หน้าแรก กระทรวงศึกษาธิการ สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
  แหม่ม  
    Profile   |  Blog  |  Photo
 
รูปภาพทั้งหมด 0 รูป

<<
ตุลาคม 2557 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
 

  บล็อกของ แหม่ม ค้นพบ 24 รายการ
โฮมสคูล : การศึกษาทางเลือกใหม่ในสังคมไทย  
หลักการใช้ see  
ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อันตรายต่อสุขภาพ  
ฟาสต์ฟูดทำเด็กไอคิวต่ำ?  
สอนอย่างเข้าใจเด็ก  
สถานที่แห้งแล้งที่สุดในโลก  
ขอเชิญชวนลงนามถวายพระพรออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการ  
ความลับสำหรับคนทำเว็บ  
อบรมภาษาจีน วันที่ 23 มีนาคม - 30 เมษายน 2552  
สอนอย่างไรให้เด็กคิดเขียน  
ผลไม้ใกล้ตัวกินแล้วอ้วน  
ประเภทของกาแฟ  
ศิลปะการตั้งคำถามในชั้นเรียน  
การเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ  
<< ก่อนหน้า - 1 - 2 - ถัดไป >>
รายการโปรด

ยังไม่มีรายการโปรด

  
 
 
เลือกวิตามินเสริมอย่างฉลาด    [ 2008-12-12 14:44:17 ] เก็บเป็นรายการโปรด
กลุ่ม : สุขภาพ



วิตามินเสริมหรืออาหารเสริมอาจจะสามารถเติมเต็มสารอาหารที่ได้รับจากอาหารมื้อปกติได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ทดแทนอาหารตามปกติ เนื่องจากไม่สามารถทดแทนสารอาหารหลายๆ ชนิดที่พบได้ในอาหาร

อาหารสดเป็นแหล่งวิตามินที่ดีที่สุด

ผักและผลไม้ ยังประกอบด้วยสารอาหารตามธรรมชาติที่เรียกว่า ไฟโตเคมิคัล ที่อาจช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ผักและผลไม้หลายชนิดยังเป็นแหล่งที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยชะลอการทำลายเซลล์และเนื้อเยื่ออีกด้วย

นอกจากนี้ ผักผลไม้สดยังมีเส้นใยอาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อการย่อย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคที่สำคัญ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นหรือต้องการใช้วิตามินเสริมจริงๆ มีข้อแนะนำดังนี้

  1. ตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เนื่องจากฉลากจะบอกว่า มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ส่วนประกอบชนิดไหนที่ออกฤทธิ์ มีสารอาหารใดเป็นส่วนประกอบ ขนาดและปริมาณที่ใช้ รวมทั้งปริมาณสารอาหารในแต่ละครั้งที่ใช้ ฉลากยังบอกวิธีการใช้และการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต ผู้บรรจุ และผู้จัดจำหน่าย ที่สามารถติดต่อได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ

  2. ตรวจสอบวันหมดอายุ อาหารเสริมวิตามินมักจะสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อหมดอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น หากไม่ระบุวันหมดอายุก็ไม่ควรซื้อ และหากวิตามินเสริมที่ใช้อยู่หมดอายุแล้ว ก็ควรทิ้งไป อย่าเสียดาย

  3. รู้จักใช้อย่างปลอดภัย การบริโภควิตามินในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ เช่น ไนอะซินหรือวิตามินบี3 ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ วิตามินเอในปริมาณมากเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ หรือทำให้กระดูกอ่อนลงในผู้หญิงได้ นอกจากนี้ วิตามินเสริมอาจไปรบกวนการใช้ยา เช่น วิตามินอี มักจะไม่แนะนำให้ใช้ หากกำลังรับประทานยาที่ทำให้เลือดจาง เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้

  4. วิตามินสังเคราะห์มักจะถูกเรียกว่าเป็นวิตามินธรรมชาติเหมือนกัน เพียงแต่จะมีราคาแพงกว่าเท่านั้น อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาว่ามีการเพิ่มสมุนไพร เอนไซม์ หรือกรดอะมิโน เพราะสารเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ราคาแพงมากยิ่งขึ้น

  5. เก็บอาหารเสริมวิตามินไว้ในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในที่ร้อนและชื้น เช่น ในห้องน้ำ รวมทั้งเก็บให้ห่างจากเด็กๆ หรือเก็บในที่ที่มีกุญแจปิดล็อก อย่าวางทิ้งไว้ในที่ที่เด็กสามารถหยิบได้ เพราะเด็กอาจหยิบมารับประทานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเสริมที่มีเหล็ก เพราะเหล็กในปริมาณสูงเกินไป มักเป็นสาเหตุการเสียชีวิตด้วยพิษของเด็กๆ
ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้สารที่ไม่ใช่วิตามินบางชนิด ว่าเป็นวิตามิน เช่น 
  1. Bioflavonoids เช่น rutin (บางแห่งเรียกวิตามินพี), hesperidin ซึ่งเชื่อกันว่ามีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดเปราะ Bioflavonoids สลายตัวในทางเดินอาหาร ทำให้มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย วิตามินพี ประกอบด้วยสารที่มีสีสด ซึ่งพบได้บ่อยในผักผลไม้ โดยจะมีให้เห็นคู่กับวิตามินซีเสมอ แต่วิตามินซีสังเคราะห์จะไม่มีวิตามินพี

