ดึงเด็กติดเรียน ผ่าน "iPad" สื่ออิเล็กทรอนิกส์
  ข่าวทั้งหมด
25 สิงหาคม 2553

      

 ปฏิเสธไม่ได้ว่า "การเรียนกวดวิชา" กลายเป็นค่านิยมของบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งลูกไปเรียน เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าลูกได้คะแนนสอบน้อย แต่ไม่เคยรู้ว่าลูกเรียนไม่เข้าใจตรงไหน กลับยัดเยียดให้ลูกเรียนโดยปราศจากความเต็มใจ ซึ่งทำให้เด็กมักจะจำเจกับการเรียนในเรื่องที่เข้าใจแล้ว ส่วนในเรื่องที่ยังไม่เข้าใจจากการเรียนในห้องเรียนนั้นกลับไม่ได้รับการเสริมความรู้เพิ่มเติมเลย เพราะครูผู้สอนก็ไม่ทราบว่าเด็กต้องการเรียนในเรื่องใด ซึ่งเหตุผลดังกล่าวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กๆ หลายคนเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษไม่ได้ผลตามที่พ่อแม่คาดหวังเอาไว้
       
       กับประเด็นนี้ "พงษ์ ผาวิจิตร" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีอะคาเดเมีย จำกัด เจ้าของธุรกิจแฟรนไซส์โรงเรียนกวดวิชาคีนสคูล (Keenskool) สะท้อนความคิดเห็นว่า พ่อแม่หลายคนเลือกโรงเรียนกวดวิชาให้กับลูก โดยเน้นไปที่ชื่อเสียงของโรงเรียนมากกว่าคุณภาพของระบบการเรียนการสอนที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับเด็กๆ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีการสอนที่แตกต่างกัน บ้างก็เรียนกับวิดีโอ บ้างก็เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งพ่อแม่จะไม่ทราบได้เลยว่า ลูกเรียนเข้าใจไหม?
       
       ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนจึงจำเป็นมากในการวัดระดับความรู้ของผู้เรียน เพราะสามารถเจาะลึกและวินิจฉัยความรู้พื้นฐานของเด็กได้ว่าแต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจในรายวิชาไหน และมีความถนัดในกลุ่มสาระไหนของวิชานั้นๆ โดยแสดงผลเป็นกราฟ เพื่อรายงานผลการเรียนของเด็กให้กับผู้ปกครองได้ทราบอย่างชัดเจน จากนั้นเมื่อทราบว่า เด็กเก่งหรือไม่เก่งในวิชาไหน กลุ่มสาระใด ก็จะต้องมีการเรียนเสริมในกลุ่มสาระนั้น ซึ่งเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนให้ครบทุกกลุ่มสาระ เพราะการเรียนเสริมควรเน้นในเรื่องที่เด็กไม่เข้าใจจริงๆ จากการเรียนในห้องเรียน
       
       "ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่ส่งลูกไปเรียนเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษจะเน้นให้เรียนในวิชาที่คิดว่าลูกไม่เก่ง และต้องไปเรียนเสริมในเนื้อหาวิชาดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเรียนนานกว่า ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย แทนที่เด็กจะไปเน้นในเรื่องที่ไม่เข้าใจจริงๆ กลับต้องมานั่งเรียนในสิ่งที่เขาเข้าใจแล้วซ้ำๆ อีกรอบ ซึ่งต่างจากการเรียนเสริมที่ใช้ระบบไอซีที (ICT) เข้ามาวัดผลตั้งแต่เริ่มต้นเรียน เพราะระบบจะวัดว่าเด็กไม่เข้าใจในกลุ่มสาระไหน ก็เรียนเสริมในสาระนั้นๆ เช่น เด็กไม่เข้าใจในเรื่องเศษส่วน ก็จะลงเรียนในสาระนี้ โดยที่ไม่ต้องเรียนเรื่องอื่นๆ ที่เข้าใจแล้ว ซึ่งการเรียนจะแบ่งออกเป็นวิชาวิทยาศาสตร์มี 55 สาระ, คณิตศาสตร์มี 36 สาระและวิชาภาษาอังกฤษ" กรรมผู้จัดการฯ อธิบาย

