คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1)
  ข่าวทั้งหมด
19 กรกฎาคม 2552

      

คลิกติดตามสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่
ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) จากระทรวงสาธารณสุข


คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1)
ฉบับที่ 7

     ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น 1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลกและขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา  ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล  สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต  มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด  โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น  ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ  โรคอ้วน  ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี  เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  และหญิงมีครรภ์  สำหรับวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค  จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา  กระทรวงสาธารณสุข  จึงขอให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1 เอ็น 1)  ดังต่อไปนี้

คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป
1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น
3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น
6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่
1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม  และรับประทานอาหารได้  สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้  ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน)  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น  หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม
5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย  อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์

คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา 
1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์
2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่  ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่  เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค
3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ  เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน  ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน
4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้  ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี  และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา  แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา        ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์  สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง  จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่ อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง
 
คำแนะนำสำหรับสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน
1. แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้าน หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์
2. ตรวจสอบจำนวนพนักงานที่ขาดงานในแต่ละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ในแผนกเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่  เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค
3. แนะนำให้พนักงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ  เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา  7  วัน  ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน
4. ในสถานการณ์ปัจจุบัน  ยังไม่แนะนำให้ปิดสถานประกอบการหรือสถานที่ทำงาน  เพื่อการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่
5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์  สิ่งของ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะทำงาน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง  จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ  ในบางวันควรเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง
6. ควรจัดทำแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง  หากเกิดการระบาดใหญ่ (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค 
http://beid.ddc.moph.go.th

แหล่งข้อมูลการติดต่อ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
1. กรุงเทพมหานคร  ติดต่อได้ที่  กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร                               
โทรศัพท์ 0 2245 8106 ,  0 2246 0358 และ 0 2354 1836
2. ต่างจังหวัด  ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

     ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข   www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333  และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์  กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์  0 2590 1994   ตลอด 24 ชั่วโมง


คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1)
ฉบับที่ 6

     ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ(เอช1เอ็น 1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก  และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว  ซึ่งแม้ว่าผู้ป่วยโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง ใกล้เคียงกันกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมที่เกิดขึ้นตามปกติ อย่างไรก็ตามการแพร่ระบาดจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากเป็นเชื้อสายพันธุใหม่  คนทั่วไปไม่มีภูมิต้านทานโรค
     
     สถานศึกษาเป็นแหล่งชุมชนกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาด  และนำไปสู่การแพร่กระจายเชื้อโรคออกไปสู่ชุมชนได้  ดังนั้นเพื่อความาปลอดภัยของนักเรียน ครู อาจารย์ และเพื่อป้องกันการระบาดในสถานศึกษา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำสถานศึกษาในการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น 1) ดังต่อไปนี้

1.  คำแนะนำทั่วไปสำหรับสถานศึกษา : 
• เผยแพร่ความรู้เรื่องโรคแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา  เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองติดโรค  หรือแพร่โรคไปยังคนรอบข้าง
• แนะนำให้นักเรียน  นิสิต นักศึกษา  ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้  ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว เป็นต้น  หยุดเรียนและพักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก (ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง)  หรือหากมีอาการป่วยมาก  ควรรีบไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์
• ก่อนเริ่มการเรียนในแต่ละวัน  ควรตรวจสอบจำนวนนักเรียน หากพบเด็กขาดเรียนมากผิดปกติ (ตั้งแต่ 3 คน ในห้องเรียนเดียวกัน)  ขอให้ตรวจสอบสาเหตุ หากสงสัยว่าเด็กขาดเรียนจากอาการของไข้หวัดใหญ่  ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่  เพื่อสอบสวนและควบคุมโรคได้ทันการณ์
• สังเกตอาการ เด็กนักเรียนในห้องเรียน  หากพบเด็กป่วยด้วยอาการของไข้หวัดใหญ่ เช่น  มีไข้  ไอ  เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว ฯลฯ  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้กับผู้อื่น  ควรให้เด็กป่วยสวมหน้ากากอนามัย  หรือใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากจมูกทุกครั้งที่ไอจาม และแยกเด็กป่วยให้อยู่ห้องพยาบาล  รวมทั้งติดต่อให้ผู้ปกครองพากลับบ้าน เพื่อให้การดูแลรักษาเบื้องต้นและพักผ่อนที่บ้าน  แต่หากเด็กมีอาการมากควรต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
• หากมีนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จากการศึกษาหรือหาประสบการณ์การทำงานและท่องเที่ยว  ควรแนะนำให้เฝ้าติดตามอาการของตนเองอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา  7  วัน  โดยในระยะ 3 วันแรกควรพักอยู่ที่บ้านก่อนไปโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษา หรือเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ  และขอให้สถานศึกษาพิจารณาผ่อนปรนการลงทะเบียนหรือการเข้าเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน แก่นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา ซึ่งอาจอยู่ระหว่างการพักเฝ้าติดตามอาการอยู่ที่บ้าน หรือระหว่างได้รับการดูแลกรณีป่วยหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

2.  คำแนะนำกรณีพิจารณาปิดสถานศึกษา
ในการพิจารณาปิดสถานศึกษาเพื่อการชะลอการแพร่ระบาดของโรค  ควรกำหนดกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีใช้ดุลยพินิจร่วมกันระหว่างผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่  รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครอง  โดยพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ ผลการสอบสวนโรคและปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ 

