หน้าหลัก
ค้นหา:    

ทิศทาง ม.วิจัยของ มจธ.

หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศรายชื่อ 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น โดยทั้ง 9 แห่งจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวมตั้งแต่ 2553-2555 จำนวน 9,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการทำวิจัยที่ตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น และสามารถนำมาใช้ได้จริง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)1 ใน 9 มหาวิทยาลัย ที่ได้รับเลือกเป็น “ม.วิจัยแห่งชาติ”

       ทั้งนี้ Life On Campus ได้มีโอกาสพูดคุย 1 ใน 9 มหาวิทยาลัย ที่ได้รับเลือกเป็น “ม.วิจัยแห่งชาติ” อย่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ ถึงบทบาทการได้รับการคัดเลือกและทิศทางในอนาคตของการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
       
       ** หลักเกณฑ์การคัดเลือก “ม. วิจัยแห่งชาติ”
       
       ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล กล่าวว่า การคัดเลือกม. วิจัยแห่งชาติ มีเกณฑ์ในการคัดเลือก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือ เป็นกลุ่มที่ติดอยู่ในอันดับของ ม.โลก จาก Times Higher Education Supplement (THES) - QS World University Rankings ซึ่งเมื่อปี 2008 มีม.ติดอยู่ในอันดับโลก 7 แห่ง เช่น จุฬาฯ มหิดล เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลานครินทร์ ซึ่งกลุ่มแรก 7 แห่ง ทางสกอ. ได้รับการคัดเลือกโดยอัตโนมัติ กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในลำดับของม. โลก แต่ว่าข้อมูลของ ม.ในกลุ่มนี้ ทางสกอ. ได้เอามาจากฐานข้อมูลมาตรฐานที่เป็นการรวบรวมเอาผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์อยู่ในระดับนานาชาติ โดยพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังรายปี ก็พบว่ามี ม. อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด 2 ม. ก็คือ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และม.เทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเกณฑ์ในการวัดก็คือ การมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในระดับนานาชาติเผยแพร่ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขาเทียมสําหรับคนพิการแบบปรับอัตราหน่วงได้

       “มหาวิทยาลัยของเรามีผลงานวิจัยทั้งหมดถึง 866 เรื่อง โดยใน 866 เรื่องนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 สาขา คือ Physical sciences หรือสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และ Biological Sciences หรือสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่พบว่า มจธ. มีงานวิจัยที่มีความโดดเด่น ซึ่งผลงานวิจัยต่อปีก็อยู่ในระดับพอๆ กับม. ที่ติดอันดับโลก 7 ม.
       
       นอกจากนั้นเกณฑ์ในการวัดอีกทางหนึ่งก็พบว่า มจธ. มีอาจารย์ระดับปริญญาเอกมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือ มจธ. ของเรามีอาจารย์ระดับปริญญาเอกมากกว่า 60% ซึ่งจาก เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ มจธ. ได้พิจารณาเข้าคัดเลือกให้ติดอันดับเป็น ม. วิจัย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ก็เป็นที่มาที่ไปของการที่เราได้รับคัดเลือกให้เป็นม.วิจัยแห่งชาติ นับว่าเป็นความโชคดีที่เราได้รับเลือก”
       
       
       ** จุดเด่นของมจธ.
       
       
เนื่องจาก มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยที่ขนาดไม่ใหญ่ และจำนวนบุคลากรก็ไม่มาก มจธ. เน้นการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาทางด้านนี้ มีแนวทางมี road map มีแผนที่ทางเดิน มีแนวทางของม. ที่ชัดเจน
       

       
       ทั้งนี้ ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล กล่าวถึงการบริหารของมหาวิทยาลัยในแต่ละยุคได้มีบริหารงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทำตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย คือเพราะฉะนั้นมหาลัยจึงมีความได้เปรียบในการที่จะเป็นม.วิจัย ที่สำคัญผู้บริหารของมจธ. ทุกคนพร้อมทุ่มเททำงานให้กับมหาวิทยาลัย

เครื่องหมุนเหวี่ยงขนาดเล็กทางวิศวกรรมเทคนิคธรณี

       “มจธ.ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของรัฐที่ออกจากระบบราชการ และการที่เราออกจากระบบราชการ ถือว่าเป็นความได้เปรียบคือมีความคล่องตัวในเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องของการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเรื่องความพร้อมที่ม. มีขนาดไม่ใหญ่ จึงสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้”
       
