Source - เว็บไซต์เดลินิวส์ (Th)
Monday, August 04, 2008 03:20
กำจัดยากนำไข้เลือดออกระบาด ควบคุมโรคไร้ผล-เร่งแก้ปัญหา
ดร.ละเอียด ประพันธดารา นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการที่คณะผู้วิจัยได้ทำการสำรวจพื้นที่ในภาคเหนือ เพื่อวิจัยการดื้อยาฆ่าแมลงในยุง โดยการศึกษากลไกการดื้อต่อสารเคมี ดีดีที และกลุ่มไพรีทรอยด์ รวมทั้งสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเช่น เพอร์เมธริน เดลต้าเมธริน ซึ่งมีการใช้มากในประเทศไทยพบว่า ยุงลายมีอัตราการดื้อต่อสารเคมี ดีดีที เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และยังดื้อต่อสารเคมีอื่น ๆ ในกลุ่มไพรีทรอยด์ อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การกำจัดและควบคุมประชากรยุงโดยใช้สารเคมีฆ่าแมลงได้ผลไม่เต็มที่ หรืออาจล้มเหลวในการควบคุมโรคติดเชื้อ เช่น มาลาเรีย และไข้เลือดออก ดังนั้น การตรวจสอบภาวะความไวต่อสารเคมีฆ่าแมลงที่ใช้จัดการเพื่อเลือกสารเคมีที่จะนำมาใช้ทดแทน และการหาวิธีป้องกันมิให้เกิดการดื้อ จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง และปฏิบัติให้ครบ จึงจะสามารถช่วยควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคได้
นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. เปิดเผยอีกว่า สาเหตุที่ทำให้ยุงดื้อยาฆ่าแมลง เนื่องจากการใช้ยาฆ่าแมลงในประเทศไทยไม่มีการควบคุมและใช้ตามใจชอบ โดยไม่มีการตรวจสอบมาก่อนว่า ยุงจะดื้อยาฆ่าแมลงชนิดดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนั้นยังพบว่ายาฆ่าแมลงในบ้านเรือน เป็นชนิดเดียวกันกับที่พบการดื้อยา แต่ถ้าหากยังมีการใช้ยาฆ่าแมลงชนิดที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งจะทำให้เกิดการดื้อยา จนกระทั่งไม่สามารถควบคุมการแพร่พันธ์ยุงจากตัวยาฆ่าแมลงที่ใช้อยู่ และจะไม่สามารถทำลายยุงได้
ดร.ละเอียด เปิดเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า นอกจากนี้จากการดื้อยา ยังอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย เหมือนกับประเทศศรีลังกา ได้ ดังนั้น การบริหารการใช้ยาฆ่าแมลง (Insecticide Management) จะมีประสิทธิภาพ จะต้องมีข้อมูลที่จำเป็นได้แก่การตรวจสอบระดับการดื้อยาของประชากรยุง การวินิจฉัยกลไกการดื้อยาที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีปัญหา (Early detection) และการติดตามการใช้ยาอย่างมีหลักการที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหลักสถิติ ทั้งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้จะต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ นักวิจัย และจะต้องมีงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ.
|