
![]()
|
รัฐธรรมนูญของประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง นับตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน มีผลต่อการดำเนิน งานของรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ ในปัจจุบัน |
|
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และนโยบายทางการศึกษา สมัยนายชวน หลีกภัย
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่
24 มิถุนายน 2475 จนถึงปัจจุบัน
ประเทศไทยเรามีการใช้
รัฐธรรมนูญไม่ต่ำกว่า 15 ฉบับ
มีทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับถาวร
เฉลี่ยอายุของรัฐธรรมนูญก็คงประมาณ
5 ปี ต่อ
1ฉบับ
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดขึ้นมาจากรัฐบาลสมัยนายบรรหาร
ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี
ได้มี
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา
211ของบทเฉพาะกาลเมื่อปี พ.ศ. 2539
มีสาระสำคัญ คือ
ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ
โดยมีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
(สสร.) จำนวนทั้งสิ้น 99 คน
ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน
กำหนดเวลา 240 วัน
และจากนั้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2540
เราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
สาระสำคัญที่น่าสนใจ
ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ
การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องมีการจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน
ซึ่งอยู่ในหมวด 5
ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
มาตรา 5
ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
มาตรา 88 ที่บัญญัติว่า
"ในการ
แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 211
คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน
ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้
ชัดเจนว่า
จะดำเนินการใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ตามที่บัญญัติไว้
ในหมวดนี้
และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ
รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง"
ด้วยเหตุนี้
ภายหลังที่รัฐบาลนายชวน
หลีกภัย
ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินครบปี
จึงได้มีการแถลง
มาแล้ว 2 ครั้ง คือปีที่ 1 (20
พฤศจิกายน 2540 - 20 พฤศจิกายน 2541)
และปีที่ 2 (20 พฤศจิกายน 2541-20
พฤศจิกายน 2542)
ในบทนี้ขอกล่าวถึงการรายงานแสดงผลการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาในปีที่
2
ดังต่อไปนี้
ผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 81 และมาตรา 43
มาตรา 43
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
กล่าวว่า
"บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา
ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง
และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ฯลฯ"
ส่วนมาตรา 81
เป็นเรื่องของการศึกษา
ซึ่งมีกล่าวไว้ว่า
"รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชน
จัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรม
ให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม
จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ
การศึกษาแห่งชาติ
ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
สร้างเสริม
ความรู้และปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการต่างๆ
เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อการพัฒนาประเทศ
พัฒนาวิชาชีพครู
และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ"
จากมาตรา 43 และมาตรา 81
สามารถแบ่งแยกประเด็นออกเป็น 3
ประเด็นหลัก ๆ
ที่คณะรัฐมนตรีต้อง
ดำเนินการ ดังนี้
1.
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในกรรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี
2.
การพัฒนาศักยภาพในวิชาชีพครู
และบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น
3.
จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ
| บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในกรรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี |
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและวางแผนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
12 ปี
เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษา
อย่างทั่วถึง
โดยมีจุดมุ่งหวังที่จะให้บรรลุเป้าหมายในปี
พ.ศ. 2545
จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
รัฐบาลยกระดับ
การศึกษาของนักเรียนให้สูงขึ้น
จะเห็นได้จากจำนวนของผู้ที่ได้รับการศึกษาในระดับเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
ปีการศึกษา 2541 กับ 2542
มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ดังตารางนี้
| ระดับการศึกษา | ปีการศึกษา'41 | ปีการศึกษา'42 |
| ม.ต้น (ม.1) | 88.30 | 89.60 |
| ม.ปลาย (ม.4 - 6) สายสามัญ | 48.92 | 53.38 |
| อุดมศึกษาปีที่ 3 (อนุปริญญา) | 10.02 | 11.99 |
| ที่มา :
รายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
รัฐบาลนายชวน หลีกภัย 2542 |
||
รัฐบาลยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
(สปช.) ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ
แห่งประเทสไทย
จัดโครงการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อการยังชีพให้กับนักเรียนในสังกัด
สปช. เพื่อสกัดปัญหาการลาออก
กลางคันและสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาศศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว
เพื่อการลดอัตรา
เสี่ยงต่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็ก
เช่น ปัญหาเร่ร่อน
โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีฐานะครอบครัวยากจน
ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลากออกกลางคันสูงและเข้าสู่ตลาดแรงงาน
จนอาจจถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกละเมิดสิทธิเด็ก
