษา มีการนำระบบสารสนเทศ คอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาเริ่มใช้ประโยชน์สำหรับ
เด็กและเยาวชนให้เรียนรู้และเกิดความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ (ศรีศักดิ์ จามรมาน,
2524) และต่อมา ในช่วงหลังของ
แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ระยะที่ 6 (พ.ศ. 2530-2535) เป็นต้นมา ก
ระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดสรรงบประมาณ
ส่วนหนึ่ง ไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ จัดซื้อจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ ติดตั้งที่
ศูนย์สารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสถานศึกษาส่วนภูมิภาค
ไปยังสำนักงานการศึกษาของจังหวัด และส่วนราชการในส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกันสถานศึกษา
ของเอกชน
ก็ได้มีการพัฒนาบุคลากร จัดซื้อจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ จัดทำระบบสารสนเทศ และมีการเชื่อมโยง
เครือข่ายเพื่อใช้ในกิจการของสถานศึกษาเช่นเดียวกัน

การบริหารการศึกษา (Educational Administration) ในพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ให้ความหมายไว้ว่า
“การปฏิบัติตามหน้าที่และตามกระบวนการของการจัดการศึกษาของบุคคลหรือคณะบุคคลโดยปฏิบัติงานร่วมกับ
บุคคลหรือโดยผ่านบุคคลอื่น และอาศัยทรัพยากรบริหารอย่างอื่นประกอบ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและบรรลุ
เป้าหมายที่กำหนด
” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2551, หน้า 131) เรื่องนี้ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจิตโต, 2553,
น.
5)
กล่าวว่า “การบริหาร หมายถึง ศิลปะแห่งการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น นักบริหารมีหน้าที่วางแผน
จัดองค์การ อำนวยการ และควบคุมบุคลากรและทรัพยากรอื่นๆ ให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อบรรลุ
เป้าหมายที่วางไว้” ซึ่งมีใจความสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

ผู้บริหารการศึกษานั้นมีหลายระดับและหลายประเภท (Reinhartz and Beach, 2004; ธีระ รุณเจริญ, 2553)
หากจะกล่าวกว้าง ๆ จะมีผู้บริหารระดับนโยบาย ในกระทรวง กรม สำนัก กอง รวมทั้ง สำนักงานในส่วนภูมิภาค ที่มี
ภาระหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย วางแผน จัดสรรงบประมาณ สนับสนุน ส่งเสริม ติดตามงาน ด้านการ
ศึกษา โดยมีบุคลากรเช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน นักวิชาการศึกษา บุคลากรด้านการเงิน ด้านกฏหมาย
ฯลฯ (ที่มิใช่ครู อาจารย์ ผู้สอน) ร่วมทำงานตามหน้าที่ ส่วนผู้บริหารอีกประเภทหนึ่ง ทำงานในสถานศึกษา ร่วมกับครู
อาจารย์ผู้สอน บุคลากรสนับสนุนการสอน นักเรียนหรือผู้เรียน และผู้ปกครอง โดยตรง ในการที่จะให้การศึกษาเป็น
เครื่องมือพัฒนาผู้เรียนทุกด้าน ทั้งด้านจิตใจ สติปัญญา ร่างกาย อารมณ์และสังคม (เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์,
2550
)
เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคล ที่มีคุณภาพและมีคุณค่าของประเทศ

ดังกล่าวมาแล้วว่า การบริหารการศึกษา เกี่ยวข้องกับการหาวิธีการ ใช้ทรัพยากรบุคคล งบประมาณ วัสดุ
อุปกรณ์ อย่างฉลาดให้เกิดสัมฤทธิผลคุ้มค่ามากที่สุด เมื่อระบบสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ และเครือข่ายสารสนเทศ
สามารถช่วยผู้บริหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงเห็นกันโดยทั่วไปว่า เรื่องนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้การทำงาน
ด้านต่างๆสำเร็จลุล่วงได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

          โดยรวมแล้ว วัตถุประสงค์ในการใช้ระบบสารสนเทศและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ในการบริหารการศึกษา แยก
เป็นงานกว้างๆ 3 ด้าน
(Ray and David, 2001;) คือ

1. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษา (Management Information Systems : MIS)

2. ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction : CAI)

3. การรู้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน (Computer Literacy : CL).

