คะแนนโอเน็ต ชี้วัดคุณภาพการศึกษาไทยได้จริง?
  ข่าวทั้งหมด
4 เมษายน 2555

      

คะแนนโอเน็ต ชี้วัดคุณภาพการศึกษาไทยได้จริง?

 

          สายพิน แก้วงามประเสริฐ
          โอเน็ต หมายถึง การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน แต่ข้อสอบกลับยากมหาโหดจนทำให้เหมือนเป็นการทดสอบทาง การศึกษาแห่งชาติขั้นเทพไม่ใช่ขั้นพื้นฐาน
          เมื่อคะแนนโอเน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ใน 5 วิชาหลัก มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 50 ทุกครั้งที่คะแนนออกมาแบบนี้มักจะมีนักวิชาการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าคุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ ทั้งที่การใช้คะแนนสอบเพียงครั้งเดียวทั่วประเทศท่ามกลางปัจจัยที่แตกต่างกันของนักเรียนกว่า 3 แสนคน สามารถชี้เป็นชี้ตายกับการศึกษาไทยได้จริงหรือ
          เมื่อชี้วัดว่าคุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำแล้ว แพะรับบาปที่เป็นต้นเหตุทำให้การศึกษาไทยตกต่ำเช่นนี้ทุกปีคงหนีไม่พ้นครูและนักเรียน ส่วนระบบการจัดสอบ ข้อสอบที่ออก วิธีการทำข้อสอบที่พยายามจะแปลกแหวกแนวไม่เหมือนกันแต่ละปีไม่เกี่ยว ?
          ทั้งที่หากพิจารณาจะพบว่าแต่ละปี สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการทำข้อสอบหลายรูปแบบ จนทำให้เด็กที่ทำข้อสอบรู้สึกเหมือนกลัวเด็กจะทำข้อสอบได้ จึงต้องหาทาง หลีกหนีไปเรื่อยๆ
          ข้อสอบแบบเลือกตอบที่เคยมี 4 ตัวเลือก ก็ขยับเป็น 5 ตัวเลือก ย่อมทำให้ความน่าจะเป็นในการตอบถูกของเด็กลดน้อยลงไปอีก ข้อสอบแบบให้พิจารณาว่าข้อความที่ให้มาถูกหรือผิด ถ้าผิดจะแก้เป็นอย่างไร
          ข้อสอบข้อเดียวแต่ต้องตอบถูกหลายคำตอบจึงจะได้คะแนน บางวิชาข้อสอบเคยข้อละ 1 คะแนน ก็เพิ่มคะแนนแต่ละข้อให้มากขึ้น เหมือนกับว่าหากทำไม่ได้ 1 ข้อ แทนที่จะคะแนนหายไป 1 คะแนน กลับหายไปมากกว่านั้น ปรับเปลี่ยนวิธีโน้นวิธีนี้ไปทำไม?
          รวมทั้งข้อสอบที่ออกโดยไม่พิจารณาคนตอบจำนวนกว่า 3 แสนคน ที่มาจากพื้นฐานโรงเรียนและบ้านอย่างหลากหลาย แม้แต่ข้อสอบที่ถามเรื่องกีฬา เช่นถามว่ากีฬาอะไรเคลื่อนไหวต่างไปจากกีฬาชนิดอื่น
          ตัวเลือกมีแร็กเกตบอล อยากรู้ว่าเด็กจากโรงเรียนหนองอีต่อง ที่อยู่ในชนบทจะรู้จักไหม
          อย่าว่าแต่เด็กเลยครูก็ยังไม่รู้จัก แล้วข้อสอบที่ไม่พิจารณาโอกาสในการทำข้อสอบได้เท่าเทียมกัน จัดเป็นข้อสอบที่ดีตรงไหน
          แล้วยังรวมถึงข้อสอบอีกหลายข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตอีกจำนวนหนึ่ง ที่คำตอบมีทั้งคลุมเครือ คิดได้หลายอย่าง บางข้อไม่เป็นประโยชน์ที่จะถาม จะวัดอะไร ? ภูมิปัญญาก็ไม่ใช่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจก็ไม่ชัดเจน
          ในส่วนของคุณภาพข้อสอบที่ต้องพิจารณาถึงความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ความเชื่อมั่นของข้อสอบมีการหาค่าเหล่านี้ก่อนนำมาเป็นข้อสอบในการวัดความรู้ของเด็กก่อนหรือไม่ ถ้าหากวัดจริงเด็กกลุ่มไหนเป็นกลุ่มทดลอง
          หากทดลองกับเด็กโรงเรียนสาธิต ก็ต้องถือว่าเป็นกลุ่มทดลองที่ไม่ใช่ตัวแทนของประชากรที่เหมาะสม  เนื่องจากเด็กโรงเรียนสาธิตล้วนแล้วแต่เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก ระดับสุดยอดย่อมทำข้อสอบเช่นนี้ได้อยู่แล้ว