สถานการณ์ ก (A) :  พบว่ามีนักเรียน หรือนิสิต นักศึกษา เป็นผู้ป่วยยืนยันโรคว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1 เอ็น 1)  จำนวน 1 ราย หรือกลุ่มเล็ก ซึ่งทุกคนมีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศที่เป็นพื้นที่การระบาดของโรค  ซึ่งแสดงว่าติดเชื้อจากต่างประเทศ และไม่ใช่การแพร่เชื้อภายในประเทศ

          แนวทางการดำเนินการ :
• ไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา
• ควรแจ้งผู้ปกครองให้รีบนำผู้ป่วยไปรับการวินิจฉัยโรคและการรักษาจากแพทย์
• หากแพทย์ผู้รักษาอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน  ขอให้หยุดเรียนและอยู่กับบ้านหรือหอพัก เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ และกลับเข้าเรียนได้เมื่อหายป่วยแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ ข (B)  :  พบว่ามีนักเรียน หรือนิสิต นักศึกษา  เป็นผู้ป่วยยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น 1)  จำนวน 1 ราย หรือกลุ่มเล็ก และไม่มีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศที่เป็นพื้นที่ระบาดของโรค  ซึ่งแสดงว่าติดเชื้อภายในประเทศ  และมีการแพร่เชื้อเกิดขึ้นในชุมชนภายในประเทศ

          แนวทางการดำเนินการ :
• ควรพิจารณาปิดสถานศึกษาที่ผู้ป่วยศึกษาอยู่  โดยอาจปิดเฉพาะห้องเรียนที่มีผู้ป่วย  ปิดทั้งชั้นเรียน  หรือทั้งโรงเรียน  ตามความจำเป็น
• ระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา  ควรปิดเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ
• ศูนย์เด็กเล็กและสถานรับเลี้ยงเด็ก  อาจจำเป็นต้องปิดเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน  เพื่อให้พ้นระยะที่เด็กเล็กจะแพร่โรคให้ผู้อื่นได้  ซึ่งมักจะมีระยะเวลานานกว่าผู้ใหญ่
• ระดับอุดมศึกษา  ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อพิจารณาปิดสถานศึกษาเป็นกรณีไป
• กรณีผู้สัมผัสโรคที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน มิได้อยู่สถานศึกษาเดียวกันกับผู้ป่วยรายแรก แต่มีกิจกรรมร่วมกันนานพอสมควร เช่น เป็นเพื่อนร่วมชั้นที่คลุกคลีใกล้ชิด แข่งกีฬาหรือรับน้องร่วมกัน ฯลฯ ภายใน 7 วัน นับจากวันสุดท้ายที่ผู้ป่วยมีอาการป่วย
o หากผู้สัมผัสโรครายนั้นมีอาการป่วย  ให้หยุดเรียนไว้ก่อนและรีบไปพบแพทย์  ถ้าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า ไม่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  ไม่ต้องปิดโรงเรียน
o หากผู้สัมผัสโรครายนั้นมีอาการป่วย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด  เอ  (เอช1 เอ็น 1)  ขอให้พิจารณาปิดโรงเรียนที่ผู้สัมผัสโรครายนี้เรียนอยู่ด้วย โดยใช้เกณฑ์การปิดสถานศึกษาเช่นเดียวกับข้างต้น

สถานการณ์  ค (C) : พบว่ามีนักเรียนหรือนิสิต นักศึกษา เป็นผู้ป่วยยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด  เอ  (เอช1 เอ็น 1)  เป็นกลุ่มใหญ่ และผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศที่เป็นพื้นที่การระบาด ซึ่งแสดงว่ามีการระบาดอย่างกว้างขวางในสถานศึกษาแล้ว  หรือในชุมชนอาจมีการระบาดด้วยในเวลาเดียวกัน 
แนวทางการดำเนินการ :
• แนะนำให้นักเรียน  นิสิต นักศึกษา  ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้  ไอ เจ็บคอ
มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว เป็นต้น  หยุดเรียนและพักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก (ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง)  หรือหากมีอาการป่วยมาก  ควรรีบไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์
• ควรพิจารณาปิดสถานศึกษาที่ผู้ป่วยศึกษาอยู่  เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน  โดยปิดเฉพาะ
ห้องเรียนที่มีผู้ป่วย  ปิดทั้งชั้นเรียน  หรือทั้งโรงเรียน  ตามความจำเป็น

3.  คำแนะนำการทำความสะอาดในสถานศึกษา
เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในเสมหะ น้ำลาย น้ำมูก ของผู้ป่วย และแพร่ไปยังผู้อื่น โดยผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือรับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ  เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์ แก้วน้ำ ฯลฯ โดยมือที่เปื้อนเชื้อไปขยี้ตา แคะจมูก หรือใส่เข้าปาก  เชื้อจะสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือพื้นผิวได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ จึงควรทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ โดยเฉพาะพื้นผิวที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาด อย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง  ภายในห้องควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

