title_vi.jpg (18835 bytes) vichai-art.jpg (4024 bytes)
ดร. วิชัย  ตันศิริ
รัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการ

Friez43.gif (11046 bytes)

ท่านอธิการบดี (ดร. พรชัย) ท่านนายกสภา ประธานคณะกรรมการปฏิรูป ( ดร. วิจิตร) ท่าน
รมต. ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ และท่านผู้มีเกียรติ


        
วันนี้มีรัฐมนตรีมาถึง 3 ท่าน ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่าน ดร. อาทิตย์
รมว. วิทยาศาสตร์ฯ และยังมีอีกหลายท่านที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ท่านอาจารย์วิจิตร ที่มาวันนี้
เขาตั้งหัวข้อให้ผมพูดเรื่อง การสร้างเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อเพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษา
เมื่อมาถึงที่นี่ ท่านอธิการก็บอกว่า ให้พูดเกี่ยวกับเรื่องการขยายโอกาสการศึกษาใน พ.ร.บ. ใหม่
และแนวคิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับอุดมศึกษา พอขึ้นมาบนเวทีนี้ ท่านบอกว่า จะให้มหิดลทำอะไรบ้าง
คาดหวังอะไรจากมหิดลบ้าง การเปลี่ยนประเด็นรวดเร็วเช่นนี้ อาจทำให้ผมเตรียมตัวไม่ค่อยทัน
       
  ผมจะขอพูดเป็น 3 ตอน โดยในตอนแรกจะพูดในแนวคิดกว้าง ๆ ก่อน เป็นอารัมภบท
ตอนที่ 2 จะพูดเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. การศึกษา และบริบทใหม่ของสังคมใหม่ สุดท้ายคือเรื่อง
ของบทบาทของอุดมศึกษา

