visanu-01.jpg (9108 bytes)
bdsorng.gif (944 bytes)

           




            รัฐธรรมนูญของประเทศไทย
มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง นับตั้งแต่
อดีตจนถึงปัจจุบัน   มีผลต่อการดำเนิน
งานของรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ
ในปัจจุบัน

visanu-02.jpg (5226 bytes)
ว่าที่ร้อยเอก วิษณุ  บุญมารัตน์
ผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ช่วย ส.ส.กรุงเทพมหานคร)
อาจารย์พิเศษ คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และนโยบายทางการศึกษา สมัยนายชวน  หลีกภัย

          นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเรามีการใช้
รัฐธรรมนูญไม่ต่ำกว่า 15 ฉบับ   มีทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับถาวร   เฉลี่ยอายุของรัฐธรรมนูญก็คงประมาณ 5 ปี ต่อ
1ฉบับ   สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดขึ้นมาจากรัฐบาลสมัยนายบรรหาร   ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มี
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 211ของบทเฉพาะกาลเมื่อปี พ.ศ. 2539 มีสาระสำคัญ คือ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ
โดยมีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวนทั้งสิ้น 99 คน   ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน
กำหนดเวลา 240 วัน และจากนั้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2540 เราก็มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สาระสำคัญที่น่าสนใจ
ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องมีการจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน ซึ่งอยู่ในหมวด 5
ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ    มาตรา 88 ที่บัญญัติว่า "ในการ
แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 211 คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน   ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้
ชัดเจนว่า จะดำเนินการใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ   ตามที่บัญญัติไว้
ในหมวดนี้ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ   รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง"

          ด้วยเหตุนี้ ภายหลังที่รัฐบาลนายชวน   หลีกภัย  ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินครบปี  จึงได้มีการแถลง
มาแล้ว 2 ครั้ง  คือปีที่ 1 (20 พฤศจิกายน 2540 - 20 พฤศจิกายน 2541) และปีที่ 2 (20 พฤศจิกายน 2541-20
พฤศจิกายน 2542)   ในบทนี้ขอกล่าวถึงการรายงานแสดงผลการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาในปีที่ 2
ดังต่อไปนี้

ผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 81 และมาตรา 43

          มาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา
ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ฯลฯ"

          ส่วนมาตรา 81 เป็นเรื่องของการศึกษา   ซึ่งมีกล่าวไว้ว่า "รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชน
จัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรม ให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม   จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ
การศึกษาแห่งชาติ   ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม   สร้างเสริม
ความรู้และปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง     การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข   สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการต่างๆ    เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อการพัฒนาประเทศ   พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ"

          จากมาตรา 43 และมาตรา 81 สามารถแบ่งแยกประเด็นออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ๆ ที่คณะรัฐมนตรีต้อง
ดำเนินการ ดังนี้

          1. บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในกรรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี
          2. การพัฒนาศักยภาพในวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น
          3. จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ         

บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในกรรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี

          รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและวางแผนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี  เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษา
อย่างทั่วถึง โดยมีจุดมุ่งหวังที่จะให้บรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ. 2545   จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รัฐบาลยกระดับ
การศึกษาของนักเรียนให้สูงขึ้น จะเห็นได้จากจำนวนของผู้ที่ได้รับการศึกษาในระดับเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
ปีการศึกษา 2541 กับ 2542 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังตารางนี้

ระดับการศึกษา ปีการศึกษา'41 ปีการศึกษา'42
ม.ต้น (ม.1) 88.30 89.60
ม.ปลาย (ม.4 - 6) สายสามัญ 48.92 53.38
อุดมศึกษาปีที่ 3 (อนุปริญญา) 10.02 11.99
ที่มา : รายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
รัฐบาลนายชวน  หลีกภัย 2542

          รัฐบาลยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)  ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ
แห่งประเทสไทย   จัดโครงการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อการยังชีพให้กับนักเรียนในสังกัด สปช. เพื่อสกัดปัญหาการลาออก
กลางคันและสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาศศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว   เพื่อการลดอัตรา
เสี่ยงต่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็ก   เช่น  ปัญหาเร่ร่อน    โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีฐานะครอบครัวยากจน
ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลากออกกลางคันสูงและเข้าสู่ตลาดแรงงาน   จนอาจจถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกละเมิดสิทธิเด็ก
ในภายหลัง 

          นอกจากนี้   รัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญต่อการให้การศึกษาและการอบรมแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำแก่เด็กและ
เยาวชนในสถานพินิจด้วย   ในปีที่ผ่านมาก้ได้มีการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้การศึกษาแก่กลุ่มคนเหล่านี้ เช่น หลักสูตร
การศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ เป็นต้น

การพัฒนาศักยภาพในวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น

          นับตั้งแต่รัฐบาลได้เข้าบริหารราชการแผ่นดิน จำนวนครู-อาจารย์ทั่วประเทศที่สอนในระบบ    ตั้งแต่ระดับ
ก่อนประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.13 จาก 670,363 คน ในปี พ.ศ. 2540
เป็น 684,638 คน ในปี พ.ศ. 2541   รัฐบาลได้สนับสนุนให้ครูผู้สอนมีการพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้นโดยการศึกษา
เพิ่มเติม   ดูได้จากวุฒิการศึกษาเฉลี่ยของครูโดยรวม มีอัตราเพิ่มขึ้นโดยมากเป็นระดับปริญญาโท เพิ่มขึ้นร้อยละ
11.09  รวมทั้งสถาบันราชภัฏ     ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการผลิตครูได้พัฒนาหลักสูตรใหม่ จำนวน 57 หลักสูตร
ในจำนวนนี้มีถึง 26 หลักสูตร   ที่เป็นสายการศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพครู   เพื่อให้มีความทันสมัยและทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษกิจและสังคม นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดให้มีการยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่น 2 โครงการ
คือ โครงการครูแห่งชาติ   เป็นการคัดเลือกครูที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นจากการประเมินผล   ตามเกณฑ์ที่กำหนด
และจากการเสนอโครงการวิจัยที่จะทำเมื่อได้เป็นครูแห่งชาติแล้ว ปัจจุบันมีครูแห่งชาติ จำนวน 10 คน อีกโครงการ
หนึ่ง คือ โครงการส่งเสริมและพัฒนาครูต้นแบบเป็นแการสืบค้นและแสวงหาครูประจำการที่ได้รับการยกย่องจาก
วงการวิชาชีพและสังคมถึงความเป็นครูที่แท้จริง

จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ

          คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรผลักดันให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 ผลจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ทำให้มีการ
จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เพื่อจัดโครงสร้างองคืกรและการแบ่งงานบริหารและการจัดการศึกษา การจัดระบบ
ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

          ขณะเดียวกัน ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากพระราชบัญญัติการศึกษา ได้แก่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง มีสิทธิ
ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนได้จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือสายอาชีวศึกษา โดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน
รวมทั้ง ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกวิธีการศึกษาได้ 3 แบบ  คือ การศึกษาในระบบ   หรือการศึกษาทั่วไปในโรงเรียน
การศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาผู้ใหญ่ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือการศึกษาสิ่งที่เราสนใจด้วยตนเองแล้ว
ไปสอบเทียบหน่วยกิตในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสนใจวิชาเศรษฐศาสตร์ การเมือง  เราอาจใช้การศึกษา
จากการอ่านหนังสือ การเข้าร่วมสัมมนา ฯลฯ   เมื่อเราคิดว่าเรามีความรู้ในเรื่องนี้แล้ว เราก็สามารถขอสอบเทียบ
หน่วยกิตจากประสบการณ์   เพื่อรับวุฒิบัตรหรือปริญญาได้

          นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ยังกำหนดให้มีระบบประกันคุณภาพมาตราฐาน
การศึกษาอีกด้วย   เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการศึกษาไม่ว่าโรงเรียนในต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพมหานคร
เด็กจะได้รับการศึกษาจากโรงเรียน   ซึ่งมีมาตรฐานทางการศึกษาเท่ากัน   ตัวอย่างเช่น   เด็กนักเรียนในโรงเรียน
ธาตุพนม จ.นครพนม   กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  ทำให้ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลาน
เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ อีกต่อไป อันจะเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคมได้ทางหนึ่งด้วย

สรุป

        รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540   นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่กำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงผลการ
ดำเนินงานให้เพื่อประชาชน   สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)   ผู้ช่วย ส.ส.   สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)   ผู้ช่วย ส.ว.
ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่      ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานแล้ว 2 ครั้ง
ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ  ได้มีการพัฒนาในด้านหลักๆ   เช่น   การขยายโอกาสทางการศึกษาทุกระดับ
การพัฒนาศักยภาพในวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น   และจัดให้มีกฏหมายเกี่ยวกับการศึกษา
แห่งชาติ

          การแถลงผลต่อการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา 88 ทำให้เกิดผลดี คือ ประชาชน
สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่า ตัวแทนที่เขาเลือกเข้ามาทำงานหรือไม่   อย่างไร   รวมทั้งคอย
ตรวจสอบการทำงานของกระทรวง   ทบวง  กรมต่างๆ   ว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการบริหาร
ราชการแผ่นดินหรือไม่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ในการพัฒนาให้เท่าเทียมอารยประเทศในอนาคตต่อไปได้

กลับเมนูหลักบทความวิชาการ
bdsred.gif (944 bytes)

Copyright @ : 2000  Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล :
ว่าที่ร้อยเอก วิษณุ   บุญมารัตน์
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนา และนำเสนอ :
น.ส.นิภา แย้มวจี /( 14 พ.ค. 2543)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล   กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ    ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th

bdsred.gif (944 bytes)