4.  คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย  ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล  เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย  ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะทุเลาขึ้นตามลำดับ คือ ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และหายป่วยภายใน 5-7 วัน  ยกเว้นบางรายอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทำให้เกิดปอดบวม มีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก และเสียชีวิตได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ  หรือ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว 
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ( เช่น ไข้ไม่สูงมาก ตัวไม่ร้อนจัด ไม่ซึม  และพอรับประทานอาหารได้)  สามารถรักษาตัวที่บ้านได้  ผู้ป่วย  ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้
• ผู้ป่วยควรหยุดเรียน และพักอยู่กับบ้านหรือหอพัก เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ  และกลับเข้าเรียนได้ เมื่อหายป่วยแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง 
• แจ้งทางโรงเรียนทราบ เพื่อจะได้ร่วมเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสถานศึกษา และป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที
• ให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซทามอล  (ห้ามใช้ยาแอสไพริน)  และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือสถานบริการทางการแพทย์ หรือคำสั่งของแพทย์
• ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส  ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องรับประทานทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่ง 
• เช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่เย็น
• ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด
• พยายามรับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง
• นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก
• ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นด้วยการสวมหน้ากากอนามัย  ปิดปาก และจมูก เวลาไอหรือ จามด้วยกระดาษทิชชูหรือแขนเสื้อของตนเอง ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่อยู่ร่วมบ้านหรือร่วมห้อง (หากเป็นไปได้ ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง)  รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น หรือใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน  ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ  ร่วมกับผู้อื่น
• หากอาการป่วยรุนแรงขึ้น  เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย  อาเจียนมาก ซึม  ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

5.  คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลาน
• ควรติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และคำแนะนำต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุขและสถานศึกษาเป็นระยะ
• แนะนำพฤติกรรมอนามัยให้แก่บุตรหลาน เช่น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การป้องกันการติดเชื้อไวรัส โดยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ การใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน การรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่
• แนะนำให้เด็กหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
• หากบุตรหลานของท่านมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย  ให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูก และทิ้งลงถังขยะ และขอให้แจ้งทางโรงเรียนทราบ เพื่อจะได้ร่วมเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสถานศึกษาและป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที
• ปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นปกติเท่าที่จะเป็นไปได้  ถึงแม้ว่าจะมีการปิดสถานศึกษาหรือมีการระบาดของโรค
• หมั่นพูดคุยกับบุตรหลาน ให้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้บ้าง และตอบคำถามที่เด็กสงสัยเท่าที่เด็กในแต่ละวัยจะเข้าใจได้
• หากเด็กมีความรู้สึกกลัวหรือกังวล  ควรแนะนำให้ระบายความรู้สึกของตนเองออกมา  และตอบคำถาม  รวมทั้งปลอบโยนให้คลายกังวล
• เด็กมักจะต้องการความรู้สึกปลอดภัยและความรัก  หากบุตรหลานของท่านมีความกังวล ท่านควรให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ
• ดูแลมิให้บุตรหลานของท่านหมกมุ่นกับข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มากเกินไป จนเกิดความกลัวหรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ

6.  คำแนะนำสำหรับด้านการบริหารจัดการอื่นๆ เมื่อเกิดโรคในสถานศึกษา
• ควรจัดทำแนวทางปฏิบัติ สำหรับครู/อาจารย์ เมื่อมีการระบาดของโรค เช่น การแนะนำนักเรียนและผู้ปกครอง  การติดตามนักเรียนในชั้นเรียนที่ป่วย  เป็นต้น
• ควรจัดระบบการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง/นักเรียน
• มีผู้ประสานงานหลักของโรงเรียน เพื่อติดต่อประสานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

7.  แหล่งข้อมูลการติดต่อ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
1. กรุงเทพมหานคร  ติดต่อได้ที่  กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2245 8106,  0 2246 0358 และ 0 2354 1836
2. ต่างจังหวัด  ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

     ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข   www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333  และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์  กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์  0 2590 1994   ตลอด 24 ชั่วโมง     
      
