กระทรวงศึกษาธิการ
www.moe.go.th - Official website of the Ministry of Education of Thailand

 
     
 
การสอนบนฐานความเป็นมนุษย์ (Humanism-based Instruction)
  ข่าวทั้งหมด
29 มิถุนายน 2553

      

การสอนบนฐานความเป็นมนุษย์หมายถึง กระบวนการสอนมนุษย์โดยมนุษย์ด้วยกัน เป็นการสอนที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสอนโดยมนุษย์มากกว่ากระบวนการสอนโดยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ซึ่งอาจเป็นวัตถุ สื่อการสอน หรือเทคโนโลยีการสอนต่าง ๆ

ความเป็นมนุษย์ (Humanism) มีฐานของความเชื่อว่า มนุษย์ชอบที่จะเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันและปัญหาของมนุษย์นั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดีกว่าวิธีอื่น การสอนบนฐานความเป็นมนุษย์จึงเป็นการนำเอาลักษณะของมนุษย์และความเชื่อของมนุษย์มาใช้เป็นฐานสำหรับการจัดการสอน โดยไม่ทอดทิ้งความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเป็นฐานการสอน (Technology-based Instruction)

แต่การกำหนดสัดส่วนของการนำความเป็นมนุษย์ (Humanism) กับเทคโนโลยี (Technology) มาใช้ให้เหมาะสมยังเป็นประเด็นปัญหาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้เห็นความดีงามของเทคโนโลยีจนบางเวลาละเลยการให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ทำให้ขาดความสมดุลของความเป็นมนุษย์กับเทคโนโลยี

การจำแนกระดับความเป็นมนุษย์กับการใช้เทคโนโลยีในการสอน

ถ้าสร้างภาพกราฟิกอธิบายโดยให้ระดับของการใช้ความเป็นมนุษย์กับระดับของการใช้เทคโนโลยี มีระดับตั้งแต่ ต่ำหรือน้อย ไปจนถึงระดับ สูงหรือมาก และให้ระดับการใช้ความเป็นมนุษย์อยู่บนแกน Y ซึ่งเป็นแนวตั้ง และให้ระดับการใช้เทคโนโลยีอยู่บนแกน X ซึ่งเป็นแนวนอน (ดังภาพประกอบข้างล่าง) จะได้แบบแผนของการใช้ความเป็นมนุษย์และการใช้เทคโนโลยีในการสอน ดังนี้

 

 

1. การสอนแบบ A เป็นแบบที่ใช้ความเป็นมนุษย์ต่ำ และใช้เทคโนโลยีต่ำ การสอนแบบนี้มีการออกแบบการสอนในเงื่อนไขที่ผู้สอนไม่สามารถจะสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้เรียนแต่ละคนได้ และอาจมีข้อจำกัดของการใช้เทคโนโลยีการสอนอีกด้วย ถึงแม้ผู้สอนจะตระหนักในความสำคัญของความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยีก็ตาม การสอนแบบนี้ได้แก่การบรรยาย ปาฐกถา โดยผู้สอนยืนบรรยายที่โพเดี้ยม หน้าห้องประชุมที่มีผู้เรียนจำนวนมาก หรือสอนในห้องหนึ่งแล้วใช้กล้องทีวีวงจรปิดถ่ายทอดภาพและเสียงไปให้ผู้เรียนที่อยู่ภายนอกหรือในห้องเรียนอื่น ๆ เทคโนโลยีการสอนที่ใช้อาจเป็นเพียงเครื่องขยายเสียงหรือทีวีวงจรปิดเท่านั้น ดังนั้นความเป็นมนุษย์จึงมีต่ำและเทคโนโลยีก็ต่ำด้วย การสอนแบบนี้พบได้ในการเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนมาก

2. การสอนแบบ B เป็นแบบที่ใช้ความเป็นมนุษย์ต่ำ แต่ใช้เทคโนโลยีสูง การสอนแบบนี้มีการออกแบบการสอนสำหรับการเรียนทางไกล ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง เช่น มีการใช้ E-learning ชุดการสอน สื่อการสอนทางไกลทุกรูปแบบ รายการวิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่อโสตทัศน์ต่าง ๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนและการใช้ความเป็นมนุษย์ในการเรียนรู้ร่วมกับผู้สอนมีระดับต่ำ บางครั้งผู้เรียนกับผู้สอนไม่เคยเห็นหน้ากัน ไม่เคยได้สนทนาหรือพูดจากันเลยจนจบการศึกษา