นอกจากนั้น เจ้าของธุรกิจแฟรนไซส์โรงเรียนกวดวิชาฯ ยังได้แนะนำการเรียนกวดวิชาแบบ PL หรือ Personalized Learning ที่เป็นระบบการบริหารการสอนและวัดผลเด็กแบบ One-to-One หรือที่เรียกว่า "การประเมินเด็กแบบตัวต่อตัว" ว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านการเรียนรู้ไม่เท่ากัน การผสมผสานการเรียนรู้กับระบบไอซีที (ICT) ที่มี iPad เป็นสื่อในการเรียน สามารถดึงความสนใจของเด็กได้ แต่ยังต้องอาศัยกระบวนการสังเกตและเอาใจใส่ของครูผู้สอนด้วย ซึ่งระบบการเรียนนี้จะเน้นเป็นการเรียนแบบเจาะเนื้อหาในแต่ละเรื่องและวัดผลด้วยแบบทดสอบที่ไม่ซ้ำกัน อีกทั้งแบบทดสอบจะเปลี่ยนเแปลงไปตามพัฒนาการในการเรียนของเด็กๆ โดยการวัดประเมินผลมีตั้งแต่ระดับง่าย ปานกลาง และยาก ที่เด็กๆ สามารถเลือกทำได้ตามพื้นฐานความรู้ของเด็ก
       
       ถึงแม้จะเป็นการทำแบบทดสอบที่ผ่านการใช้ระบบ ไอซีที (ICT) แต่ก็ต้องให็อยู่ตรงกลางระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอนที่สามารถช่วยในเรื่องของความสะดวกสบาย และเห็นความแตกต่างของการวัดประเมินผลการเรียนได้อย่างชัดเจน ว่าสามารถวัดผลได้ดีกว่าทั้งในเรื่องของความสะดวกและทราบผลได้เร็วกว่าระบบการเรียนอื่นๆ ที่มีการวัดและประเมินผลกันเป็นภาคเรียนหรือปีละครั้ง เพราะการประเมินผลการเรียนในระบบดังกล่าวสามารถทำได้ทุกวัน ทุกเวลาที่ต้องการทำแบบทดสอบ และจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่ทดสอบในแต่ละครั้งไว้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนรู้ว่าควรเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งจะแสดงผลเป็นกราฟ และมีความความแม่นยำ สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการเดา การสุ่ม หรือการลอกข้อสอบของเด็กๆ ได้

"ณรงค์พร เหล่าศรีสิน"
       อย่างไรนั้น กรรมการผู้จัดการบริษัทดีอะคาเดเมีย จำกัด ได้ชี้แจงถึงความแตกต่างระหว่างอีบุ๊คส์ (E-book)กับ iPad ที่นำมาเป็นสื่อการเรียนการสอนในระบบดังกล่าวให้ฟังว่า iPad มีความแตกต่างในเรื่องของการเก็บข้อมูลและบันทึกวิดีโอได้ สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบ "Out of School" และสามารถบูรณาการเนื้อหาให้ได้หลายหลาก เพราะการที่ใช้ iPad เข้ามาเป็นสื่อในการเรียนการสอนในหลักสูตรของโรงเรียนกวดวิชา เพราะนอกจากเด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากการเรียนในโรงเรียนแล้ว และการเรียนเสริมทักษะก็เป็นสิ่งที่อยู่ในความต้องการของเด็กเอง ฉะนั้นเด็กจึงมีความต้องการเรียนอย่างสนุก ไม่น่าเบื่อกับการเรียนที่จำเจ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยถือว่าเป็นเรื่องที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็กได้ดีกว่า การให้เด็กมานั่งเปิดอ่านตามหนังสือ และทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นในการเรียน "เพราะต้นทุนการเรียนรู้ของเด็ก คือ แรงบันดาลใจ"
       