          ในขณะเดียวกันหากทดลองกับเด็กที่จบ ม.6 ไปแล้ว ย่อมเป็นเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัย ใช้นักศึกษาคณะไหนอย่างไร มีทั้งเด็กเก่ง อ่อน ปานกลางหรือไม่ หรือไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มที่ไปทดลอง หรือไม่ได้ทดลองเพราะเชื่อมั่นว่าข้อสอบมีคุณภาพแล้ว
          ซึ่งเรื่องนี้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติควรนำค่าความยากง่ายของข้อสอบแต่ละข้อแต่ละวิชา ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบออกมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้เลยว่า ค่าคุณภาพของข้อสอบเหล่านั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้สังคมได้พิจารณาประกอบการพิพากษาว่าคะแนนโอเน็ตต่ำแสดงว่าคุณภาพการศึกษาต่ำ เพราะข้อสอบมีคุณภาพแล้ว แต่ครูสอนไม่ดีเอง
          หากพิจารณาความยากง่ายของข้อสอบแบบคร่าวๆ จากสถิติของคะแนนที่นักเรียนทำได้แต่ละช่วงคะแนนพบว่า วิชาภาษาไทยนักเรียนที่ทำคะแนนได้เกิน 50 จาก 100 คะแนน คือได้คะแนนตั้งแต่ 50.01 ขึ้นไปมีจำนวน 84,285 คน จากคนสอบจำนวน 368,228 คน คิดเป็นร้อยละ 22.89
          วิชาสังคมศึกษามีนักเรียนที่ได้คะแนนเกิน 50 คะแนน จำนวน 12,976 คน จากจำนวน 372,662 คน คิดเป็นร้อยละ 3.48 วิชาภาษาอังกฤษมีนักเรียนได้คะแนนเกิน 50 คะแนน จำนวน 13,577 คน คิดเป็นร้อยละ 3.66
          วิชาคณิตศาสตร์มีนักเรียนที่ได้คะแนนเกิน 50 คะแนนจำนวน 19,113 คน คิดเป็นร้อยละ 5.14 และวิชาวิทยาศาสตร์มีนักเรียนที่ได้คะแนนเกิน 50 คะแนน จำนวน 9,898  คน คิดเป็นร้อยละ 2.70
          จำนวนร้อยละของนักเรียนที่ทำคะแนนสอบได้เกิน 50 คะแนนในแต่ละวิชามีจำนวนน้อยมาก ตัวเลขเหล่านี้แสดงอะไร
          แสดงว่าเด็กจำนวนกว่าร้อยละ 80-90  ทำข้อสอบโอเน็ตได้คะแนนเฉลี่ยไม่เกิน 50 คะแนน ในเมื่อเด็กส่วนใหญ่ทำคะแนนได้น้อย
          นัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ ข้อสอบโอเน็ตยากเกินไป เพราะเด็กเกือบทั้งประเทศทำไม่ได้ เป็นอย่างนี้แล้วจะโทษเด็ก โทษครูว่าสอนอย่างไรเด็กทำข้อสอบโอเน็ตได้คะแนนต่ำได้อย่างไร เพราะข้อสอบยากเกินเหตุ
          ทำให้เกิดข้อสงสัยเหมือนกันว่าทำไมข้อสอบโอเน็ตต้องยากขนาดนี้ เพราะเด็กทั้งสามแสนกว่าคนนั้นไม่ใช่เด็กที่จะต้องสอบแข่งขันเพื่อไปเรียนมหาวิทยาลัยกันทุกคน
          บางคนเรียนจบ ม.6 แล้วอาจไปประกอบอาชีพ  หรือไปเรียนวิชาชีพตามความรู้ความสามารถของตนเอง  หรือไปเรียนในสถานศึกษาที่ไม่ต้องแข่งขันมากมาย เมื่อนักเรียนจำต้องทำข้อสอบมหาโหดเช่นนี้ คะแนนที่ปรากฏว่าด้อยมาก เหมือนเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์กันทีเดียว
          ทั้งที่คะแนนเหล่านี้ก็ไม่ได้แสดงว่าใครมีความรู้กว่าใครมากเท่าไร เพราะข้อสอบบางข้อก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าใครมีไหวพริบมากกว่ากัน แล้วทำไมสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ จึงต้องออกข้อสอบให้ยากนักหนา และที่สำคัญนี่เป็นการทดสอบขั้นพื้นฐาน
          ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ออกข้อสอบเป็นใคร มีความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมากน้อยเพียงใด  ได้ออกข้อสอบตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง คำอธิบายรายวิชา เฉลี่ยจำนวนข้อสอบไปทุกสาระในแต่ละวิชาหรือไม่
          อีกทั้งมีความเข้าใจสภาพโรงเรียนทั่วประเทศว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ เด็กกว่าสามแสนคนไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงความรู้ได้เท่าเทียมกัน ข้อสอบจึงต้องออกให้ไม่ง่ายมากนัก หรือไม่ยากจนคนธรรมดาทำไม่ได้
          หากผู้ที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หรืออาจารย์โรงเรียนสาธิต ซึ่งพบพานแต่เด็กเก่งๆ ย่อมทำให้คิดว่าข้อสอบที่ตนเองออกเป็นข้อสอบธรรมดาๆ ที่ใครก็ควรทำได้ แต่ในความเป็นจริง สถิติตัวเลขของคะแนนที่นักเรียนทำได้แต่ละช่วงคะแนนย่อมแสดงว่าข้อสอบโอเน็ตแต่ละปีมหาโหดจริงๆ
          ทำไมสถาบันทดสอบทางการศึกษาฯไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิดว่าเราไม่ได้กำลังคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว และข้อสอบเหล่านี้ก็ไม่ได้วัดคุณภาพการศึกษากันได้จริงๆ เพราะตัวเลขคะแนนไม่ได้ บ่งบอกคุณภาพการศึกษา
          เพราะคุณภาพการศึกษาน่าจะมีเด็กเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคุณภาพหรือไม่ และคุณภาพในที่นี้น่าจะหมายถึงการที่ระบบการศึกษาได้บ่มเพาะให้เด็กได้เป็นคนดี รู้จักเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
          แล้วตัวเลขคะแนนโอเน็ตบ่งบอกคุณภาพเหล่านี้ตรงไหน?   สังคมไทยต้องการแค่คนเก่งทำคะแนนสอบได้มากๆ แต่ไม่รู้จักเอื้ออาทรคนอื่นกระนั้นหรือ ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของเรามุ่งผลิตคนเก่ง เราจึงพบคนเก่งๆ ที่เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ คนประเภทนี้มีประโยชน์ต่อสังคมตรงไหน?
          ที่เห็นว่าการศึกษาไทยล้มเหลว เป็นเพราะเรามุ่งให้ความสำคัญกับการทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆ จึงจะได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพนี่แหละคือความล้มเหลวของการศึกษาไทย
          คะแนนโอเน็ตที่ต่ำไม่ได้เป็นเพราะครูไม่เข้าใจหลักสูตร 2551 เหมือนที่นักวิชาการท่านหนึ่งพร่ำพูด
          เพราะนักเรียนชั้น ม.6 ปีนี้ ยังเป็นนักเรียนที่เรียนในหลักสูตร 2544 รุ่นสุดท้าย รวมทั้งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนโอเน็ตต่ำ เพราะการสอนของครูยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งครูไม่ได้ออกแบบการเรียนรู้ที่ใช้คำถามนำไปสู่การคิดของนักเรียน
          รวมทั้งยังมีโรงเรียนอีกจำนวนมากไม่เข้าใจว่าความรู้ของนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
          ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจว่าความรู้ของนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จึงได้ออกข้อสอบให้ยากจนลืมเหลียวแลเด็กระดับล่างที่เขาแทบจะทำข้อสอบไม่ได้ หรือได้แต่คะแนนต่ำมาก เพราะปัจจัยในการเข้าถึง ความรู้แตกต่างกันมาก
          นอกจากนี้ การที่นักเรียนทำข้อสอบได้คะแนนน้อย แทนที่ สทศ. จะโทษว่าข้อสอบที่ออกยากเกินไป ทั้งที่สถิติจำนวนคนที่ทำคะแนนได้แต่ละช่วงคะแนนก็บ่งชี้ แต่กลับหาแพะมารับบาป