ในภายหลัง
นอกจากนี้
รัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญต่อการให้การศึกษาและการอบรมแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำแก่เด็กและ
เยาวชนในสถานพินิจด้วย
ในปีที่ผ่านมาก้ได้มีการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้การศึกษาแก่กลุ่มคนเหล่านี้
เช่น หลักสูตร
การศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ
เป็นต้น
| การพัฒนาศักยภาพในวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น |
นับตั้งแต่รัฐบาลได้เข้าบริหารราชการแผ่นดิน
จำนวนครู-อาจารย์ทั่วประเทศที่สอนในระบบ
ตั้งแต่ระดับ
ก่อนประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา
มีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ
2.13 จาก 670,363 คน ในปี พ.ศ. 2540
เป็น 684,638 คน ในปี พ.ศ. 2541
รัฐบาลได้สนับสนุนให้ครูผู้สอนมีการพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้นโดยการศึกษา
เพิ่มเติม
ดูได้จากวุฒิการศึกษาเฉลี่ยของครูโดยรวม
มีอัตราเพิ่มขึ้นโดยมากเป็นระดับปริญญาโท
เพิ่มขึ้นร้อยละ
11.09 รวมทั้งสถาบันราชภัฏ
ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการผลิตครูได้พัฒนาหลักสูตรใหม่
จำนวน 57 หลักสูตร
ในจำนวนนี้มีถึง 26 หลักสูตร
ที่เป็นสายการศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพครู
เพื่อให้มีความทันสมัยและทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษกิจและสังคม
นอกจากนี้
รัฐบาลยังจัดให้มีการยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่น
2 โครงการ
คือ โครงการครูแห่งชาติ
เป็นการคัดเลือกครูที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นจากการประเมินผล
ตามเกณฑ์ที่กำหนด
และจากการเสนอโครงการวิจัยที่จะทำเมื่อได้เป็นครูแห่งชาติแล้ว
ปัจจุบันมีครูแห่งชาติ จำนวน 10 คน
อีกโครงการ
หนึ่ง คือ
โครงการส่งเสริมและพัฒนาครูต้นแบบเป็นแการสืบค้นและแสวงหาครูประจำการที่ได้รับการยกย่องจาก
วงการวิชาชีพและสังคมถึงความเป็นครูที่แท้จริง
| จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ |
คณะกรรมาธิการการศึกษา
สภาผู้แทนราษฎรผลักดันให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20
สิงหาคม 2542
ผลจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
ทำให้มีการ
จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
เพื่อจัดโครงสร้างองคืกรและการแบ่งงานบริหารและการจัดการศึกษา
การจัดระบบ
ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
ขณะเดียวกัน
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากพระราชบัญญัติการศึกษา
ได้แก่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง มีสิทธิ
ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนได้จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย
หรือสายอาชีวศึกษา
โดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน
รวมทั้ง
ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกวิธีการศึกษาได้
3 แบบ คือ การศึกษาในระบบ
หรือการศึกษาทั่วไปในโรงเรียน
การศึกษานอกระบบ
หรือการศึกษาผู้ใหญ่
และการศึกษาตามอัธยาศัย
หรือการศึกษาสิ่งที่เราสนใจด้วยตนเองแล้ว
ไปสอบเทียบหน่วยกิตในภายหลัง
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเราสนใจวิชาเศรษฐศาสตร์
การเมือง เราอาจใช้การศึกษา
จากการอ่านหนังสือ
การเข้าร่วมสัมมนา ฯลฯ
เมื่อเราคิดว่าเรามีความรู้ในเรื่องนี้แล้ว
เราก็สามารถขอสอบเทียบ
หน่วยกิตจากประสบการณ์
เพื่อรับวุฒิบัตรหรือปริญญาได้
นอกจากนี้
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
ยังกำหนดให้มีระบบประกันคุณภาพมาตราฐาน
การศึกษาอีกด้วย
เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการศึกษาไม่ว่าโรงเรียนในต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพมหานคร
เด็กจะได้รับการศึกษาจากโรงเรียน
ซึ่งมีมาตรฐานทางการศึกษาเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น
เด็กนักเรียนในโรงเรียน
ธาตุพนม จ.นครพนม
กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ทำให้ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลาน
เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ อีกต่อไป
อันจะเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคมได้ทางหนึ่งด้วย
สรุป
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540
นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่กำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงผลการ
ดำเนินงานให้เพื่อประชาชน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
ผู้ช่วย ส.ส. สมาชิกวุฒิสภา
(ส.ว.) ผู้ช่วย ส.ว.
ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานแล้ว
2 ครั้ง
ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ
ได้มีการพัฒนาในด้านหลักๆ
เช่น
การขยายโอกาสทางการศึกษาทุกระดับ
การพัฒนาศักยภาพในวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น
และจัดให้มีกฏหมายเกี่ยวกับการศึกษา
แห่งชาติ
การแถลงผลต่อการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา
ตามมาตรา 88 ทำให้เกิดผลดี คือ
ประชาชน
สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่า
ตัวแทนที่เขาเลือกเข้ามาทำงานหรือไม่
อย่างไร รวมทั้งคอย
ตรวจสอบการทำงานของกระทรวง
ทบวง กรมต่างๆ
ว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการบริหาร
ราชการแผ่นดินหรือไม่
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ในการพัฒนาให้เท่าเทียมอารยประเทศในอนาคตต่อไปได้
กลับเมนูหลักบทความวิชาการ
![]()
Copyright @ : 2000 Ministry of
Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : ว่าที่ร้อยเอก วิษณุ
บุญมารัตน์
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนา
และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี /(
14 พ.ค. 2543)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644 โทรสาร 281-8218
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th
![]()