       สอดรับกับความต้องการของ "ณรงค์พร เหล่าศรีสิน" พนักงานบริษัท ผู้ปกครองที่ส่งลูกชายชั้น ม.2 เรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเขายอมรับว่า ลูกชายเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในห้องเรียนไม่ค่อยเข้าใจ จึงส่งให้มาเรียนเสริมในโรงเรียนกวดวิชาที่ใช้ระบบไอซีที (ICT) โดยใช้ iPad เป็นสื่อในการเรียน แต่ไม่ได้เรียนเนื้อหาทั้งหมดของวิชาดังกล่าว เพราะบางเรื่องลูกมีความเข้าใจและสามารถทำข้อสอบได้ดีแล้ว
       
       "ลูกชายของพี่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ในเรื่องเศษส่วนและจำนวนเต็มไม่ค่อยเข้าใจ จึงลงเรียนในกลุ่มสาระนี้ พอหลังจากนั้นก็สังเกตว่าลูกมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น และสามารถทำแบบทดสอบที่ใช้วัดประเมินผลได้ในระดับดี อีกทั้งลูกยังมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น เพราะได้สื่อการเรียนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เขาสามารถเรียนรู้ผ่านสิ่งที่แปลกใหม่ได้ เนื่องจากเนื้อหาในแต่ละกลุ่มสาระมีแบบฝึกหัดหลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจ"
       
       อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเด็กเมื่ออยู่คู่กับเทคโนโลยีแล้วคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของเกม ที่ผู้ปกครองหลายคนมีความกังวลว่า เด็กจะสนใจเรื่องเล่นมากกว่าเนื้อหาของการเรียนการสอนที่บรรจุไว้ใน iPad นั้น ถึงแม้บางครั้งเด็กจะเล่นเกมบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะ iPad สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ คุณพ่อท่านนี้ก็แนะนำและฝากทิ้งว่า
การที่เด็กจะเล่นเกมบ้างระหว่างเวลาพักในชั่วโมงเรียนก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะสมัยนี้มีเกมดีๆ ที่ช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ มากมาย ซึ่งในการเรียนที่ใช้ระบบ ไอซีที (ICT) เข้ามาช่วยก็มีแบบทดสอบที่อยู่ในรูปแบบของเกมเสริมทักษะในรายวิชาให้เด็กเล่นด้วย บางครั้งก็สามารถเล่นกันได้ทั้งครอบครัว เป็นการกระตุ้นให้เด็กสนใจเรียนมากขึ้น เพราะเขาได้เรียนไปพร้อมกับความสนุก อีกอย่างพ่อแม่จะได้ติตามความคืบหน้าในการเรียนของลูกได้ด้วย

ที่มา
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: Ranee Duankhao
137 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
รับฟังความคิดเห็น 319
moe
moe
เว็บไซต์เสียงปฏิรูปประเทศ

แผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดนของ ศธ.
moe
moe
การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

รับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ การใช้ ม.44 ในการบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาค
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน.
รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล
สมุดภาพInforgraphicsเพื่อประชาชน
moe
moe
ระบบรายงานผลด้านบัญชี
moe

moe
โครงการประชุมวิชาการระดับชาติ ศึกษาศาสตร์วิจัย ครั้งที่4 นวัตกรรมการศึกษา เพื่อ Thailand 4.0
.
วีดิทัศน์ ชุด GPF&i
moe
-->
moe
ค่านิยม 12 ประการ
.
โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน
.
วิทยุ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา
.
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe
moe
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ สป.
เชิญร่วม facebook กับ ปฏิรูปการศึกษา
moe
moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
               1
   2    3    4    5    6    7    8
   9    10    11    12    13    14    15
   16    17    18    19    20    21    22
   23    24    25    26    27    28    29
   30    31          


moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 1.17  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์