          โดย สทศ.ระบุว่าได้ร่วมกับ สพฐ.และโรงเรียนดัง วิเคราะห์สาเหตุว่าที่นักเรียนทำข้อสอบโอเน็ตได้คะแนนน้อย เกิดจากครูไม่มีความรู้แน่นพอที่จะสอนตามหลักสูตร เพราะเป็นครูอัตราจ้างไม่ใส่ใจที่จะสอน
          ซึ่งเป็นทัศนคติที่คับแคบ ที่ไม่อาจเป็นข้อสรุปได้ เนื่องจากครูอัตราจ้างที่สอนด้วยความเอาใจใส่ มีเทคนิคใหม่ๆ แล้วตั้งใจสอนก็มีให้เห็นไม่น้อย เพราะหากสอนไม่ดี แต่ละโรงเรียนก็ย่อมต้องมีมาตรการในการกำกับดูแลอยู่แล้ว
          การอ้างว่าคะแนนโอเน็ตต่ำเพราะมีครูอัตราจ้างสอน จึงไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร
          นอกจากนี้ยังอ้างว่าการที่เด็กไปเรียนกวดวิชา เพราะมีครูอัตราจ้างสอนในโรงเรียนความรู้จึงไม่แน่น ไม่เป็นข้อมูลที่มีฐานการวิจัยรองรับ เพราะโรงเรียนที่ไม่มีครูอัตราจ้าง ครูในโรงเรียนสอนกันอย่างเต็มที่ เห็นเด็กไปเรียนพิเศษกันดาษดื่น
          นอกจากเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งแล้ว ยังเป็นเพราะระบบการคัดคนเข้ามหาวิทยาลัย ที่เด็กต้องสอบมากมายทั้งการสอบ O-NET GAT PAT และยังต้องตระเวนสอบตรงตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกด้วย ระบบนี้แหละ ที่ผลักดันให้เด็กต้องเข้าสู่วงจรของการเรียนกวดวิชา
          ระบบการคัดคนเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมากยิ่งขึ้น   เด็กที่มีสตางค์ พ่อแม่สามารถส่งลูกเรียนกวดวิชาได้ และสามารถตระเวนไปสอบแบบรับตรงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้หลายที่
          หากสอบได้ยังมีเงินจ่ายเป็นค่ามอบตัวเพื่อยืนยันสิทธิได้คราวเดียวกัน หลายๆ มหาวิทยาลัย
          ขณะที่เด็กยากจนกว่าจะมีเงินไปสมัครสอบหลายๆ ที่ สอบได้แล้วแต่อาจยังไม่ใช่คณะที่อยากได้ที่สุด ถ้าจะจองไว้ก่อนด้วยการไปรายงานตัวก็ต้องใช้เงินเป็นหมื่นๆ จะไปหาที่ไหน ในที่สุดก็ต้องสละสิทธิ หรือไม่ก็มีทางเลือกแค่ทางเดียว
          ขณะที่เด็กที่มีฐานะดีมีทางเลือกมากมาย นี่คือความไม่ยุติธรรมของระบบการศึกษาไทย ที่รัฐควรจะแก้ระบบนี้เสียที แต่ก็ถูกปล่อยปละละเลยมาตลอด
          การตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อจัดการทดสอบระดับชาติ แทนที่จะเอื้อประโยชน์ให้เด็กมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน กลับเป็นหน่วยงานที่ผลักดันให้เด็กต้องเข้าสู่ระบบการแข่งขันแบบเลือดตาแทบกระเด็น ใครดีใครได้
          ข้อสอบที่ยากเกินเหตุได้นำพานักเรียนหลุดออกจากห้องเรียน หลุดจากโรงเรียนไปทุกที ทั้งที่ในห้องเรียน  ในโรงเรียนไม่น่าจะมุ่งหมายให้เด็กเข้ามาเพื่อแข่งขันกันทำข้อสอบ ช่วงเวลา 3 ปี 6 ปี ในโรงเรียนมัธยม  น่าจะเป็นช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะไปใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ต่อไป
          การเรียนในชั้นมัธยมควรเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ฝึกทักษะการใช้ชีวิต มีกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ครู ชุมชนท้องถิ่นอย่างสนุกสนานตามควรแก่วัย
          แต่กลายเป็นว่าช่วงเวลาของการเรียนโดยเฉพาะชั้นมัธยมปลาย เป็นช่วงเวลาหฤโหดของชีวิตที่เรียนหนักหนาสาหัส ทั้งในโรงเรียนและเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์