    แหล่งที่พบมาก ได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส่วนที่เป็นเยื่อขาวๆ อยู่ระหว่างกลีบ และอยู่ระหว่างเปลือกและเนื้อ เช่น มะนาว ส้มโอ องุ่น ข้าวสาลีทั้งเมล็ดที่ยังไม่ได้ขัดสี พริกหวาน มะเขือเทศ มะละกอ บร็อคโคลี่ แคนตาลูป เป็นต้น

    หน้าที่สำคัญของวิตามินพี คือ ช่วยในการดูดซึมวิตามินซี ช่วยให้ผนังเส้นเลือดฝอยแข็งแรง ไม่แตกเปราะง่าย ช่วยต่อต้านการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหวัด และช่วยป้องกันไม่ให้วิตามินในร่างกายและอะดรีนาลีนถูกทำลาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

  2. Pangamic acid มักเรียกกันด้วยความเข้าใจผิดว่า วิตามินบี 15 สารชนิดนี้ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแต่อย่างใด และยังอาจมีคุณสมบัติเป็นสารก่อการกลายพันธุ์ได้

  3. Laetrile หรือ Amygdalin เดิมมีชื่อเรียกว่า วิตามินบี 17 เป็นสารประเภทไซยาไนด์ อยู่ในผลอะปริคอท มีการโฆษณาว่า Laetrile สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่ไม่มีผลกับเซลล์ปกติ แต่จากรายงานของ National Cancer Institute ไม่พบว่า Laetrile มีผลในการรักษาโรคมะเร็งแต่อย่างใด และสารนี้ไม่ผ่านการรับรองของเอฟดีเอ หรือองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา อันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้ Laetrile คือพิษของไซยาไนด์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6% นอกจากนี้การที่ผู้ป่วยหลงเชื่อสรรพคุณของตัวยา แล้วไม่ได้บำบัดรักษาโรคมะเร็งอย่างถูกวิธี ก็จะก่อให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงกับผู้ป่วยได้

 



วิตามินมีความสำคัญอย่างไร ω


วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับสารอาหารอื่นๆ แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เช่น กระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงาน การเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโต การสร้างเม็ดเลือดแดง การแข็งตัวของเลือด การสร้างกระดูก การมองเห็น การทำงานของระบบประสาท และการสร้างภูมิต้านทานโรค เป็นต้น


วิตามินแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ


  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 12 ไบโอติน โคลีน และวิตามินซี วิตามินประเภทนี้ถูกทำลายด้วยความร้อนได้ง่าย ไม่สะสมในร่างกาย จึงต้องบริโภคอย่างสม่ำเสมอ หากร่างกายได้รับมากเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อ




    ความต้องการวิตามินในแต่ละวัน


    The Committee on Nutritional National Research Council ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณวิตามินที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน เรียกว่า Recommended Dietary Allowances เรียกย่อๆ ว่า RDA เป็นค่าที่แสดงถึงความต้องการวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ ของคนที่มีสุขภาพปกติ โดยแบ่งตามความเหมาะสมของอายุและเพศ

    ค่า RDA สำหรับวิตามินและแร่ธาตุมีประโยชน์มาก เนื่องจากใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาว่าปริมาณวิตามินและแร่ธาตุในอาหารที่ได้รับเพียงพอหรือไม่ และในกรณีที่จำเป็นต้องเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุในรูปของอาหารเสริม ควรพิจารณาให้อีกเท่าไร



    Megavitamin Therapy


    คือการใช้วิตามินในปริมาณตั้งแต่ 10 เท่าของ RDA ขึ้นไป การใช้วิตามินในปริมาณสูงๆ มาจากแนวความคิดที่ว่า แค่ปริมาณน้อยยังให้ประโยชน์มาก ยิ่งเพิ่มปริมาณก็น่าจะเพิ่มประโยชน์เป็นทวีคูณ ผู้ใช้มักมีความหวังว่าวิตามินจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยที่แพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลชะงัด เช่น โรคสมอง โรคมะเร็ง หอบหืด ปวดข้อ นอนไม่หลับ สิว และการชะลอความแก่ เป็นต้น

    มีการกล่าวอ้างผลการทดลองในสัตว์ การศึกษาในกลุ่มคนจำนวนไม่มาก โดยใช้การทดลองที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีการควบคุมที่ดีพอ ทำให้การแปรผลมีความเอนเอียงได้ รวมถึงการกล่าวอ้างประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยที่หายจากโรคต่างๆ

    อย่างไรก็ตาม การใช้วิตามินในปริมาณสูงกว่าค่า RDA มากๆ ควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น และยังต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง และพิษของวิตามินที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่มีสุขภาพปกติและบริโภคอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเสริมอีก



    หลักเกณฑ์การให้วิตามินเสริม


  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ วิตามิน ดี อี เค วิตามินประเภทนี้ทนความร้อนได้ดี สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ จึงไม่จำเป็นต้องบริโภคทุกวัน หากได้รับในปริมาณมากเกินไป จะสะสมไว้ในไขมันของร่างกายและตับ ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายได้

วิตามินส่วนใหญ่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ยกเว้นบางชนิด เช่น วิตามินดี แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงต้องบริโภคจากอาหาร ร่างกายต้องการวิตามินในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวัน หากได้รับไม่เพียงพอติดต่อกันไปนานๆ จะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติขึ้นได้

  1. ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจากความยากจน การจำกัดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก การกินเจหรือมังสวิรัติ การเบื่ออาหารที่มักพบในผู้สูงอายุ การรับประทานอาหารประเภทเดียวนานๆ หรือรับประทานอาหารสำเร็จรูปบ่อยๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง

    การขาดวิตามินเอ บี 1 และบี 2 มักเกี่ยวข้องกับความยากจนและขาดแคลนอาหารที่มีคุณค่า ส่วนอาหารที่ผู้สูงอายุรับประทานมักจะขาดวิตามินเอ ซี บี 1 และโฟเลต

  2. ภาวะการดูดซึมสารอาหารบกพร่อง โรคที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพในระบบทางเดินอาหารมีผลต่อการดูดซึมวิตามิน ความผิดปกติในการหลั่งหรือผลิตน้ำดีทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันบกพร่อง โรคตับอ่อนมีผลต่อการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันและวิตามินบี 12 เด็กคลอดก่อนกำหนดและเด็กน้ำหนักแรกคลอดต่ำจะดูดซึมวิตามินอีได้น้อย การอักเสบเรื้อรังของสำไส้จะทำให้ขาดวิตามินบี 12 กรดโฟลิก และวิตามินที่ละลายในไขมัน

    การใช้ยาบางชนิดก็มีผลต่อการดูดซึมวิตามิน ผู้ที่ใช้ยาต่อไปนี้เป็นประจำควรเสริมวิตามิน ได้แก่ ยาลดระดับไขมันในเลือด ยาระบายพาราฟิน ยาลดกรดที่ผสมเกลืออะลูมิเนียม เป็นต้น

  3. ความบกพร่องในการนำวิตามินไปใช้ประโยชน์ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความบกพร่องในการใช้วิตามินซี ผู้สูงอายุไม่สามารถใช้วิตามินบี1 ได้เท่าที่ควร โรคมะเร็งทำให้เกิดการขาดวิตามินได้ โรคตับทำให้เมตาบอลิซึ่มของกรดโฟลิกและวิตามินเอเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังมีโรคทางพันธุกรรมซึ่งทำให้เมตาบอลิซึ่มของวิตามินบางชนิดบกพร่อง แต่โรคดังกล่าวพบได้น้อยมาก

  4. การขับวิตามินออกจากร่างกายเพิ่มขึ้น อาจเนื่องมาจากการเป็นไข้เรื้อรัง และสภาวะที่ทำให้เกิดการสลายของเนื้อเยื่อ เช่น วัณโรคทำให้ร่างกายขับวิตามินบี 2 และวิตามินเอมากขึ้น การฟอกไตเพิ่มการสูญเสียวิตามินซีและบี1 โรคไตเรื้อรังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและดี

  5. การทำลายวิตามินเพิ่มขึ้น ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงในการทำลายหรือลดปริมาณวิตามิน ผู้ป่วยโรคไตมีผลข้างเคียงในการทำลายหรือลดปริมาณวิตามินบี 6 เนื่องจากสารที่คั่งค้างอยู่ในเลือดสามารถทำลายวิตามินบี6 ได้ นอกจากนี้การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ก็ทำลายวิตามินเช่นกัน

  6. ความต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นไข้ การผ่าตัด การติดเชื้อ ไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น เพื่อนำมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อและรักษาภาวะสมดุลในเลือด การออกกำลังกายเพิ่มจะมีความต้องการวิตามินบี 2 และบี 1 การอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อนเกินไปจะเพิ่มความต้องการวิตามินซี หรือในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร จำเป็นต้องได้รับสารอาหารทุกชนิดเพิ่มขึ้น รวมทั้งวิตามิน

 

ให้ประโยชน์มากกว่าวิตามินเสริมหลายประการ เนื่องจากอาหารประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ส้ม 1 ผล นอกจากจะให้วิตามินซี ยังให้เบต้าแคโรทีน แคลเซียม และสารอาหารชนิดอื่นๆ ขณะที่อาหารเสริมวิตามินซี ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เหล่านี้



  แสดงความคิดเห็น
 
ท่านยังไม่สามารถกรอข้อความใดๆได้จนกว่าท่านจะ
 สมัครสมาชิก

 

 

 



  โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง
  ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@moe.go.th
  ติดต่อ สอบถาม ร้องเรียน ที่สายด่วนการศึกษา โทร 1579
  กระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม. 10300
  ใช้เวลาในการโหลดข้อมูล
Fatal error: Call to undefined function speedtest_getmicrotime() in /home/moego/public_html/moe/footer2012.php on line 20