3. การสอนแบบ C เป็นแบบที่ใช้ความเป็นมนุษย์สูงและใช้เทคโนโลยีสูง การสอนแบบนี้จะเป็นการสอนในห้องเรียนขนาดเล็ก มีผู้เรียนประมาณ 10 คน มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนมาก ในขณะเดียวกันมีการนำเทคโนโลยีการสอนมาใช้มากเช่นกัน ส่วนมากจะเป็นการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาที่มีชั้นเรียนขนาดเล็กผู้เรียนทุกคนมี Notebooks หรือ Laptops เรียนด้วยเทคโนโลยีการสอนและวิธีการสอนบนฐานของการใช้เทคโนโลยี เช่น การสอนแบบ WebQuest การใช้ E-learning การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้การสืบค้นจากอินเตอร์เน็ต หรือจากโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น การใช้ Mind Map ในการสรุปบทเรียน และถอดบทเรียน เป็นต้น การสอนแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นกัน

4. การสอนแบบ D เป็นแบบที่ใช้ความเป็นมนุษย์สูง แต่ใช้เทคโนโลยีต่ำ การออกแบบการสอนแบบนี้เหมาะสำหรับการเรียนที่ต้องการให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในการแสดงความเห็น ระดมสมอง หรือวิพากษ์ วิจารณ์ ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหมาะกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มีห้องเรียนขนาดเล็กเช่นกัน แต่ไม่ใช้เทคโนโลยีการสอนมากหรือใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการเรียน นิยมใช้วาทกรรมและการใช้เหตุผลมาหักล้างกัน ห้องเรียนอาจจะอยู่บนโต๊ะอาหารระหว่างรับประทานอาหารมื้อค่ำ หรือในสนามกีฬา สถานที่พักผ่อนต่าง ๆ ก็ได้ เพื่อเสริมความสัมพันธ์และใช้ความเป็นมนุษย์ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

5. การสอนแบบ E เป็นการสอนที่ใช้ทั้งความเป็นมนุษย์และใช้เทคโนโลยีเท่าๆ กัน เป็นการสอนที่น่าจะให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการสอนในระดับที่น่าพอใจ มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ตามมาตรฐาน เป็นสภาพที่พบเห็นได้ในการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วไป ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เป็นสภาพของความเป็นจริงมากกว่าในอุดมคติ เป็นการสอนที่สามารถสร้างความสมดุลย์ระหว่างความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยีได้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ เพราะผู้ที่เหมาะสมและมีความสามารถในการควบคุมตนเอง พึ่งตนเอง โดยมีผู้สอนและเทคโนโลยีสนับสนุน จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้เต็มตามศักยภาพของความแตกต่างในแต่ละคน เป็นสายกลางระหว่างความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยี และที่สำคัญมนุษย์ยังคงเป็นผู้สอนมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าการสอนแบบ Heutagogy

ความกลัวเทคโนโลยี (Technophobia) และความชอบเทคโนโลยี (Technophilia)

ความกลัวเทคโนโลยี หรือ Technophobia เป็นความหวาดกลัวภัยอันเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในชีวิตมากขึ้น ความกลัวนี้นักวิชาการบางท่านอาจมองว่าเป็นความตื่นตระหนกเกิดเหตุ แต่บางท่านบอกว่ามันมีเหตุผลเพียงพอที่จะให้กลัว ตัวอย่างเช่น กลัวว่า Genetic Engineering อาจทำให้ธรรมชาติมีการเปลี่ยนไปอย่างผิดวิสัย และอาจควบคุมไม่ได้ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การ Cloning และการตัดแต่งสายพันธุ์อาจทำให้มี Virus ที่ฆ่ามนุษย์ได้ทั้งโลก หรือ Nanotechnology อาจทำให้เกิดหุ่นยนต์ขนาดเล็กสามารถสร้างตัวเองได้และครอบครองโลกใบนี้ ความกลัวเทคโนโลยีที่สามารถเห็นได้ใกล้ตัวได้แก่ มีบางคนไม่กล้าใช้คอมพิวเตอร์ ไม่กล้าใช้โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งไม่ยอมที่จะใช้เครื่อง ATM (Automatic Teller Machine) หรือ เครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ โดยเลือกที่จะใช้บริการจากคนในธนาคารเนื่องจากกลัวเครื่องจะโกงเงินเป็นต้น

ส่วนความชอบเทคโนโลยี หรือ Technophilia นั้นตรงกันข้ามกับ Technophobia เป็นความตื่นตัวพอใจที่ใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้ Internet การใช้บริการเสริมต่าง ๆ ของโทรศัพท์มือถือ การทดลองใช้รถไฟฟ้าใต้ดินเมื่อเริ่มเปิดบริการ ล้วนเป็นความพอใจและกระหายอยากจะใช้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามทั้งความกลัวเทคโนโลยีและความชอบเทคโนโลยีไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต หรือภาวการณ์ทางจิตวิทยาที่ไม่สามารถควบคุมได้ของมนุษย์ แต่เป็นการอธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับการใช้เทคโนโลยีเท่านั้น

