’คุรสภาเร่งผลักดัน’ครู’เป็นวิชาชีพชั้นสูง
  ข่าวทั้งหมด
30 เมษายน 2555

      

'คุรสภาเร่งผลักดัน'ครู'เป็นวิชาชีพชั้นสูง

 

          เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์ 

          ครู ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับเมื่อช่วงปี 2553 กรณีครูสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งกระทำอนาจารเด็กนักเรียนหญิง จนทำให้วงการครูต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และกลายเป็นคดีความที่สะท้อนให้เห็นปัญหาของครูในระดับโรงเรียน ไม่เฉพาะเรื่องของคุณภาพการสอนหนังสือเด็กเท่านั้น แต่ยังได้ตอกย้ำความสำคัญของใบประกอบวิชาชีพครู ที่มีความหมายมากกว่าใบเบิกทางสำหรับผู้ที่จะสอบบรรจุเข้ารับราชการครู ซึ่งยังรวมถึง ครูที่ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครูรวมอยู่ด้วย
          โดยเรื่องนี้ ดร.องค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา บอกว่า เมื่อมีข่าวเช่นนี้ออกมาทุกครั้ง คุรุสภาไม่ได้นิ่งเฉย เพราะทำให้ภาพพจน์ของผู้ประกอบวิชาชีพครูเสียหายทั้งประเทศ จึงมีการตรวจสอบไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุ พบว่า ครูสอนคอมพิวเตอร์ท่านนี้ ไม่มีใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ซึ่ง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาปี พ.ศ. 2546 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 46 ให้ผู้ที่จะมาเป็นครูโดยไม่ได้เรียนมาทางนี้ หรือโรงเรียนจ้างให้มาสอนต้องทำเรื่องขอใบอนุญาตปฏิบัติการสอนในระยะเวลา 2 ปี
          กรณีครูสอนคอมพิวเตอร์ถือว่าผู้กระทำความผิดไม่ได้เป็นครู เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ซึ่งอาจจะเก่งจริงแต่ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นครู แล้วไปล่วงละเมิดเด็ก จึงสะท้อนให้เห็นว่าใบประกอบวิชาชีพครูมีความสำคัญอย่างไร ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง ไม่ใช่ใครอยากเป็นครูก็ทำได้ง่ายๆ
          ใบประกอบวิชาชีพครูต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาครู ในมาตรา 44 ที่กำหนดคุณสมบัติไว้ว่าผู้ที่จะเป็นครูได้ต้องมีวุฒิปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความรู้และประสบการณ์ของวิชาชีพด้วย
          หลังมีการร่าง พ.ร.บ.สภาครู ปี 2547 บังคับใช้ มีการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไปแล้ว 1,014,490 ราย เป็นใบประกอบวิชาชีพครู 911,811 ราย เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 87,095 ราย เป็นผู้บริหารการศึกษา 6,748 ราย เป็นศึกษานิเทศก์ 8,836 ราย เมื่อครบ 5 ปี บุคคลเหล่านี้ต้องมาต่ออายุใบอนุญาต ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นการตรวจเช็คคุณสมบัติบุคลากรว่ายังสามารถเป็นครูต่อได้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการเพิกถอนใบอนุญาตครูไปแล้ว 802 ราย เพราะไม่มีวุฒิปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่าตามที่คุรุสภากำหนด
          ที่ผ่านมา เราไม่สามารถออกใบประกอบวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษาได้จำนวน 44,925 ราย เป็นครู 44,806 ราย เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 117 ราย เป็นศึกษานิเทศก์ 2 ราย เนื่องจากคุรุสภาพิจารณาแล้วไม่มีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ นี่จึงบอกได้ว่าการจะได้ใบอนุญาตไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครก็ได้จะมาขอเพราะอยากเป็นครู
          นอกจากบทบาทของการเป็นผู้กำกับดูแลและการออกใบอนุญาตบุคลากรทางการศึกษา คุรุสภายังเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพชั้นสูง เพราะมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสร้างคนในสังคมให้เป็นคนดี ซึ่งหนึ่งในภารกิจนั้น ก็คือ การพัฒนาบุคลากรครูให้เป็นบุคคลที่มีแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยได้จัดทำโครงการเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณขึ้น เพื่อมุ่งหวังให้บุคลากรครูเป็นครูที่มีดีมีคุณภาพ
          การยกระดับให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงนั้น ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานกรรมการคุรุสภา บอกว่า ที่ผ่านมา คุรุสภามีความมุ่งมั่นมาตลอดที่จะทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง เช่นเดียวกับวิชาชีพแพทย์ แต่คงทำไม่ได้ในเวลา 5 ปี 10 ปี แต่อีก 20 ปี 30 ปีก็อาจจะทำได้สำเร็จ ซึ่งถ้าเอาเกณฑ์ในการบ่งชี้ที่ใช้วัดความเป็นวิชาชีพชั้นสูงของวิชาชีพต่างๆ วันนี้ ถ้าคะแนนเต็ม 10 วิชาชีพแพทย์จะได้คะแนนเต็ม 10 แต่ถ้าเป็นวิชาชีพครูจะได้คะแนน 2.5 เพราะฉะนั้นกว่าจะทำคะแนนได้ถึง 10 เหมือนวิชาชีพแพทย์ต้องทำอะไรอีกมากมาย