ดังนั้น การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษาในที่นี้ จึงขอกล่าวให้ครอบคลุมเรื่องหลัก 3 ประการ
ดังกล่าวซึ่งจะเห็นว่า ระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ มีการพัฒนาอย่างมาก ในเรื่องของ ประสิทธิภาพของระบบ
ความเร็วของการประมวลผล ความจุในการเก็บข้อมูลสารสนเทศ ความสามารถในการเชื่อมโยงเครือข่ายโดยระบบ
อินเทอร์เน็ตทั้งใช้สายและไร้สาย ความเร็วในการเชื่อมโยงระดับระหว่างประเทศ ระดับท้องถิ่น และราคาที่ถูกลงมาก
รวมทั้งสมรรถนะในการทำงานที่มีสูงมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับระยะแรกที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้

1. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System :MIS)

ระบบสารสนเทศที่ใช้เป็นประโยชน์ในเรื่องนี้แยกกว้างๆได้ 2 ส่วนคือ

1.1 การบริหารส่วนกลาง ในส่วนกลาง โดยเฉพาะที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดซื้อจัดหาระบบ
คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (
Mainframe
) ที่มีศักยภาพสูงในการจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผลไว้ที่ ศูนย์สารสนเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้ในการประมวลข้อมูล บริหารจัดการ การกำหนดนโยบาย การทราบสภาพ
ปัญหาและความต้องการจำเป็น การวางแผนพัฒนาการศึกษา การจัดสรรงบประมาณ และการติดตามผลการทำงาน
ต่อมาเมื่อระบบคอมพิวเตอร์มีการพัฒนามากขึ้น ก็เปลี่ยนเป็นระบบเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ที่เป็นศูนย์กลางและ
สามารถเชื่อมโยงไปยังลูกข่ายที่อยู่ ณ สถานที่ต่าง ๆ ได้ (อธิปัตย์ คลี่สุนทร, 2004)  สำหรับระบบสารสนเทศ
ที่กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาใช้เพื่อช่วยในการบริหารการศึกษามีหลายระบบ อาทิ ข้อมูลนักเรียนในภาพรวม ระบบ
สารสนเทศทรัพยากรบุคคลระดับกรม ระบบเงินเดือน ระบบสารบรรณ ระบบผูกพันงบประมาณ ระบบทะเบียนทรัพย์สิน
ระบบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ระบบการลา เป็นต้น

โดยรวมแล้ว การใช้ระบบต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อบรรลุหลักการ 3 เรื่อง คือ

-  ใช้คนเท่าเดิม ทำงานได้มากขึ้น

-  งานเท่าเดิม แต่ใช้คนน้อยลง และ

-  คุณภาพของงานต้องดีเท่าเดิมหรือดีกว่า

สำหรับระบบเพื่อการบริหารดังตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น ผู้บริหารระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และผู้เกี่ยวข้อง
กับการบริหารจัดการ สามารถเรียกใช้ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการทำงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
บนฐานความคิดว่าสารสนเทศที่ดีนั้นควรมีลักษณะ ถูกต้อง รวดเร็ว ทันสมัย และใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งระบบสารสนเทศ
ที่มีนั้นสามารถเรียกใช้ ส่งผ่าน แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงไปยังหน่วยงานระดับรัฐบาล มหาวิทยาลัย หรือส่วนองค์การ
ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมากด้วย

1.2 การบริหารในระดับสถานศึกษา ในระดับสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อ
จัดซื้อคอมพิวเตอร์และจัดหาจากการรับบริจาคให้แก่สถานศึกษา ด้วยวัตถุประสงค์ให้ใช้ในการบริหารจัดการส่วนหนึ่ง
ส่วนใหญ่ให้ใช้ในการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษา ในส่วนของการบริหารจัดการ กระทรวงศึกษาธิการได้จัด
ให้มีการพัฒนาซอฟท์แวร์ระบบต่างๆ และพัฒนาเครือข่ายสำหรับติดต่อกับสำนักงานในระดับจังหวัด ระดับเขต
การศึกษา และส่วนกลาง เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งระดับประถมและมัธยม สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
การอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน รวมทั้ง
สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ด้วย