เมื่อมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการสอนจึงมีปรากฏการณ์ของความกลัวและความชอบเกิดขึ้นด้วยเป็นธรรมดา การหาความสมดุลของความเป็นมนุษย์กับเทคโนโลยีจึงได้รับการขานรับในทุกมิติของสังคมไม่เฉพาะด้านการศึกษาเท่านั้น

จากการวิเคราะห์การสอนโดยใช้ความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยี แบบ A, B , C และ D นั้น มีความโน้มเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากไปและมีระดับของการนำมาใช้สูงไปบ้างต่ำไปบ้าง รูปแบบ E จึงเป็นรูปแบบที่มีความสมดุลและพอดีมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ความสมดุลนี้เป็นความสมดุลในอุดมคติอีกเช่นกัน อาจมีข้อจำกัดในการนำไปใช้ในเงื่อนไขที่มีสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบอื่น ๆ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดความสมดุลได้ เช่น ธรรมชาติของเนื้อหาวิชา ผู้สอน ผู้เรียน บริบททางสังคม อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีหรือปัจจัยทางด้านเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานอืน ๆ เป็นต้น

การสอนบนฐานความเป็นมนุษย์

เมื่อให้ความสำคัญกับการสอนมนุษย์โดยมนุษย์ด้วยกันแล้ว ให้ตระหนักว่าการเรียนรู้ของมนุษย์แบ่งเพื่อทำความเข้าใจได้ 2 แบบ ได้แก่ การเรียนรู้ด้วยตนเองโดยไม่มีใครสอนเรียนกว่า Heuristics และการเรียนรู้ที่ต้องมีการสอนเรียกว่า Didactics แต่ในความเป็นจริงนั้นการเกิดการเรียนรู้ไม่ได้เกิดแยกกันหรืออยู่แยกกันในตัวผู้เรียน ในความหมายของ Didactics หมายถึง ศิลป์หรือศาสตร์ของการสอน เนื่องจากการสอนนั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์ หรือกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ และศิลป์ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกาลเทศะได้อย่างดี การทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้และกรรมวิธีทางการสอนเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธวิธีการเรียนการสอนจะเห็นได้ว่า Didactics นั้นจะพิจารณาครอบคลุมไปถึงกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย ดังนั้น Didactics จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการสอนบนฐานความเป็นมนุษย์ที่ใช้มนุษย์เป็นผู้สอนมนุษย์ด้วยกันเป็นสำคัญ

พัฒนาการจาก Pedagogy และ Adragogy สู่ ฐานความเป็นมนุษย์แบบ Heutagogy

การให้ความหมายของ Pedagogy ในปัจจุบันหมายถึง ศิลป์และศาสตร์ของการเป็นครู ซึ่งขยายความต่อไปอีกจะเป็นการใช้เทคนิควิธีทางการสอนและอื่น ๆ อีกมากที่เกี่ยวกับการสอน คำว่า Pedagogy มาจากคำว่า Paidagogos ในภาษากรีกโบราณ หมายถึง ทาส ที่ทำหน้าที่สั่งสอนแนะนำการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานของทาสตามที่เจ้านายต้องการ และเด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของ Paidagogos ก็ล้วนเป็นทาสทั้งนั้น ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นทาสนั้นไม่ต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนจากผู้เป็นทาส จึงเป็นหน้าที่ของ Paidagogos ที่ทำหน้าที่ฝึกลูกทาสเหมือนกับครูฝึกทหาร (Drill Sergeant) เพื่อให้มั่นใจว่าทาสเหล่านั้นจะทำหน้าที่ได้อย่างดีตามที่เจ้านายต้องการ คำว่า “paidia” () หมายถึงเด็ก ๆ (Children) ในภาษากรีก

ซึ่งบางครั้งต้องการให้มีความแตกต่างระหว่างการสอนเด็กกับการสอนผู้ใหญ่ จะใช้คำว่า Andragogy ซึ่งหมายถึง การสอนผู้ใหญ่ (Teaching Adults) ผู้ที่ใช้คำ Andragogy เป็นคนแรก คือ Alexander Kapp ในปี ค.ศ.1833 เขาเป็นนักการศึกษาชาวเยอรมนี ต่อมานักการศึกษาชาวอเมริกันชื่อ Malcolm Knowles (มีชีวิตในระหว่าง วันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1913 ถึง วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997) ได้พัฒนาทฤษฎีการศึกษาผู้ใหญ่ขึ้น และต้องการให้ Adragogy ซึ่งมาจากภาษากรีกหมายความถึงผู้ใหญ่ (Adult-Leading) แตกต่างจาก Pedagogy ซึ่งหมายความถึงเด็ก ๆ (Child-Leading) และแสดงให้เห็นว่าการสอนผู้ใหญ่มีความแตกต่างจากการสอนเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนการสอนอาชีวศึกษาและการฝึกอาชีพรวมทั้งการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาด้วย