กระทรวงสาธารณสุข : วันที่  11  มิถุนายน  2552


คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1
ฉบับที่ 5

     สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1เอ็น1) องค์การอนามัยโลกรายงาน  (ณ วันที่ 11พฤษภาคม 2552)  พบผู้ป่วยใน 30 ประเทศ จำนวน 4,694 ราย เสียชีวิต 48 ราย (เม็กซิโก 45 ราย สหรัฐอเมริกา 2 ราย และแคนาดา 1 ราย)  และแนะนำผู้ที่มีไข้หรือมีอาการไม่สบาย  ให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติ  สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศหากมีไข้  ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที  วิธีปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยให้จำกัดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่าง ๆ  รวมทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี  
ข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลกแสดงว่า   ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่พบโดยเฉพาะที่พบนอกประเทศเม็กซิโก  ไม่ได้มีความรุนแรงมากดังที่วิตกกันในช่วงแรกที่เริ่มพบการระบาด   โดยมีลักษณะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่พบตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล  ส่วนผู้ป่วย  3  รายที่เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  พบว่ามีโรคประจำตัวเรื้อรัง  เช่น  โรคหัวใจ  เป็นต้น 
วันนี้  (12 พฤษภาคม 2552)  กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงการพบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1เอ็น1) จำนวน  2  ราย   ซึ่งติดเชื้อจากประเทศเม็กซิโก   เริ่มมีไข้หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทย  ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง  ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสครบชุด  หายเป็นปกติไม่มีเชื้อในร่างกายแล้ว  ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย  ได้รับยาต้านไวรัสครบชุดและติดตามเฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง   ไม่มีผู้ใดมีอาการป่วยแต่อย่างใด  สามารถมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติ
     การที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งติดเชื้อมาจากต่างประเทศและเดินทางเข้ามาในประเทศไทย  โดยสามารถค้นหาผู้ป่วย  ให้การรักษาและควบคุมป้องกันโรคได้รวดเร็ว  โดยไม่มีการแพร่กระจายเชื้อในประเทศ   แสดงว่าระบบงานของประเทศไทยสามารถจัดการได้ดี  และประเทศไทยยังไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายจะต้องไม่ประมาท  และคงระดับความตื่นตัวในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเต็มที่
     ประเทศไทยได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่  ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี  ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ป้องกัน  แก้ไข  และเตรียมความพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ของประเทศในระยะนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งรัดการเฝ้าระวังโรค  การป้องกันและควบคุมโรค  การดูแลผู้ป่วย  การเผยแพร่ความรู้ส่งเสริมบทบาทการป้องกันและควบคุมโรคของประชาชน  ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น  เพื่อรับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
     อย่างไรก็ตาม  ความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของของทุกภาคส่วน  รวมทั้งประชาชนทุกคนเป็น
หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จ  ในการเฝ้าระวังและป้องกันและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค  กระทรวงสาธารณสุขจึงขอเน้นย้ำคำแนะนำสำหรับประชาชน  อาสาสมัครสาธารณสุข  และสถานศึกษา  เพื่อความร่วมมือในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ  (เอช 1 เอ็น 1) ของประเทศ  ดังนี้

ประชาชนทั่วไป
• ควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง  โดยพักผ่อนให้เพียงพอ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
• สร้างสุขนิสัยป้องกันโรค  โดยเน้นเรื่องกินของร้อน  ใช้ช้อนกลาง  หมั่นล้างมือ  และใช้หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ
• ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ  หากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ  มีน้ำมูก  ปวดเมื่อยตามตัว  ควรรีบไปพบแพทย์ 
• หากพบผู้ใกล้ชิดมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศภายใน 7 วัน  ควรแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 

อาสาสมัครสาธารณสุข
• ขอให้เฝ้าระวังสังเกตประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนที่รับผิดชอบ  หากพบผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่  ควรแนะนำให้ไปพบแพทย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศภายใน 7 วัน  และรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
• เผยแพร่ความรู้และให้คำแนะนำ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข

โรงเรียนและสถานศึกษา
• เมื่อเปิดภาคเรียน  ควรสำรวจนักเรียนเป็นประจำทุกวัน   สังเกตอาการป่วยของนักเรียน ดูแลนักเรียนที่ป่วยอย่างถูกวิธี  สอนและให้คำแนะนำวิธีรักษาสุขภาพและป้องกันโรคแก่นักเรียน จัดสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการป้องกันโรคในโรงเรียน  ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ  (ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 4)

     ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข   www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333  และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์  กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์  0 2590 1994   ตลอด 24 ชั่วโมง     

กระทรวงสาธารณสุข : วันที่  12  พฤษภาคม  2552


คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1
ฉบับที่ 4

     จากสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง  และในขณะนี้เริ่มพบผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแล้ว  ซึ่งจากข้อมูลองค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2552  พบผู้ป่วยใน 29 ประเทศ จำนวน 3,440 ราย เสียชีวิต 48 ราย (เม็กซิโก 45 ราย สหรัฐอเมริกา 2 ราย และแคนาดา 1 ราย) 
     กระทรวงสาธารณสุขได้พยายามจัดระบบงานการแพทย์และสาธารณสุข  ให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับมือกับโรคติดต่ออุบัติใหม่ต่างๆ ได้  สำหรับการป้องกันแก้ไขสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้  กระทรวงสาธารณสุขเน้นมาตรการสำคัญ  3  ด้าน คือ 1) มาตรการสกัดกั้น  การดำเนินที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศทุกแห่ง  เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่เข้ามาภายในประเทศ 2) มาตรการค้นหาและแก้ไข  การค้นหาผู้ป่วยโดยเร็ว และให้การวินิจฉัยรักษาอย่างมีประสิทธิภาพโดยสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ การจัดทีมสอบสวนควบคุมโรคเคลื่อนที่เร็วทุกอำเภอ  รวมทั้งการอบรมความรู้แก่ อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังโรคในหมู่บ้าน และให้คำแนะนำการป้องกันโรคแก่ประชาชน และ 3) มาตรการเตรียมความพร้อมในวงกว้าง เน้นการสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจสามารถป้องกันตนเองได้
เนื่องจากขณะนี้เป็นเวลาใกล้เปิดภาคเรียนของสถานศึกษาต่าง ๆ แล้ว   กระทรวงสาธารณสุขขอให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ประชาชนทั่วไป  ผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ  และสถานศึกษา  ดังนี้

คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป
     ขอให้ประชาชนมั่นใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยรักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาการที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้  สร้างสุขนิสัยการป้องกันโรค โดยกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  เช่น  มีไข้  ไอ มีน้ำมูก เสมหะ ควรปิดปากจมูกเวลาไอโดยใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูและทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด  และสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่กับผู้อื่น
หากมีผู้รู้จักซึ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ  และมีอาการป่วยเป็นไข้ภายใน 7 วันนับจากเดินทางกลับถึงประเทศไทย  ควรแนะนำให้รีบไปพบแพทย์  เพื่อตรวจรักษาทันที        