ซอฟท์แวร์หรือชุดคำสั่งหรือเรียกทั่วไปว่าโปรแกรม (Program) ที่มีใช้ในการบริหารจัดการในสถานศึกษา
ที่มีหลายระบบ ได้แก่ ระบบระเบียนนักเรียน ทะเบียนประวัติบุคลากร เครือข่ายผู้ปกครอง การรับส่งเอกสาร ห้องสมุด
และการยืมการคืน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน งบประมาณ การติดตามงาน สารสนเทศของโรงเรียน การประเมินผล
การเรียนรู้ งานธุรการสารบรรณ การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็นต้น

การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษา ช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ในด้าน
ความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ ประหยัดเวลา บุคลากรและงบประมาณ ค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ยังช่วย
ให้เกิดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นระบบการส่งผ่านข้อมูล
2 ทาง (
Two-way communication) ต่างจากแต่เดิมซึ่งแต่ละฝ่ายส่งหรือรับเพียงอย่างเดียว

โดยสรุป ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ช่วยเป็นอย่างมากในการประมวลผล เก็บรวบรวมข้อมูลที่
จำเป็นจำนวนมหาศาลได้ สามารถเรียกมาใช้งานได้ ดูจำนวนรวมของข้อมูลต่างๆได้ แยกแยะได้รวมทั้งเชื่อมโยง
แลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยสะดวก และสามารถลดงานที่ต้องทำเหมือนๆกัน  
ลดค่าใช้จ่าย ค่ากระดาษ ค่าส่งเอกสาร โดยการให้เป็นการสื่อสารผ่านจอคอมพิวเตอร์ (
Paperless office) และมี
การสร้างเว็บไซด์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการแจ้งข่าวสาร รับฟังความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคํญและจำเป็น
ของส่วนกลางและสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นมาก

2. ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการสอน (Computer-Assisted Instruction: CAI)

หน้าที่หนึ่งของสถานศึกษาและของผู้บริหาร คือการเอื้อโอกาสให้เด็กหรือผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มตาม
ศักยภาพของแต่ละคน เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามารถเป็นเครื่องมือช่วยค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนา
การเรียนการสอน การทำวิจัยได้ดี ดังนั้น ครู อาจารย์ผู้สอนจึงสามารถศึกษาค้นคว้า ทำสื่อการสอนและนำเสนอ
ผ่านจอ (
Screen) หน้าห้องเรียน หรือห้องประชุม หรือ ผ่านจอคอมพิวเตอร์(Monitor) ของผู้เรียนได้โดยสะดวก
โปรแกรมของบางวิชา ผู้เรียนสามารถนำแผ่นโปรแกรมซึ่งบรรจุไว้ในจานบันทึกโปรแกรม (
Disc
) นำไปเรียนหรือ
ศึกษาด้วยตนเองที่บ้านหรือที่อื่นได้ด้วย ติดขัดบางเรื่องก็สามารถนำมาถามอาจารย์ผู้สอนได้ โปรแกรมลักษณะนี้
มีทั้งที่ครู อาจารย์ ผู้สอนพัฒนาขึ้นมาเอง และที่มีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมงานกับภาคเอกชนจัดทำมาจำหน่าย นับว่า
เป็นการให้โอกาสผู้เรียน อีกทางหนึ่งด้วย

ในการเรียนการสอน ได้ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสาร (Communication Technology) โดยเฉพาะผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาช่วย โดยรวมแล้วเป็น 2 รูปแบบ คือ

2.1 ห้องเรียนปกติ (Classroom mode) ครู อาจารย์ผู้สอน สามารถค้นคว้าเนื้อหาสาระนอกเหนือจาก
เอกสารการสอน พัฒนาโปรแกรมเพื่อการสอน ทดสอบ และใช้ช่วยสอนในรูปโปรแกรมนำเสนอ เช่น โปรแกรม
พาวเวอร์พอยท์ (
PowerPoint) ที่สามารถมีข้อความชัดเจน มีสีสัน มีรูปภาพประกอบ เป็นทั้งภาพนิ่ง หรือภาพ
เคลื่อนไหว มีเสียงประกอบ หรือสอนในรูปของการทดลอง การสาธิตที่ผู้เรียนไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าปกติได้
เช่น การแสดงการไหลเวียนของโลหิต การทำงานของหัวเทียนกับการเคลื่อนไหวของลูกสูบรถยนต์ หรือการจำลอง
การทำงาน (
Simulation
) ของของบางอย่าง
ทำให้บทเรียนที่สอนในห้อง เข้าใจง่าย น่าสนใจยิ่งขึ้น