การเรียนการสอนผู้ใหญ่ทั้งที่มีการเรียนแบบตัวต่อตัว ไปจนถึงการเรียนแบบทางไกลนั้นใช้ฐานความรู้ความเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ในเรื่องของการนำทางด้วยตนเอง (Self-Directedness) หมายถึง การควบคุมและกำหนดแนวทางของการเรียนด้วยตนเอง สำหรับหลักการและกระบวนการสอนผู้ใหญ่ตามทฤษฎีของ Knowles สรุปได้ 4 ประการได้แก่

1) ผู้ใหญ่ต้องการมีส่วนในการวางแผนและประเมินการเรียนการสอน

2) ประสบการณ์ทั้งที่ถูกและผิดเป็นฐานของการเรียนและการจัดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้

3) ผู้ใหญ่สนใจในเนื้อหาของการเรียนที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำในขณะนั้นหรือการใช้ชีวิตในขณะนั้น

4) การเรียนของผู้ใหญ่จะใช้ปัญหาเป็นศูนย์กลาง (Problem-Centered) ในการนำเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนมากกว่าการใช้เนื้อหาเป็นตัวนำ (Content-Oriented) เข้าสู่การเรียนการสอน

อย่างไรก็ตามทฤษฎีของ Knowles ที่สรุปมาจากหนังสือชื่อ Self-Directed Learning: A Guide for Learning and Teacher ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1975 ได้รับการโต้แย้งมากว่าแท้จริงแล้วเขาเพียงแค่ประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้ของเด็กเท่านั้นเอง นอกจากนั้นนักการศึกษาชาว Brazilian ชื่อ Paulo Freire ซึงเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงในคริสศตวรรษที่ 20 ได้กล่าวถึง วิกฤติการณ์ของการสอนผู้ใหญ่ และใช้ความหมายของ Pedagogy หมายถึงการใช้ยุทธวิธีการสอนที่ถูกต้องเหมาะสมในการสอนผู้ใหญ่ จึงทำให้การใช้คำว่า Pedagogy และ Andragogy ปะปนกันและสลับกันไปมาอยู่บ่อย ๆ แต่ทั้งสองคำนี้ยังให้ความหมายในทำนองของการสอนโดยมีผู้สอนและผู้เรียนเป็นกลไกสำคัญ โดยเฉพาะการสอนให้กับคนที่ไม่รู้อะไรมาก่อนเลยเช่นเด็ก ๆ หรือการสอนผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการเรียนรู้หลายอย่างมาแล้วแต่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็ตามหลักการและกระบวนการจะไม่แตกต่างกันมาก และมักจะอยู่บนสิ่งแวดล้อมการเรียนแบบเดิม ๆ ที่มีมนุษย์เป็นผู้สอนมนุษย์ที่เป็นผู้เรียน

การสอนที่ให้เกิดการเรียนรู้ แบบ Didactics แบบ Heurictics แบบ Pedagpgy รวมทั้งแบบ Adragogy ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพัฒนาการที่ใช้มนุษย์สอนมนุษย์มาโดยตลอด แต่การเรียนรู้ในสมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนมากขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบ Heutagogy ขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนสำหรับคนที่มีศักยภาพพร้อมที่จะเรียนในองค์กรที่มีศักยภาพที่สามารถให้การเรียนรู้และเรียนบนฐานของความสามารถที่จะเรียนได้ ผู้เรียนมีความสามารถควบคุมตนเอง กำหนดทิศทางการเรียนด้วยตนเองด้วยรูปแบบและวิธีการรวมทั้งการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ที่จะเรียนได้อย่างไรให้เหมาะสมกับตนเอง ภายใต้การจัดประสบการณ์จากผู้สอนที่เป็นมนุษย์ในฐานะของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นจึงควรให้ความสนใจกับการเรียนการสอนแบบ Heutagogy ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่มีความสมดุลกับความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยีมากที่สุด นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับโลกปัจจุบันและอนาคตอีกด้วย ถ้าจะเรียกการสอน แบบ Heutagogy ว่าเป็น เป็นการสอนแบบ E ท่านมีความเห็นอย่างไร?

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
แหล่งที่มา : ไทยรัฐออนไลน์


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง Ranee Duankhao
แหล่งที่มา/ผู้ส่ง 96 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ
 
 
 
        Ministry of Education Executives
 
 
 
 
 
 
        Education Policy and Plan
 
 
 
 
 
 
        Education News
 
 
 
 
        Education Statistics
        Articles on Education
        International School
        Speech
        Projects / Initiatives
 
 
        Other Webs
 
 
 
 
 
• สมัครสมาชิก • ลืมรหัสผ่าน
 







ลำดับที่ผู้เข้าชม

  
 

 
 
โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :website@emisc.moe.go.th
สายด่วนการศึกษา โทร. 1579
กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300