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่มีการระบาดของโรค 
• หากท่านมีอาการไข้ ขอให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สายการบินหรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพื่อให้การดูแลท่าน และเพื่อประกันความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่นในสนามบินและบนเครื่องบิน
• ประเทศไทยมีการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Thermo Scanner)  ที่สนามบินนานาชาติทุกแห่ง หากพบว่าท่านมีไข้ จะมีแพทย์ตรวจและให้การดูแลท่าน ณ จุดคัดกรอง ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
• สำหรับผู้ที่ไม่มีไข้และไม่มีอาการป่วย  ควรสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน
• ระหว่างสังเกตอาการ  หากท่านมีไข้ร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง ดังต่อไปนี้  ไอ  เจ็บคอ  ร่วมกับ อาเจียน  ถ่ายเหลว ให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น  รีบสวมหน้ากากอนามัย หรือปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอหรือจาม และล้างมือด้วยน้ำและสบู่  หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ  และไปพบแพทย์  พร้อมแสดงบัตรเตือนเรื่องสุขภาพที่ได้รับจากด่านควบคุมโรคที่สนามบิน  เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไป
• หากแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้  ควรหยุดงานหรือหยุดเรียน พักอยู่ที่บ้านหรือที่พัก   และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน
• ควรปิดปากปิดจมูกทุกครั้งด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูทุกครั้งเมื่อท่านไอจาม และทิ้งลงในถังขยะ หรือสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่กับผู้อื่น

คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา
• ขอให้ทางโรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่ง  ตรวจสอบว่ามีนักเรียนหรือนักศึกษาที่มีประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ และติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและนักเรียน  ขอให้สังเกตอาการตนเองจนครบ 7 วันนับจากเดินทางกลับถึงประเทศไทย หากมีไข้ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ ไอ น้ำมูก ฯลฯ  ขอให้ไปพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการเจ็บป่วยและให้การวินิจฉัยรักษา  และหยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
• ขอให้ครูประจำชั้นตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนและตรวจอาการนักเรียนในแต่ละวัน หากพบนักเรียนมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  หรือมีนักเรียนขาดเรียนมากผิดปกติ (ตั้งแต่ 3 คน ในห้องเรียนเดียวกัน)  ขอให้ตรวจสอบสาเหตุ หากสงสัยว่าขาดเรียนจากการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่  ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตรับผิดชอบ (เขตกรุงเทพมหานคร  แจ้ง โทร. 0 2246 0358 หรือ โทร. 0 2245 8106 นอกกรุงเทพมหานคร  แจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) เพื่อสอบสวนและควบคุมโรคได้ทันการณ์
• ขอให้โรงเรียนจัดหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการล้างมือ เช่น  อ่างล้างมือ สบู่ ฯลฯ และรณรงค์ส่งเสริมให้นักเรียนล้างมืออย่างถูกต้อง  ซึ่งในชั้นต้นนี้  กระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนหน้ากากอนามัยจำนวนหนึ่ง  เพื่อสำรองไว้ที่ห้องปฐมพยาบาล  สำหรับให้นักเรียนที่ป่วยสวมเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
 
       ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข 
www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333  และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์  กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์  0 2590 1994   ตลอด 24 ชั่วโมง     
      
กระทรวงสาธารณสุข :  วันที่  10  พฤษภาคม  2552


คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1
ฉบับที่ 3

     ตามที่องค์การอนามัยโลก  ประกาศชื่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอยู่ในขณะนี้ว่าโรค  Influenza A (H1N1)  ดังนั้น  เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศขององค์การอนามัยโลก และความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขขอแจ้งปรับเปลี่ยนชื่อเรียกโรคนี้ จากเดิมว่า “โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก” เป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1”   หรือชื่อย่อว่า  “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”    และขอแจ้งความคืบหน้า ดังนี้

สถานการณ์โรค
ข้อมูลองค์การอนามัยโลก ล่าสุด ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2552  มีผู้ป่วยที่มีผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการรวม 1,490 ราย จาก 21 ประเทศ  คือ  เม็กซิโก 822 ราย เสียชีวิต 29 ราย และสหรัฐอเมริกา 403 ราย เสียชีวิต 1 ราย   นอกจากนั้นยังพบผู้ป่วยในประเทศต่างๆ ดังนี้ ออสเตรีย 1 ราย แคนาดา 140 ราย จีน (เขตปกครองพิเศษฮ่องกง) 1 ราย  โคลัมเบีย 1 ราย คอสตาริกา 1 ราย เดนมาร์ค 1 ราย เอลซัลวาดอร์ 2 ราย  ฝรั่งเศส 4 ราย เยอรมนี 9 ราย ไอร์แลนด์  1  ราย  อิสราเอล 4 ราย  อิตาลี 5 ราย เนเธอร์แลนด์ 1 ราย นิวซีแลนด์ 6 ราย  โปรตุเกส 1 ราย เกาหลีใต้ 2 ราย สเปน  57  ราย สวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย และสหราชอาณาจักร 27 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต  ส่วนประเทศไทย ยังไม่พบผู้ป่วยโรคนี้

     ในขณะนี้  ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ  กระทรวงสาธารณสุขขอให้คำแนะนำเพิ่มเติม จากคำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 สำหรับผู้เดินทางไปหรือกลับจากประเทศที่พบผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 ดังนี้

คำแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรค 

ก่อนการเดินทาง
• ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงพื้นที่ที่พบการระบาด (ข้อมูลสถานการณ์รายวัน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข
www.moph.go.th)
• ปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันโรคตามคำแนะนำของประเทศที่ท่านจะเดินทางไปอย่างเคร่งครัด
• นำหน้ากากอนามัย  เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ  ยาลดไข้  และยาที่รับประทานเป็นประจำติดตัวไปด้วย
• ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลในเมืองที่ท่านจะเดินทางไปไว้ล่วงหน้าเผื่อกรณี จำเป็นต้องใช้บริการ
• ทำประกันสุขภาพสำหรับใช้ในต่างประเทศก่อนออกเดินทาง
• ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะป้องกันไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่ได้  อย่างไรก็ตาม หากท่านต้องการรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลควรรับวัคซีนก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์  เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรคสูงพอระหว่างเดินทาง
• ไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปรับประทานยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน  หรือนำติดตัวไปรับประทาน เนื่องจากยานี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ ยังอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ บางรายอาจพบอาการทางจิตประสาท เห็นภาพหลอนได้
• หากท่านมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ในพื้นที่ทันที เพื่อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัส ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่อไป

ระหว่างการเดินทาง
• เผื่อเวลาในการเดินทางระหว่างอยู่ที่สนามบินเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศต่างๆ  จะเคร่งครัดในการคัดกรองผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งอาจทำให้ล่าช้ากว่ากำหนดได้
ขณะพำนักในต่างประเทศ
• ควรติดตามสถานการณ์การระบาดของพื้นที่หรือประเทศจุดหมายปลายทางการเดินทางอย่างใกล้ชิด
• ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทางการสาธารณสุขในประเทศที่ท่านเดินทางไปอย่างเคร่งครัด
• หากท่านไอหรือจาม ให้ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งลงในถังขยะ  หากไม่มีกระดาษทิชชู  อาจใช้แขนเสื้อ (ไม่ควรใช้มือ) ปิดปากและจมูก  เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
• ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอจามทุกครั้ง
• หลีกเลี่ยงการขยี้ตา แคะจมูก หรือนำนิ้วเข้าปาก  เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
• พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ที่มีอาการไอ
• ถ้าท่านมีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ ของไข้หวัดใหญ่ เช่น ไอ เจ็บคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ป่วยที่มีโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันในระยะ 7 วันที่ผ่านมา ควรรีบไปพบแพทย์

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรค 
• หากท่านมีอาการไข้ ขอให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สายการบินหรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพื่อที่จะได้เตรียมการดูแลท่าน และเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่นในสนามบินและบนเครื่องบิน
• ประเทศไทยมีการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Thermo Scanner)  ที่สนามบินนานาชาติทุกแห่ง หากพบว่าท่านมีไข้ จะมีแพทย์ตรวจและดูแลท่าน ณ จุดคัดกรอง ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
• สำหรับผู้ที่ไม่มีไข้และไม่มีอาการป่วย  ควรหยุดงานหรือหยุดเรียน พักอยู่ที่บ้านหรือที่พัก   และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน  หลังกลับจากต่างประเทศ
• หากท่านมีไข้ร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง ดังต่อไปนี้  ไอ  เจ็บคอ  ร่วมกับ อาเจียน  ถ่ายเหลว ให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น  รีบสวมหน้ากากอนามัย หรือปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอ และหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ  และไปพบแพทย์พร้อมบัตรเตือนเรื่องสุขภาพที่ได้รับจากด่านควบคุมโรคที่สนามบิน  เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไป
• หากแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้  ควรหยุดงานหรือหยุดเรียน พักอยู่ที่บ้านหรือที่พัก   และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน  หลังกลับจากต่างประเทศ
• ควรปิดปากปิดจมูกทุกครั้งด้วยกระดาษทิชชู ทุกครั้งเมื่อท่านไอจาม และทิ้งลงในถังขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากไอจาม  และล้างมือด้วยน้ำและสบู่  หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์  
ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข 
www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย  สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ  กรมควบคุมโรค  หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333  และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์  กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์    0 2590 1994   ตลอด 24 ชั่วโมง    