ครู อาจารย์บางท่านอาจจะมีความสามารถพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปซึ่งมีเนื้อหาสาระ มีคำอธิบาย มีภาพ
และเสียงประกอบให้ผู้เรียนเข้าศึกษาด้วยตนเอง และมีการประเมินผลตอนท้ายบทเรียน ก่อนที่จะเข้าเรียนบทเรียน
ต่อๆไป ผู้เรียนจะสามารถรู้ผลการประเมินหรือผลคะแนนได้ทันที ซึ่งหากยังไม่เข้าใจชัดเจนก็สามารถย้อนกลับ
ไปเรียนบทเรียนเดิมหรือบทเรียนก่อนหน้านั้นได้ รวมทั้งสามารถนำโปรแกรมกลับไปศึกษาด้วยตนเองที่บ้านได้ด้วย

(Lever, McDonald, and Mizell, 2005)
บทเรียนทุกวิชา เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษา
ต่างประเทศ ดนตรี พลศึกษา สังคมศึกษา การงานอาชีพ ฯลฯ
จัดทำโดยใช้ระบบการนำเสนอที่ช่วยให้เข้าใจ
ได้ดีขึ้น

บริษัทเอกชนจำนวนมากได้จัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสำเร็จรูป เพื่อจำหน่ายในรูปแผ่นดิสก์ (Disc) และมีคู่มือการใช้แก่ ครู อาจารย์ ที่ยังไม่มีทักษะหรือเวลาพอในการพัฒนาเอง ซึ่งหากมีเนื้อหาสาระตรง หรือใกล้เคียงกับหลักสูตร ก็สามารถประชุมหารือกันและนำมาใช้ช่วยในการเรียนการสอนได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งการค้นคว้าทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือทำวิจัยในชั้นเรียน หรือวิจัยพัฒนางานต่าง ๆ ควรอ้างอิงที่มาของแหล่งข้อมูล ภาพ เสียง หรือ ส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของผลงานเสมอ

2.2 การเรียนทางไกล (eLearning mode) เป็นการเรียนที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่สถานศึกษาด้วย
ตนเอง โดยศึกษา ณ สถานที่ที่ตนเองสะดวก เวลามีว่างพอ (
Bowless, 2004) ซึ่งปัจจุบันมีการศึกษาที่สถานศึกษา
กับผู้เรียนอยู่คนละประเทศ เรียกว่าการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ (
Electronic learning : eLearning
) ผู้เรียนสามารถ
เรียนได้ตามความถนัด ความสนใจ แต่ต้องศึกษาเนื้อหาสาระ ทำแบบฝึกหัด หรือ ทำงานส่งทางระบบการเรียนนั้นๆ
ผู้สอนจะให้คำชมเชยหรือข้อวิจารณ์เพื่อแก้ไข รวมทั้งมีการวัดและประเมินผล เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่สถาบัน
กำหนด เรื่องนี้มีเปิดสอนมากในระดับมหาวิทยาลัย และระดับบัณฑิตศึกษาถึงระดับปริญญาเอก (ศรีศักดิ์ จามรมาน,
2007)

 การเรียนระบบนี้ ผู้เรียนสามารถติดต่อ ปรึกษาหารือกับผู้เรียนด้วยกันหรืออาจารย์ผู้สอนได้ตลอดเวลา
เนื่องจากระบบเช่นนี้จะมีการเก็บข้อมูล ข้อซักถาม ข้ออภิปราย  หรือข้อสังเกตต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ของ
ผู้เรียน หรือ ครู อาจารย์ผู้สอน เพื่อจะได้โต้ตอบกันเมื่อเปิดเข้าสู่ระบบได้ตลอดเวลาโดยสะดวก ซึ่งเชื่อว่าแนวโน้ม
จะมีในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของประเทศไทยมากยิ่งขึ้นด้วย

3. การรู้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน (Computer Literacy)

ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป รวมทั้ง
องค์การของรัฐหรือเอกชน จะเห็นว่า ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์
และคอมพิวเตอร์มากขึ้น เด็กและเยาวชนปัจจุบัน คุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ ใช้โทรศัพท์มือถือ เล่นเกม
ออนไลน์ พูดคุยบนเครือข่าย ซื้อสินค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลข่าวสาร ขอรับบริการต่างๆ สมัครสอบ
คัดเลือก ฯลฯ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ยืน ภู่วรวรรณ,
2553) ดังนั้น ในการบริหารการศึกษาจึงจำเป็นต้องเตรียม
ผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะเพียงพอ
ที่จะสามารถใช้ระบบดังกล่าวอย่างเท่าทัน มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์
สูงสุด สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ ได้สัมผัส และได้ใช้คอมพิวเตอร์ (
Hands-on) รวมทั้งต้องสามารถ
เลือกรู้ เลือกรับ และเลือกทิ้งข้อมูลสารสนเทศที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือน หลอกลวง หรือส่งผลร้ายหากรู้ไม่เท่าทัน
(
Zucker, 2008
)

ในสถานศึกษาโดยทั่วไปฝ่ายบริหารสถานศึกษาจะจัดคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ผู้เรียน
ได้ศึกษา ฝึกฝน และใช้ประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด (
Value for money) โดยแบ่งกว้างเป็นระดับการเรียน
2
ระดับ ดังนี้

3.1 การเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อมีความรู้ขั้นพื้นฐาน (Computer Literacy) การเรียนระดับนี้เรียนให้
พอใช้งานได้ ทำงานได้ ให้ผู้เรียนรู้จักแป้นพิมพ์ การเปิดปิดเครื่อง การป้อนข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์
ถ้อยคำหรือข้อความ การแก้ไข การจัดเก็บข้อมูล การใช้โปรแกรมหรือชุดคำสั่งสำเร็จรูป รวมถึงการเข้าใช้
ในโปรแกรมอินเทอร์เน็ต การสืบค้นข้อมูลและการวิเคราะห์ นำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ นำเสนอข้อมูลผ่านโปรแกรม
สำเร็จรูป ใช้ในการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ หรือเรื่องต่าง ๆ

เรื่องนี้จะครอบคลุมถึง การให้ผู้เรียนรู้จักการใช้บริการเครือข่ายสังคม (Social Network Service) ที่เป็น
แหล่งการแลกเปลี่ยนความเห็น แบ่งปันความคิดของกลุ่มผู้ที่มีความสนใจในเรื่องคล้าย ๆ กัน ผ่านอินเทอร์เน็ต
เช่น การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (
e-mail) หรือแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น แจ้งข่าวสาร ผ่านเครือข่ายสังคม
ออนไลน์ (
Online Network Service) ที่นิยมกัน เช่น Hi5, Facebook, Myspace, Linkeln, Bebo, Orkut, หรือ
Friendster เป็นต้น (Elmore, 2007
)

3.2 การเรียนคอมพิวเตอร์ให้มีสมรรถนะสูง (Computer Competency) เป็นการเรียนเพื่อจะเรียนรู้วิธี
การเขียนชุดคำสั่ง การใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ การพัฒนาซอฟท์แวร์หรือชุดคำสั่ง ซึ่งผู้เรียนส่วนหนึ่งอาจสนใจทาง
ฮาร์ดแวร์ การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่าย ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่ใช้บนเครือข่าย ซึ่งเป็น
รากฐานในการเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต่อไป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการเรียนที่มีความยากและซับซ้อนมากขึ้น
กว่าการเรียนรู้เพื่อใช้งาน แต่เป็นการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งกว่า การเรียนการสอนระดับนี้ส่วนหนึ่งจะอยู่ในระดับอุดมศึกษา

เมื่อศึกษาจบและไปทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศช่วงเวลาหนึ่ง ผู้เรียนบางคนก็จะมีความรู้ระดับ
ผู้เชี่ยวชาญ (
Computer Expert) ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์มาเป็น
เวลายาวนาน มีความรู้ทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ รวมทั้งระบบเครือข่าย สามารถดูแล ควบคุมกระบวนการ
ทำงานของระบบ การให้คำปรึกษาเพื่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ต่อไป

