วันรัฐธรรมนูญ

ความหมาย
          วันรัฐธรรมนูญเป็นวันที่ระลึกคล้ายวันที่พระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ราชอาณาจักรสยามฉบับถาวรเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทย

ความเป็นมา
          การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่   ๒๔  มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครอง ของชาติไทยเนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช   ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ใช้กันมาเป็นเวลา ๗๐๐  ปีเศษ   มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
          ๑.   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ๗  แห่งราชวงศ์จักรีรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ   เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย
          ๒.   หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑   เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก   ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วยพระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออกยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ
          ๓.   อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง   ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
          ๔.   รัฐบาลได้ออกกฎหมายเก็บภาษี อาทิ  ภาษีโรงเรือน   ภาษีที่ดินจากราษฎร
          จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น   ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร   และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการปฏิวัติ   มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหารซึ่งประกอบด้วยพันเอกพระยาพหลพยุหเสนา   พันเอกพระยาทรงสุรเดชและพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์เป็นผู้บริหารประเทศ
          วันที่   ๒๗  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตย
เป็นของราษฎรทั้งหลายใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้  คือ
          ๑.   พระมหากษัตริย์
          ๒.   สภาผู้แทนราษฎร
          ๓.   คณะกรรมการราษฎร
          ๔.  ศาล
         
   ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ถือว่า  พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้  สถาบันที่เกิดใหม่คือสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้ว   จึงจะมีผลบังคับได้เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง   สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง   ส่วนการใช้อำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่แล้วพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามเดิม
          กระทั่งถึง   วันที่  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร   ซึ่งมีหลักการต่างกับฉบับแรกในวาระสำคัญหลายประการอาทิ   ได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา   ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๔๗๕   ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์   ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง   เป็นผู้ใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้บริหารราชการแผ่นดิน   แต่คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทนรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมิได้ใช้แต่เพียงอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้นแต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดินด้วยแต่อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐบาลก็มีอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนได้ หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์สำคัญของรัฐซึ่งมีผลเท่ากับถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาเพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งใหม่  ในส่วนเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นั้น   ได้บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้

รัฐพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
          เมื่อวันที่   ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๗   ได้เสด็จออกประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร   ณ  พระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นที่ประชุมรัฐสภา   แล้วได้ทรงลงพระปรมาภิไธยนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพระราชทานเป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ   จึงได้ถือเป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติ   มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลอง   ณ  พระที่นั่งอนันตสมาคมทุกปีสืบมางานนี้เป็นงานพระราชพิธีและรัฐพิธีร่วมกัน  ในการปกครองพระราชพิธีประจำปีนั้น   ที่ท้องพระโรงหลังพระที่นั่งอนันตสมาคม   ตั้งพระที่นั่งพุดตาน สลักปิดทอง  เชิญพระพุทธปฎิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ ๗ ขึ้นประดิษฐาน   และเชิญฉบับรัฐธรรมนูญวางบนพานทองสองชั้นเข้าในมณฑลพิธีแวดล้อมด้วยต้นไม้ทอง - เงินพร้อมด้วยเครื่องนมัสการและที่ทรงกราบ
          เวลา  ๑๐   นาฬิกา  ๓๐  นาที   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม   พระราชวังดุสิตรถยนต์พระที่นั่งผ่านประตูทวยเทพสโมสร   กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ   แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเทียบรถยนต์พระที่นั่งที่บันไดท้องพระโรงหลัง   ณ   ที่นี้ประธานรัฐสภารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่ท้องพระโรงหลังซึ่งเป็นมณฑลพิธี   ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย   ทรงศีล  แล้งพระสงฆ์  ๑๕   รูป (พระสงฆ์ถือตามเกณฑ์เมื่อครั้งงานฉลองพระราชทานรัฐธรรมนูญปีแรกขณะนั้นมี  ๑๒  กระทรวง   การปฏิบัติพระสงฆ์จึงมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ประธานรัฐสภา   นายกรัฐมนตรี  และเสนาบดี ๑๒   กระทรวง จึงเป็น ๑๕ รูป) เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จพระสังฆราช   พระสงฆ์  นอกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้ประธานรัฐสภาถวานอดิเรก   ถวายพระพรลา   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อรถยนต์พระที่นั่งผ่านประตูทวยเทพสโมสร   กองเกียรติยศถวายความเคารพ   แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี   เสด็จพระราชดำเนินกลับ
       
พระราชพิธีนี้แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ   สายสะพายช้างเผือก
         อนึ่งทางรัฐสภาได้ขอพระบรมราชานุญาตหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ประดิษฐานเป็นพระบรมราชานุสรณ์ไว้ที่หน้าตึกประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ในพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๒๓  ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จะได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพุ่มดอกไม้และทรงจุดธูปเทียนถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ก่อน   แล้วจึงเสด็จฯไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   ณ  พระที่นั่งอนันตสมาคม   พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้   รัฐบาลได้ประกาศเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์สำคัญของชาติ   มีการถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี

กลับหน้าโฮมเพจ
     


Copyright @2001 Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
หน่วยงาน :   กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ   ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644 โทรสาร 281-8218

ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th