กระทรวงสาธารณสุข : วันที่  6  พฤษภาคม  2552


คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก
ฉบับที่ 2

สถานการณ์โรค
     ความคืบหน้าสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก ข้อมูลองค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 29 เมษายน 2552 มีผู้ป่วยที่มีผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการในเม็กซิโก 26 ราย เสียชีวิต 7 ราย สหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วย 91 ราย  โดยพบผู้ป่วยใน 10 มลรัฐ  ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย 14 ราย เท็กซัส 16 ราย (เสียชีวิต 1 ราย) นิวยอร์ค 51 ราย แคนซัส 2 ราย แมสซาชูเซทส์ 2 ราย   มิชิแกน 2 ราย   โอไฮโอ 1 ราย  อริโซนา 1 ราย   อินเดียนา 1 ราย  และ เนวาดา 1 ราย  นอกจากนั้นยังพบผู้ป่วยติดเชื้อหลังกลับจากเม็กซิโก ได้แก่ ออสเตรีย 1ราย แคนาดา 13 ราย เยอรมนี 3 ราย อิสราเอล 2 ราย นิวซีแลนด์ 3 ราย สเปน  4  ราย และ สหราชอาณาจักร  5 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต  โดยขณะนี้ ประเทศเม็กซิโกมีมาตรการตรวจคัดกรองโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในผู้โดยสารเครื่องบินขาออก  ดังนั้น อาจมีผลให้การเดินทางของท่านล่าช้าไปบ้าง
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 52 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC )
วันที่ 27 เมษายน 52 ได้ประกาศปรับเตือนการระบาดจากเดิม ระดับ 3 เป็นระดับ 4 พร้อมทั้งแนะนำมาตรการว่า ไม่ควรจำกัดการเดินทางหรือปิดพรมแดน หากประชาชนมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรเลื่อนการเดินทางระหว่างประเทศและหากเริ่มป่วยหลังจากการเดินทางระหว่างประเทศ ควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ การบริโภคเนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูที่ปรุงสุก ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ประชาชนทั่วไปควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำ บ่อยๆ และหากเริ่มมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรไปพบแพทย์
ล่าสุดวันที่ 29 เมษายน 2552 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศยกระดับการเตือนการระบาดเป็นระดับ 5  และเน้นย้ำให้ทุกประเทศเริ่มปฏิบัติการตามแผนเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้น การค้นหาโรคได้รวดเร็ว การรักษาพยาบาล และการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลในสถานบริการสาธารณสุข

     สถานการณ์ในประเทศไทย  จากการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้นได้ตรวจผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา  และได้ตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการแล้ว 3 ราย  ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคนี้  
การป้องกันควบคุมโรค  ประเทศไทยได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 และหน่วยงานต่างๆ กำลังดำเนินงานตามแผนเตรียมความพร้อม  มาตรการสำคัญในระยะนี้ ได้แก่
1. มาตรการสกัดกั้นโรค มิให้แพร่เข้าประเทศไทย
- เร่งรัดการเฝ้าระวังในผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ
- คัดกรองผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ (เทอร์โมสแกน) ที่สนามบินนานาชาติทุกแห่ง
- แจกเอกสารคำแนะนำการดูแลตนเองและบอกแหล่งข้อมูลในการติดต่อกับทางราชการ (Health Beware Cards)
- ขอความร่วมมือสายการบินจากต่างประเทศแจกแบบฟอร์ม ให้ผู้เดินทางกรอกเพื่อการติดตามอาการ
- ขอความร่วมมือบริษัททัวร์ โรงแรม สายการบินในการดูแล แนะนำ ป้องกันโรคในผู้เดินทางระหว่างประเทศ
2. มาตรการค้นหาผู้ป่วยและ แก้ไข หากพบผู้ป่วยในประเทศ
- เร่งปรับระบบการเฝ้าระวังโรคค้นหาผู้ป่วยให้เร็วที่สุด
- เร่งเพิ่มระดับความพร้อมระบบการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งจัดห้องแยก  และเวชภัณฑ์
3. มาตรการทั่วไป
- ให้คำแนะนำ เผยแพร่ความรู้ ให้กับประชาชน แจ้งเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
- ประสานองค์การอนามัยโลก ขอให้ประเทศที่มีการระบาด ตรวจสอบอาการของผู้เดินทางก่อนออกเดินทาง (Exit screening)

     เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีโรคนี้  ประชาชนทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องตระหนก และควรปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้
1. หากไม่มีความจำเป็น  ควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาดจนกว่าสถานการณ์จะยุติลง  แต่ถ้าจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เกิดการระบาด ให้หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอ  หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด  หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์  พร้อมทั้งติดตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และปฏิบัติตามข้อแนะนำของทางการในพื้นที่นั้นๆ อย่างเคร่งครัด
2. ผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เกิดการระบาด ถ้ามีอาการของไข้หวัดใหญ่ เช่น  มีไข้ ไอ เจ็บคอ  ปวดเมื่อยเนื้อตัวมาก ฯลฯ  ภายใน 7 วันหลังจากเดินทางกลับ ควรสวมหน้ากากอนามัย  หรือใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากจมูกทุกครั้งที่ไอจาม  และรีบปรึกษาแพทย์   กรณีที่อาการไม่รุนแรง แพทย์อนุญาตให้รักษาตัวที่บ้าน  ควรหยุดงาน หยุดเรียน และงดไปในที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อให้กับผู้อื่น
3. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดย
    3.1 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้  ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และสุรา
    3.2 หมั่นล้างมือบ่อยๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอ จาม
    3.3 หากพบว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ภายในบ้านหรือสถานที่ทำงานเดียวกัน  ต้องรีบแจ้งสำนักงานสาธารณสุขหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อเข้าดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดทันที

     ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข  www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย  สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ  กรมควบคุมโรค  หมายเลขโทรศัพท์             0 2590 3333  และ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง
       
กระทรวงสาธารณสุข : วันที่  30 เมษายน  2552


คำแนะนำ ฉบับที่ 1 
คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก
ฉบับที่ 1