อนึ่ง ในการเรียนการสอนในสถานศึกษา ฝ่ายผู้บริหารและครูอาจารย์จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องจริยธรรม
ในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (
Computer Ethics) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรู้จักเลือกเข้าไปใช้ข้อมูลจากที่ตั้งเครือข่าย
ข้อมูล (
Website) ที่มีความถูกต้อง รู้จักวิเคราะห์ใคร่ครวญ เลือกรับ เลือกรู้ และหลีกเลี่ยง การเข้าไปในฐานข้อมูล
หรือระบบข้อมูลที่บิดเบือน หลอกลวง (
Fraud) หรือข้อมูลที่ไม่สมควรอื่น ๆ นอกจากนี้ควรต้องสอน การอ้าง
แหล่งต้นตอของข้อมูล (
Reference) เพื่อมิให้เป็นการลอกเลียนข้อมูลทางวิชาการ ทั้งข้อความ ภาพ เสียง ฯลฯ
(
Plagiarism
) โดยไม่ให้เกียรติเจ้าของความคิด ต้นแบบ เรื่องราว งานค้นคว้าทดลอง งานวิจัย ฯลฯ ด้วย

โดยสรุปสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษา จะครอบคลุมระบบต่าง ๆ 3 ส่วน คือ ระบบสารสนเทศเพื่อ
การบริหารจัดการ การศึกษา
(MIS) ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสมัย และได้ประโยชน์ รวมถึง ระบบที่เอื้อ
อำนวยให้ครู อาจารย์ผู้สอน ใช้พัฒนาคุณภาพการสอน
(CAI) อาทิ การทำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และการ
ใช้ระบบเครือข่ายเพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาเอกสารประกอบการสอน และส่วนสุดท้าย คือการเรียนที่
ผู้เรียนได้ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น
(CL) มีความสามารถเบื้องต้น มีพื้นฐานความรู้พอที่จะใช้ประโยชน์ หรือใช้
ศึกษาเรื่องระบบคอมพิวเตอร์เอง หรือเพื่อการเรียนคอมพิวเตอร์ศึกษา (
Computer Education) หรือ วิทยาการ
คอมพิวเตอร์ (
Computer Science
) ให้กว้างขวางลึกซึ้ง สามารถใช้ในการประกอบอาชีพด้านนี้ได้ต่อไป
หากสนใจ

เรื่องสำคัญประกอบเรื่องนี้คือ การที่ผู้บริหารระดับนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ
ที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้าใจ เรียนรู้ ฝึกอบรมตนเองให้สามารถใช้ระบบสารสนเทศ ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ รวมทั้ง
สามารถใช้เครือข่ายภายในองค์การหรือสถานศึกษาเอง และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้พอสมควร หรืออย่างมี
ประสิทธิภาพ รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง รู้ความสำคัญของการปรับปรุงข้อมูลสารสนเทศ (
Information
up-dated) เพื่อให้ระบบสารสนเทศที่ใช้ มีความเป็นปัจจุบัน ถูกต้อง และสามารถเรียกใช้ เพื่อการกำหนด
นโยบาย การวางแผน ติดตามงาน พัฒนาผู้เรียนและทำงานด้านการศึกษาหรือด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง ให้ได้สม
คุณค่า เกิดประโยชน์ และช่วยทำให้การศึกษาในภาพรวม สร้างโอกาส สร้างคุณภาพ และความเสมอภาค
ให้ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จตามศักยภาพของแต่ละบุคคล (
Success for all
) ได้ด้วยดี ต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

ธีระ รุณเจริญ (2553). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษา. กรุงเทพ: นวสาส์นการพิมพ์.

พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจิตโต) (2553). คุณธรรมสำหรับนักบริหาร กรุงเทพ:
         
มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.

ยืน ภู่วรวรรณ (2553). เด็กและเยาวชนกับการศึกษาด้านไอซีที  สืบค้นจากบทความวิชาการ http://www.thannews.th.com วันที่ 7 ธันวาคม 2553.

ราชบัณฑิตยสถาน (2551). พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ (อักษร A-L) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.
          กรุงเทพฯ
: อรุณการพิมพ์.