       ** เตรียมความพร้อม ม. วิจัยแห่งชาติ
       
       ด้วยวิสัยทัศน์ที่ มจธ. กำหนดไว้ คือ วิสัยทัศน์ 5 มุ่ง ได้แก่ มุ่งมั่นเป็นมหาวิทยาลัยที่ใฝ่เรียนรู้ มุ่งสู่ความเป็นเลิศในเทคโนโลยีและการวิจัย มุ่งธำรงปณิธานในการสร้างบัณฑิตที่เก่งและดี มุ่งสร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิให้เป็นที่ภูมิใจของประชาคม มุ่งก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับโลก
       
       
“จะเห็นได้ว่า จากวิสัยทัศน์ 5 มุ่งที่เราตั้งไว้ เรามีอย่างน้อย 2 มุ่งแล้ว คือ มุ่งสู่ความเป็นเลิศในเทคโนโลยีและการวิจัย และมุ่งก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับโลก ซึ่งทั้งสองข้อนี้ทำให้แนวทางของ มจธ. มีความชัดเจน เราจึงตั้งเป้าหมายไว้ว่า การที่เราจะเป็นม.วิจัย เราจะทำอย่างไร พอเรามีการวางแผน ซึ่งการที่มีการวางแผนเอาไว้ก่อนนี้ก็คือการเตรียมความพร้อมของมหาวิทยาลัยและ เราก็ได้สนับสนุนให้อาจารย์ ของเราได้รับทุนเข้าไปเรียนศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สนับสนุนด้านวิจัย การทำวิจัย เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ และเรามีแนวทางที่ชัดเจน
       
       นอกจากนั้นเราก็มีการสร้างระบบต่างๆ ที่ สนับสนุนในการทำงานวิจัยอย่างเต็มที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักวิจัยต่างๆ ของม. เราอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นครุภัณฑ์ทางการวิจัย ซึ่งเรามีงบประมาณในการลงทุนด้านการวิจัยไม่ต่ำ กว่า 20 ล้าน นอกจากนี้ยังสนับสนุนความก้าวหน้าทางด้านวิชาชีพและตำแหน่งงานของนักวิจัยอีกด้วย โดยมีสายทางเดินของนักวิจัย เริ่มตั้งแต่เป็นนักวิจัยเริ่มต้น ผศ.วิจัย ศ.วิจัย ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นยังไม่มี ซึ่งนี่ก็เป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นม.วิจัย
       
       และล่าสุดเราก็จัดตั้งกองทุนวิจัยในการสนับสนุนด้านงบประมาณการวิจัยอีกด้วย สำหรับนักวิจัยที่บางครั้งอาจจะหาทุนในการทำวิจัยค่อนข้างยาก ซึ่งเราก็ทำอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนา ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา” ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล กล่าว
       
       
** ขึ้นนำ ด้าน “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
       

       ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล กล่าวว่า เราต้องผลิตผลงานวิจัยออกมาให้อยู่ในระดับดีเด่นและเป็นที่ยอมรับ เพราะถ้าผลงานวิจัยของเราไม่ได้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาประเทศ เราก็ไม่อาจได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้

บ้านคายไอร้อน

       "ปัจจุบันเรามีการสร้างเครือข่ายการวิจัยไว้เพื่อสนับสนุนการวิจัย โดยจะเรียกว่าคลัสเตอร์ ซึ่งจะใหญ่กว่ากลุ่มวิจัย เพราะว่ากลุ่มวิจัยจะมีลักษณะเป็นกลุ่มเล็ก 3 - 4 คน หรือ 10 คนก็ได้ แต่คลัสเตอร์ของเราจะเป็นการรวมตัวเป็นเครือข่ายใหญ่ เป็นกลุ่มก้อน ซึ่งเรามีคลัสเตอร์ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ประมาณ 4 คลัสเตอร์ และมีการสร้างคลัสเตอร์ที่เป็นฐานเทคโนโลยีในการสนับสนุนคลัสเตอร์ใหญ่ ได้แก่
       
       
1.คลัสเตอร์ทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
       2.คลัสเตอร์วิจัยทางด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม
       3.คลัสเตอร์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ และอาหารคลัสเตอร์ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
       4. คลัสเตอร์วิจัยด้านการผลิตและระบบอัตโนมัติ
       และคลัสเตอร์ที่เป็นฐาน คือ 5. คลัสเตอร์วิจัยการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ และด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ

       
       ซึ่งส่วนประกอบนี้ก็จะมีส่วนผลักดันให้ม. เป็นม.วิจัยในระดับชาติ โดยในเบื้องต้น
เราจะคัดเลือกกลุ่มวิจัยที่อยู่ในคลัสเตอร์ของเราออกมาซัก 3-6 กลุ่ม โดยเลือกที่โดดเด่นจริงๆ ในระดับคลัสเตอร์ และจะผลักดันอย่างน้อย 3-4 คลัสเตอร์เข้าสู่ระดับนานาชาติ โดยจะดำเนินการวางแผนผลักดันเครือข่ายการวิจัยของเราให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ภายในระยะเวลาที่เรากำหนดไว้ เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี ข้างหน้าต่อไป
       

       แต่เดิมเราก็ทำอยู่แล้ว แต่พอเราได้เป็นม.วิจัยแห่งชาติและได้รับเงินสนับสนุนเข้ามาก็จะเหมือนเป็นการเร่งรัดให้เราพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายหลักของมจธ.แบบรวดเร็วไปโดยปริยาย
       
       คลัสเตอร์จะเป็นกลุ่มวิจัยที่มีความหลากหลายรวมตัวกัน ที่อาจจะมี 20-30 คน หรือ 50- 80 คนก็ได้ แต่จากคลัสเตอร์ใหญ่เราก็จะเลือกมาเป็นคลัสเตอร์กลุ่มย่อย ซึ่งก็จะช่วยสนับสนุนให้การทำงานเร็วขึ้น โดยการจัดคลัสเตอร์นั้นจริงๆ เป็นกลยุทธ์ที่มจธ.วางเป้าหมายไว้อยู่แล้ว เนื่องจากจะสนับสนุนการวิจัยเพื่อเป็น ม. ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชาติได้มาก เพียงแต่ว่าเมื่อเราได้ทุนสนับสนุน ม.วิจัยนี้มา เราก็ต้องมาจัดการวางแผนจัดสรรงบประมาณ 200 ล้าน ที่ได้รับมา ก็จะเป็นการผลักดันให้เราต้องเร่งทำให้เป็นรูปเป็นร่างให้มากขึ้น ต้องเร่งทำผลงานให้หนักขึ้น”

       
       ** หัวข้อของงานวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยกับข้อได้เปรียบ
       
       ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล แสดงมุมมองว่า ผลงานวิจัยที่จัดทำมีข้อได้เปรียบม.อื่นๆ ตรงที่จุดเด่นของความเป็น มจธ.เช่นเรื่องพลังงานสิ่งแวดล้อม

รถอัจฉริยะไร้คนขับ

       "ผมเชื่อว่าม.อื่นๆ ไม่น่าจะมีความเข้มแข็งในด้านนี้มากไปกว่าเรา และในเรื่องของการผลิตและระบบอัตโนมัติ เราก็โดดเด่น ไม่น่าจะมีคู่แข่ง ซึ่งเราก็จะมีโจทย์ต่อไปว่า เราจะต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมาย
       
       
สำหรับ ม.อีก 7 แห่งที่ได้ติดอันดับโลก ผมคิดว่าได้เปรียบตรงที่เค้ามี สาขา Medical Sciences ซึ่งเราไม่มี ยกเว้นเกษตรศาสตร์ที่เค้าเองก็ไม่มี Medical Sciences เช่นกัน แต่ว่ามีความเข็งแกร่งทางด้านการเกษตร และก็ยังมีทางด้านสัตว์แพทย์ ซึ่งพูดง่ายๆ ว่า เราไม่มีอะไรเลยในแง่ของ Medical Sciences ซึ่งพอเมื่อเค้าจัดอันดับม.โลกแล้ว เราก็เลยเสียเปรียบในจุดนี้ เนื่องจากผลงานในสาขาที่เราโดดเด่นเนี่ย มันไม่ได้ตรงกับสาขาของทาง THES ที่เค้าจัดอันดับไว้ เช่น Medical Sciences
       

       ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะทำให้เราไม่ได้คะแนนไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้เราไม่ได้ติดอยู่ในอันดับโลก แต่ว่าสำหรับทางผลงานวิจัยของเรามีความเข้มแข็งไม่แพ้แน่นอน และการที่เราไม่ติดอันดับม.โลกนั้น ในอนาคตก็ต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ต่อไปเพื่อให้ มจธ. ติดอันดับอยู่ในอันดับของ ม.โลก ให้ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้สร้างศักยภาพแล้วในระดับหนึ่งและมีแผนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในอนาคต”
ศ.ดร.สมชาย ชูชีพสกุล กล่าวทิ้งท้าย

แหล่งที่มาของข่าว หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


Powered By Netthailand.com 2010