     เนื่องจากในขณะนี้ได้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (สายพันธุ์ เอช1 เอ็น1) แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน มีผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยปอดบวม และผู้เสียชีวิตกระจายไปมากในหลายเมืองของประเทศเม็กซิโก  และจากข้อมูลองค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 27 เมษายน 2552 มีผู้ป่วยที่มีผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการในเม็กซิโก 28 ราย ในสหรัฐอเมริกา 40 ราย แต่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงและไม่มีผู้เสียชีวิต  โดยพบผู้ป่วยใน 5 มลรัฐ  ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย 7 ราย เท็กซัส 2 ราย นิวยอร์ก 28 ราย แคนซัส 2 ราย และโอไฮโอ 1 ราย นอกจากนั้นยังพบผู้ป่วยติดเชื้อหลังกลับจากเม็กซิโกในแคนาดา  สเปนและสก็อตแลนด์  

     เนื่องจากปัจจุบันโรคติดเชื้อต่างๆ สามารถแพร่ระบาดระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้นเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อนี้เข้ามาในประเทศ  กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน  ดำเนินมาตรการต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มระดับความเข้มข้นของการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบ  ร่วมกับการตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการ  การรักษาพยาบาลผู้ป่วย   การสำรองยาต้านไวรัส เวชภัณฑ์ต่าง ๆ  และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ  และการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ผู้เดินทางที่สนามบินนานาชาติ  โดยแจกบัตรเตือนเรื่องสุขภาพ  และวัดไข้ด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ  สำหรับการป้องกันโรคนี้ กระทรวงสาธารณสุขขอแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตน  ดังนี้ 

1. หากไม่จำเป็นควรเลื่อนหรือชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาดจนกว่าสถานการณ์จะยุติลง

2. หากจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เกิดการระบาด ให้หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอ  หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด  หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์  พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อแนะนำของทางการในพื้นที่นั้นๆ อย่างเคร่งครัด 

3. ผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เกิดการระบาด ถ้ามีอาการของไข้หวัดใหญ่ เช่น  มีไข้ ไอ เจ็บคอ  ปวดเมื่อยเนื้อตัวมาก ฯลฯ  ภายใน 7 วันหลังจากเดินทางกลับ ควรสวมหน้ากากอนามัย  หรือใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากจมูกทุกครั้งที่ไอจาม  และรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างเข้มงวด 

4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดย

    4.1 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้  ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และสุรา

    4.2 หมั่นล้างมือบ่อยๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอ จาม

    4.3 หากพบว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ภายในบ้านหรือสถานที่ทำงานเดียวกัน  ต้องรีบแจ้งสำนักงานสาธารณสุขหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน   เพื่อเข้าดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดทันที 

     หากมีข้อสงสัย  สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ  กรมควบคุมโรค  หมายเลข 0 2590 3333  และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข  www.moph.go.th 

กระทรวงสาธารณสุข :  วันที่  28  เมษายน  2552


 


แหล่งที่มา/ผู้ส่ง :: Ranee Duankhao
642 จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่แล้ว

 
 
  .doc คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1) ฉบับที่ 2.doc   
  .doc คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1) ฉบับที่ 3.doc   
  .doc คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1) ฉบับที่ 4.doc   
  .doc คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1) ฉบับที่ 5.doc   
  .doc คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1) ฉบับที่ 6.doc   
  .doc คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1) ฉบับที่ 7.doc   




 
ชื่อ : :
รูปภาพแสดงอารมณ์
รูปภาพ : :
ความคิดเห็น :
     
 

 

RSS
ปรับขนาดตัวอักษร ตัวอักษรขนาดเล็ก ตัวอักษรขนาดกลาง ตัวอักษรขนาดใหญ่
 
 
 
 
moe
 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
moe
moe
รับฟังความคิดเห็น 319
moe
moe
ร่วมแสดงความคิดเห็นร่างกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ

ร่วมแสดงความคิดเห็น แนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

เว็บไซต์เสียงปฏิรูปประเทศ

แผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดนของ ศธ.

ฐานข้อมูลผลงานวิจัยด้านการตรวจราชการ
และติดตามประเมินผล
moe
moe
การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

รับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ การใช้ ม.44 ในการบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาค
moe
moe
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รวมประกาศและคำสั่ง คสช.
จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน.
รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล
สมุดภาพInforgraphicsเพื่อประชาชน
moe
moe
ระบบรายงานผลด้านบัญชี
moe

moe
วีดิทัศน์ ชุด GPF&i
moe
-->
moe
ค่านิยม 12 ประการ
.
โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน
.
วิทยุ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา
.
moe
moe
Click เข้าเว็บ asean ค่ะ
สสค. เปิดรับโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้
เชิญแวะชมเว็บวุฒิอาสาธนาคารสมอง ศธ.
รู้จัก สำนักงานเลขานุการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
moe
moe
เชิญร่วม Twitter กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ ศธ.
เชิญร่วม facebook กับ สป.
เชิญร่วม facebook กับ ปฏิรูปการศึกษา
moe
moe
moe

moe moe
  อา   จ   อ   พ   พฤ   ศ   ส
   1    2    3    4    5    6    7
   8    9    10    11    12    13    14
   15    16    17    18    19    20    21
   22    23    24    25    26    27    28
   29    30    31        


moe
moe
banner กระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับที่ผู้เข้าชม
moe
moe
w3c
moe


 




  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล 1.14  วินาที.
  แสดงผลได้ดีที่ขนาดหน้าจอ 1024x768 pixel โดยใช้ [IE7, IE8, FIREFOX]
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แผนผังเว็บไซต์