ศรีศักดิ์ จามรมาน และคนอื่น ๆ (2524). การใช้คอมพิวเตอร์ในด้านการศึกษา สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนเล่มที่ 11. กรุงเทพฯ: อาศรมศิลป์ศาสตร์.

ศรีศักดิ์ จามรมาน (2007). Computer Report on eEverything from Thailand. International Journal of the Computer, the Internet and Management. Vol. 15 No Sp4 November 2007.

สุชาดา กีระนันทน์ (2541). เทคโนโลยีสารสนเทศ: สถิติ ข้อมูลในระบบสารสนเทศ กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2550). ผู้บริหารสถานศึกษา. สารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สก.สค.

สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2553). สมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ. 2552. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.

อธิปัตย์ คลี่สุนทร Internet and Schoolnet กับการเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาไทย. สืบค้นจากบทความวิชาการ http://www.moe.go.th  วันที่ 9 ธันวาคม 2553.

Bowless, M. S.(2004). Relearning to E-Learning: Strategic for Electronic Learning and Knowledge. Australia: Melbourne University Publishing.

Elmore, R. F. (2007). School Reform from Inside Out; Policy, Practice, and Performance. 
          Massachusetts: Harvard Education Press.

Holmes, B. and Gardner, J. (2006). e-Learning: Concepts and Practice. London: SAGE Publications.

Inglis, A., Ling, P., and Joosten, V. (2000). Delivering Digitally: Managing the Transition to the Knowledge Media. Great Britain: Creative Print and Design.

Kowalski, T.J. (2003). Contemporary School Administration. Boston: Pearson Education.

Lever-Duff, J., McDonald, J.B., and Mizell, A.P. (2005) Teaching and Learning with Technology. Boston: Pearson Education.

Lockard, J. and Abrams, P.D. (2004). Computers for Twenty-First Century Education (6th Edition) Boston: Pearson Education.

Merill, P.F. and others.  (2001). Computers in Education. Boston: Allyn and Bacon.

Picciano, A.G. (2002). Educational  Leadership and Planning for Technology. New Jersey: Merill Prentice hall.

Ray, J. and Davis, L. (2001). Computers in Educational Administration. New York: McGraw Hill.

Reinhartz, J. and Beach, D. M. (2004). Educational Leadership: Changing Schools, Changing Roles. Boston: Pearson Education.

Zucker, A. A.(2008). Transforming School with Technology: How Smart Use of Digital Tools Helps Achieve Six key Education Goals. Massachusetts: Education Press.

 

คำสำคัญ

ระบบสารสนเทศ, สารสนเทศ การบริหารการศึกษา, ระบบคอมพิวเตอร์, เครือข่ายอินเทอร์เน็ต(Internet), ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารการศึกษา (MIS), ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการสอน(CAI),  การรู้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน (CL), การเรียนทางไกล (eLearning), บริการเครือข่ายสังคม (Social Network Service), จริยธรรมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Ethics), การลอกเลียนข้อมูลวิชาการ (Plagiarism)

 

ลงพิมพ์ใน:

คุรุสภา (๒๕๕๕). สารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕. กรุงเทพ: โรงพิมพ์ สกสค.

 

อธิปัตย์ คลี่สุนทร  Ph.D. (International Development Education) Florida state University, U.S.A. ประสบการณ์ รับราชการเป็นครูโรงเรียนวัดสว่างวงษ์ โรงเรียนการช่างชัยนาท ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศ      ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบัน อาจารย์อาวุโส College of Internet Distance education มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: นิภา แย้มวจี
4513 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
รายงานผลดำเนินงาน
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
พบปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน)
Readmap ปฏิรูปการศึกษา)
moe
moe
๑ อำเภอ ๑ ทุน่
Click ดู รายการย้อนหลังที่นี่
ติดตามข่าวสาร E-learning ได้ที่นี่ค่ะ
บทเรียนออนไลน์ e-learning
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
โครงการเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมผลผลิตเพื่อโครงการอาหารกลางวัน
รับแจ้งข่าว ความประพฤติ นักเรียน นักศึกษา
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
ทำความรู้จักกองทุนพัฒนาครูฯ
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe

moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
         1    2    3    4
   5    6    7    8    9    10    11
   12    13    14    15    16    17    18
   19    20    21    22    23    24    25
   26    27    28    29    30    31  


moe
moe
 
moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 0.01  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์