"รู้ทันจิตเด็ก" เทคนิคพิชิตใจลูกเล็ก
  ข่าวทั้งหมด
21 ธันวาคม 2552

      

       ทุกวันนี้ด้วยสภาพสังคมและการเร่งรีบ พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงมักตั้งกฎกติกาให้ลูกๆ ทำตามคำสั่ง จนธรรมชาติของเด็กไม่เหลือ ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าให้ท่วงทำนองของเด็กต้องเปลี่ยนไป แล้วเด็กจะเลี้ยงง่าย การจะเข้าถึงจิตใจของเด็กนั้น พ่อแม่ควรสื่อสารผ่านภาษาเด็ก และต้องทันเด็กด้วย ไม่เช่นนั้น เด็กจะกลายเป็นคุณหญิง คุณชายกันไปหมด เรามีคำแนะนำดีๆ จากจากงานสัมมนา "รู้จัก Kids รู้จิตเด็ก" ลองศึกษาดู

       "อาจารย์อุ้ย - อภิสิรี จรัลชวนะเพท" นักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญแนวการศึกษาวอลดอร์ฟ อีกทั้งยังเป็นประธานมูลนิธิโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก กล่าวในงานสัมมนา "รู้จัก Kids รู้จิตเด็ก" ที่จัดขึ้นในมหกรรมเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 7 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากมุมมองที่กล่าวไปข้างต้น "ครูอุ้ย" อธิบายว่า ภาพลักษณ์มนุษย์ที่แท้จริงประกอบด้วย 4 ลำดับ คือ กาย พลังชีวิต ความรู้สึก ตัวตน (หรือจิตเดิมแท้) ซึ่งจะเห็นว่า ร่างกายมนุษย์มีจิตเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญ ดังนั้นการเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ต้องให้น้ำหนักไปทางจิตด้วย

       ถ้าเลี้ยงด้วยกายอย่างเดียว ความสมดุลก็จะไม่เกิด เพราะเด็กไม่ใช่กินอิ่ม นอนหลับอย่างเดียว แต่เด็กต้องการความสุข และความอบอุ่นทางด้านจิตใจด้วย เมื่อเด็กได้รับความสุขในส่วนนี้ เด็กจะเกิดพัฒนาการที่สมดุล และสมบูรณ์แบบมากขึ้น
"เด็กสมัยนี้ เขาโตแบบไม่ละเอียด เพราะทักษะชีวิตในบ้านเขาไม่แน่น เนื่องจากไม่มีแบบฝึกหัดที่ดีพอ เด็กถูกกำหนดให้ต้องเรียน และแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เพราะพ่อแม่หวังให้ลูกเก่ง ทำให้เด็กขาดทักษะการใช้ชีวิตในบ้าน เช่น ไม่ได้ฝึกระเบียบวินัย การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน หรือการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนในบ้าน เมื่อเด็กโตขึ้นทำให้เขาหลง และไม่เข้าใจทักษะบางอย่าง เช่น หน้าที่ของตัวเอง คนรอบข้าง และการวางตัวเข้าสังคม" ครูอุ้ยสะท้อน


"การให้" สอนได้ผ่าน "คำพูด"


       สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการเห็นลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีน้ำใจ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สิ่งหนึ่งที่ต้องสอนให้เขารู้จักตั้งแต่เล็กๆ คือ "การให้" โดยอาจสังเกตจากพฤติกรรมของลูกก่อนว่า เขาเป็นเด็กที่มีลักษณะนิสัยอย่างไร เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือไม่ การสังเกตอาจทำได้ง่าย ๆ เช่น นำขนมมาวางไว้ใกล้ๆ

       เด็กเล็กบางคน เมื่อเห็นขนม หรืออาหาร มักจะหยิบเข้าปากตัวเองก่อนเสมอ ในจุดนี้ พ่อแม่สามารถฝึกให้ลูกรู้จักการแบ่งปัน โดยในช่วงที่เห็นว่าลูกหยิบขนมขึ้นมา อาจจะกล่าวว่า "แบ่งให้คุณแม่ทานก่อนนะลูก ไหนเอาขนมไปป้อนใส่ปากแม่สิลูก น่ารักมากเลย"

       การสื่อสารของพ่อแม่ดังข้างต้น จะทำให้เด็กซึมซับได้ว่า เขาควรจะรู้จักแบ่งปันให้คนอื่น เมื่อมีขนมแทนที่จะหยิบเข้าปากตัวเองก่อน ก็จะรู้จักแบ่งปันคนอื่น อีกทั้งการกล่าวคำชม ยังทำให้เด็กเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองด้วย

เข้าใจพัฒนาการ..งานเลี้ยงลูกจะง่ายขึ้น


       นอกจากนี้ ครูอุ้ย ยังกล่าวด้วยว่า การที่พ่อแม่เข้าใจพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของลูกจะช่วยให้เข้าใจจิตใจลูกได้ดียิ่งขึ้น

"เด็ก 3 ขวบครึ่ง เป็นวัยที่ชอบกัด ข่วน ถุยน้ำลาย หรือขี้แง ซึ่งเด็กในช่วงนี้ต้องการความรัก และความเข้าใจ แต่พอเด็กเข้าขวบปีที่ 4 เขาอาจกลายเป็นเด็กที่น่ารักที่สุด เพราะเป็นช่วงแห่งการต่อรอง ช่างเจรจา เป็นมิตร อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กมีอายุ 5 ขวบ เขาจะเริ่มคิดวางแผน และศรัทธาความเป็นคนของผู้ใหญ่ ดังนั้น ในช่วงอายุนี้เป็นต้นไป พ่อแม่สัญญาอะไรไว้ ต้องเป็นสัญญา ถ้าผิดคำพูด เด็กจะผิดหวัง และลดความศรัทธาในตัวพ่อแม่ลงได้"