          สิ่งที่เราอยากเห็น คือ เยาวชนไทยไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด จะต้องได้รับบริการการศึกษาจากครูที่มีคุณภาพสูงทัดเทียมกัน แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เยาวชนที่เรียนโรงเรียนยอดนิยม โรงเรียนใหญ่ๆ จะมีโอกาสได้เรียนกับครูที่มีคุณภาพสูงกว่า
          ส่วนครูที่มีคุณภาพสูงที่สอนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญก็มี แต่มีในสัดส่วนที่น้อยกว่า ทำให้คุรุสภาต้องเพิ่มครูคุณภาพสูงให้ทุกโรงเรียนได้เท่าเทียมกัน ดังนั้นที่ผ่านมา เราจึงใช้มาตรฐานเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อที่จะให้สถาบันผลิตครู มีมาตรฐานเดียวและมีความใกล้เคียงกันให้ได้มากที่สุด
          ดร.ดิเรก บอกอีกว่า คุรุสภาได้พยายามทำให้ครูมีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะครูที่ประจำการอยู่แล้วทั้งหมดทั่วประเทศประมาณ 6 แสนคนเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 4 แสนคน สังกัดโรงเรียนเอกชนประมาณ 1.4-1.5 แสนคน และที่เหลือก็เป็นครูที่สังกัดวิทยาลัยอาชีวะ กลุ่มนี้ได้ดำเนินการโครงการเร่งรัดพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนจรรยาบรรณวิชาชีพให้ครูปฏิบัติตนต่อผู้รับบริการ ก็คือ นักเรียน โดยไม่ให้มาตรฐานของการบริการลดหย่อนลง
          โครงการนี้ คุรุสภาจะนำครูมาฝึกอบรม ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งมีความแตกต่างจากการอบรมทั่วไป เนื่องจากเป็นการอบรมที่เชิญพระนักเทศน์มาอบรมพัฒนาจิตใจ และช่วยกันทำหลักสูตรทางการพัฒนาจิตใจที่เน้นการปฏิบัติเป็นหลัก โดยการนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตใจของตัวเอง รวมถึงการทำตัวเป็นบุคคลที่น่ายกย่อง เพื่อที่จะไปสอนคนอื่นให้เป็นคนดีได้
          การอบรมแต่ละรุ่นจะไม่ได้จบไปเพียงเพราะหมดหลักสูตร เพราะผู้ที่ผ่านการอบรมไปแล้วได้มีการตั้งเครือข่ายครูดีที่ไปอบรมต่อยอดให้กับครูคนอื่นๆ ในโรงเรียน ทำให้ความดีของครูไม่เสื่อมไม่หายไปไหน เช่น การอบรมในปีแรกที่เริ่มตั้งแต่ปี 2553 สามารถอบรมครูได้ประมาณ 13,000 คน และในปี 2554 อบรมเพิ่มได้อีก 40,000 คน ซึ่งครูที่ผ่านการอบรมเหล่านี้ ก็จะรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปอบรมให้กับครูรุ่นน้อง หรือครูที่โรงเรียนต่อเป็นการขยายผล
          ทั้งนี้ คุรุสภาตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2555 แต่ละเขตพื้นที่จะต้องคัดเลือกครูเข้ารับการอบรม ครูจากทุกสังกัด เขตพื้นที่ละ 100 คน ก็จะได้ประมาณ 18,500 คน
          นอกจากอบรมครู เราได้มีการคัดเลือกครูผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมดีเด่น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูดีเหล่านี้ด้วย โดยการอบรมแต่ละรุ่นจะมีการคัดเลือกมารุ่นละ 85 คน เพื่อที่จะได้รับเข็มทองคำแท้ และเลือกอีก 87 คนได้เหรียญเงิน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูที่ดี ที่ประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับศิษย์ และเป็นแบบอย่างให้กับบุคคลทั่วไปด้วย
          "สิ่งที่อยากเห็น คึอเยาวชนไทยไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด จะต้องได้รับบริการการศึกษาจากครูที่มีคุณภาพสูงทัดเทียมกัน"ดร.ดิเรก พรสีมา

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: ปิยวรรณ ปรสันติสุข
448 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
รายงานผลดำเนินงาน
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
พบปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน)
Readmap ปฏิรูปการศึกษา)
moe
moe
๑ อำเภอ ๑ ทุน่
Click ดู รายการย้อนหลังที่นี่
ติดตามข่าวสาร E-learning ได้ที่นี่ค่ะ
บทเรียนออนไลน์ e-learning
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
โครงการเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมผลผลิตเพื่อโครงการอาหารกลางวัน
รับแจ้งข่าว ความประพฤติ นักเรียน นักศึกษา
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
ทำความรู้จักกองทุนพัฒนาครูฯ
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe

moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
         1    2    3    4
   5    6    7    8    9    10    11
   12    13    14    15    16    17    18
   19    20    21    22    23    24    25
   26    27    28    29    30    31  


moe
moe
 
moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 0.05  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์