          ส่วนคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนพิเศษ หรือเรียนได้คะแนนไม่ดี ทำคะแนนได้ต่ำ ต้องถูกผลักให้หลุดออกไปจากวงจรการศึกษา ทั้งที่เมื่อเรียนจบไปทำงาน เกรดและคะแนนที่ได้แทบไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไร
          เป็นเรื่องที่น่ารำคาญมาก ทุกครั้งเมื่อผลคะแนนโอเน็ตออกมาแล้วต่ำ ซึ่งก็ต่ำกันทุกปี ไม่เชื่อไปดูสถิติได้  คนที่ดีดดิ้นจะเป็นจะตายมักเป็นผู้ใหญ่ที่ยึดติดว่า คะแนนโอเน็ต หรือการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน คือตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาของชาติ
          แต่กลับลืมมองไปว่า เมื่อเป็นการทดสอบขั้นพื้นฐาน ข้อสอบควรยากเช่นนี้หรือไม่ และที่สำคัญเพิ่งรู้ว่าที่ข้อสอบแต่ละปีแข่งกันยากนั้นเกิดจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติบอกว่าไม่มีนักวัดผลในแต่ละวิชาที่จะมาตรวจคุณภาพข้อสอบก่อนนำไปใช้ ว่ามีความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก หรือมีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด ก็เลยปล่อยให้ผู้ที่ออกข้อสอบออกไปเองโดยสะดวก  เพราะเชื่อมั่นในผู้ออกข้อสอบ
          นี่เป็นสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาตินะ ไม่ใช่สถาบันทดสอบแห่งตำบล
          เมื่อไม่มีนักวัดผลมาตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ เมื่อไม่ได้หาคุณภาพของข้อสอบ จึงทำให้ข้อสอบยากเกินเหตุ
          ในเมื่อข้อสอบไม่ได้มาตรฐานคือยากเกินไป บางข้อคลุมเครือ บางเรื่องที่ออกข้อคำถามและตัวเลือกไม่ใช่เรื่องที่รับรู้ทั่วไป ข้อสอบที่ไม่ได้มาตรฐานขาดการกลั่นกรองที่ดีแล้ว
          จะเป็นเครื่องมือชี้ชัดได้อย่างไรว่า การศึกษาของไทยไร้คุณภาพ

          --มติชน ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 2555 (กรอบบ่าย)--


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: ปิยวรรณ ปรสันติสุข
1011 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
รายงานผลดำเนินงาน
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
พบปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน)
Readmap ปฏิรูปการศึกษา)
moe
moe
๑ อำเภอ ๑ ทุน่
Click ดู รายการย้อนหลังที่นี่
ติดตามข่าวสาร E-learning ได้ที่นี่ค่ะ
บทเรียนออนไลน์ e-learning
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
โครงการเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมผลผลิตเพื่อโครงการอาหารกลางวัน
รับแจ้งข่าว ความประพฤติ นักเรียน นักศึกษา
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
ทำความรู้จักกองทุนพัฒนาครูฯ
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe

moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
         1    2    3    4
   5    6    7    8    9    10    11
   12    13    14    15    16    17    18
   19    20    21    22    23    24    25
   26    27    28    29    30    31  


moe
moe
 
moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 0.05  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์