       อย่างไรก็ดี "การฝึกเรื่องความละเอียดอ่อน และความเป็นระเบียบนั้น ควรฝึกตั้งแต่เด็กยังเล็ก เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เป็นช่วงเวลาที่เด็กกำลังเรียนรู้ ถ้าไปสอนตอนลูกโต เด็กจะเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดสิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่าดื้อ และไม่เชื่อฟัง"

       โดยครูอุ้ยได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากลูกกำลังสนุกกับการเล่นตุ๊กตา แต่ถึงเวลาที่ต้องให้ลูกเข้านอนแล้ว ก็บอกลูกดีๆ ว่า "ลูกจ๋า เอาน้องไปนอนเปลได้แล้วลูก น้องง่วงนอนแล้ว" หรือถ้ากำลังเล่นรถ ก็บอกว่า "ลูกจ๋า เอารถเข้าอู่ได้แล้วครับ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเอาออกจากอู่ใหม่นะลูก" หรือถ้าเก็บของเล่นไม่หมด ก็บอกลูกว่า "ลูกบอลนี้ชิ้นนี้ เก็บไปรวมกับเพื่อนนะลูก เขาจะได้ไม่เหงา" เป็นต้น

       ประโยคดังกล่าว เป็นการใช้ภาษาเด็กที่ทำให้ลูกรู้สึกดี และสอดรับกับช่วงวัยที่กำลังมีจินตนาการ เด็กจะมีมุมมองที่อ่อนโยนยิ่งขึ้น และเข้าใจได้ว่า ของเล่นก็ต้องมีเวลาพักผ่อนเหมือนกัน พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่ก็ได้ อีกทั้งการพูดในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นการบังคับเด็ก หรือตัดความสุขของเด็กในทันทีเหมือนเช่นการออกคำสั่ง จินตนาการของเด็กจึงยังไม่ขาดช่วง และถือเป็นการโน้มน้าวให้เด็กเก็บของเล่นที่ง่าย และเหมาะสมกับธรรมชาติของเด็ก

เสริมทักษะเพิ่มด้วย Walk-Talk-Thinking

       นอกจากนี้ ครูอุ้ยได้อธิบายพัฒนาการในแต่ละขั้นของเด็กให้ฟังว่า เด็กต้องมี Walk Talk และ Thinking อย่างเหมาะสม นั่นคือ เด็กขวบปีแรกต้องเริ่มเดินได้ 2 ขวบต้องรู้จักสื่อสารหรือใช้ภาษากับพ่อแม่ เด็ก 3 ขวบ สามารถเล่น คิด และพลิกแพลงได้ ซึ่งการจะบรรลุทักษะเหล่านั้น เด็กจะเรียนรู้ผ่านธรรมชาติของเขา ซึ่งประกอบด้วย 2I ได้แก่ Imitation (การเลียนแบบ) และ Imagination (จินตนาการ)

"เด็กจะเรียนรู้ได้ เขาต้องมีการเลียนแบบจากสิ่งที่เห็น นั่นคือ มีแบบดี ทำให้เด็กเกิดความประทับใจ และนำไปสู่เลียนแบบในที่สุด ส่วนจินตนาการนั้น เป็นขั้นตอนต่อมา เมื่อสิ่งที่เด็กคิดอยู่ในใจนั้น ได้รับการเปิดโอกาสให้เด็กได้ถ่ายทอด สร้างสรรค์ผลงานขึ้น ดังนั้นสองสิ่งนี้เมื่อมาอยู่ร่วมกัน นั่นถึงจะเป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบ" ครูอุ้ยบอก

       อย่างไรก็ดี ถ้าคิดจะมีลูก ต้องรู้จุดประสงค์หลักก่อนว่า ลูกที่เกิดมาต้องเป็นมนุษย์ที่ดี ทำดี และสร้างโลกให้สวยงาม และจะมีวิธีให้ลูกเข้าถึงโจทย์ตรงนี้ได้อย่างไร เมื่อตั้งโจทย์ใหญ่ได้แล้ว วิธีการเลี้ยงลูกของเราจะแยบยลมากขึ้น

มาข้อมูล : เฮลท์เดย์
ASTV ผู้จัดการออนไลน์


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: Ranee Duankhao
240 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว





 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
รายงานผลดำเนินงาน
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
พบปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน)
Readmap ปฏิรูปการศึกษา)
moe
moe
๑ อำเภอ ๑ ทุน่
Click ดู รายการย้อนหลังที่นี่
ติดตามข่าวสาร E-learning ได้ที่นี่ค่ะ
บทเรียนออนไลน์ e-learning
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
โครงการเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมผลผลิตเพื่อโครงการอาหารกลางวัน
รับแจ้งข่าว ความประพฤติ นักเรียน นักศึกษา
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
ทำความรู้จักกองทุนพัฒนาครูฯ
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe

moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
         1    2    3    4
   5    6    7    8    9    10    11
   12    13    14    15    16    17    18
   19    20    21    22    23    24    25
   26    27    28    29    30    31  


moe
moe
 
moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 0.06  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์