         ปีเตอร์ ดรักเกอร์ บอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยใหม่นี้ ไม่ใช่ information หรือ
เทคโนโลยีใหม่เท่านั้น ที่สำคัญคือเรื่องของสถาบันบริหาร (Management Institution) หรือ
การจัดการสถาบันหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นองค์กรบริหาร ซึ่งเขาเขียนขึ้นในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ
ในระบบการบริหาร แต่ในวงการของเราในวันนี้ โดยเฉพาะท่านอธิการ นายกสภา และท่านที่เกี่ยว
ข้องทั้งหลายก็เป็นนักบริหารทั้งนั้น ดังนั้น ก็ถูกต้องที่ในวันสำคัญวันนี้ ที่เราต้องมาพูดถึงเรื่อง
การจัดการในระดับมหาวิทยาลัยว่าควรจะจัดการอย่างไร หลักสำคัญประการแรกที่ผมทราบคือว่า
องค์กรบริหารที่ทันสมัยคือองค์กรที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือตามกระแสที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะองค์กรบริหารจะมองเข้าไปภายในของตัวเองอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้องมองออกไป
ข้างนอกว่าบริบทนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร องค์กรใดที่มองเข้าไปภายในเท่านั้น จะเป็นองค์กร
ที่ในที่สุดก็ล้าสมัย เป็นไดโนเสาร์ องค์กรที่ปรับตัวเองให้อยู่ได้มาถึงร้อยหรือพันปี มักจะเป็น
องค์กรที่อาจจะใช้ชื่อเดิมอยู่ แต่สามารถจะปรับเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง
ของสังคมได้ เช่น องค์กรศาสนาต่าง ๆ ที่ปรับตัวมาเรื่อย ๆ อย่างศาสนาคาทอลิค ศาสนา
โปแตสแตนท์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบรัฐสภาอังกฤษก็เคยพูดกันว่า เกิดขึ้น
ในยุคสมัยกลาง แต่ว่าเปลี่ยนแปลงให้เกิดความทันสมัย มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แต่ทุกอย่างก็มี
ข้อจำกัด ฉะนั้นเช่นเดียวกันถ้าหากว่าเราจะจัดการเรื่องอุดมศึกษาให้ทันสมัย ก็จำเป็นต้องมองไป
ที่บริบท โดยเฉพาะผู้ใช้บริการอุดมศึกษาว่าเป็นอย่างไร จะยึดโยงอยู่กับหลักปรัชญาเดิมตลอด
เวลาซึ่งเกิดขึ้นในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งไม่ได้ ผมจะพูดเรื่องนี้ตอนท้ายว่าปรัชญาเดิมของอุดมศึกษา
คืออย่างไร
         กลับมาถึงบริบทใหม่ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการศึกษา โดยเฉพาะใน
เรื่องของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นคำย่อ ๆ ของการปฏิรูปการศึกษาซึ่งได้ฟักตัว
มาเป็นเวลานาน 10-20 ปีมาแล้ว แนวคิดปฏิรูปค่อย ๆ ฟักตัวและวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ จน
กระทั่งกลายมาเป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นคำย่อของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
ทั้งปวง ผมจะพูดสั้น ๆ ว่าสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นจากผลของการใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับ
นี้ ก็คือการขยายโอกาสทางการศึกษาของประชาชน อันนี้ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าอย่างน้อยก็พูดกันถึง
2 เรื่อง คือเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี จริง ๆ แล้วก็หมายถึง 12 ปีเป็นอย่างน้อยที่รัฐต้อง
จัดให้เปล่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยมีคุณภาพและทั่วถึงด้วย แต่จริง ๆ แล้วส่วนหนึ่งที่เก็บหรือ
ไม่เก็บยังไม่ได้วินิจฉัยกันเด็ดขาดลงไปคือเรื่องอนุบาลต่าง ๆ ซึ่งยังเปิดโอกาสให้เอกชนได้จัด
และยังมีการเก็บค่าเทอมได้ แต่ว่าต่อไปตั้งแต่ปี 2545 ป.1-ม.6 ก็จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่
รัฐบาลจัดให้เปล่าโดยไม่คิดค่าเทอม ไม่เก็บค่าบำรุงการศึกษา แต่จริง ๆ แล้วเราก็พยายามที่จะ
ขยายอนุบาลด้วยเหมือนกัน โดยสรุปพูดกันอย่างไม่เป็นทางการ ก็คือ 15 ปี ไม่ใช่ 12 ปี ที่เป็น
ภารกิจของรัฐบาลที่ต้องจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนคนไทย แต่สิทธิขั้นพื้นฐานจริง ๆ ที่พูดไว้ใน
รัฐธรรมนูญคืออย่างน้อย 12 ปี ตรงนี้ท่านจะเห็นว่าในเชิงปริมาณ นักเรียนที่จะจบม. 6 นั้นจะมี
จำนวนมาก รวมทั้งจบระดับ ปวช. ด้วย จากเดิมขณะนี้จบเพียงส่วนหนึ่ง ตัวเลขคร่าว ๆ ขณะ
นี้ถ้าหากจะวัดเอาผู้ที่เข้าเรียนมัธยมต้นเปรียบเทียบกับกลุ่มอายุเขาแล้ว ก็ประมาณ 70 % แล้ว
มัธยมปลายก็ต่ำลงมากว่านั้นหน่อยหนึ่ง 50 % กว่า แต่ในอนาคตถ้าหากว่ามัธยมปลายต้องจบ
ถึง 70-80 % ของกลุ่มอายุ ท่านคิดดูว่านักเรียน ม.ปลายจะมีมากขึ้นขนาดไหน ถ้าท่านคิดว่า
ประชากรไทยจะขึ้นหรือลงก็ตามก็จะอยู่ระหว่าง 1 ล้านในแต่ละรุ่น จบม.ปลาย ก็จะเท่ากับ 7-8
แสนคน นี่คือประชากรการศึกษาที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเหลือเกิน กลุ่มเป้าหมายนี้จะมากขึ้น
ฉะนั้นการจัดอุดมศึกษาในอนาคตต่อไป จะมองว่าอุดมศึกษานั้นเป็นการจัดให้แก่กลุ่มที่เรียกว่า
Elite หรือเฉพาะคนกลุ่มน้อยก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน จำเป็นต้องมานึกถึงคนส่วนใหญ่ที่จบ
ม.ปลายออกไป จะทำอย่างไร อันนี้จะมากระทบกับแนวคิดต่อแนวคิดของการจัดอุดมศึกษา นี่
คือประการแรกอย่างสั้น ๆ
         ประการที่ 2 คือเรื่องของคุณภาพ อันนี้ก็มาเกี่ยวโยงกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคม
โลก ที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าภิวัตน์หรือพิบัติ นี่คือบทเรียนอย่างหนึ่งที่สังคม
ไทยเรียนได้รวดเร็ว แต่ว่าจะเรียนได้อย่างแม่นยำชัดเจนอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเราที่เป็นนัก
วิเคราะห์ นักวิชาการ ที่ถือว่าเป็นปราชญ์ของสังคม ว่าจะวิเคราะห์บทเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงระยะ
2-3 ปีนี้ได้อย่างไร โลกาภิวัตน์นั้นเป็นดาบ 2 คม ที่นำมาซึ่งคุณประโยชน์และโทษอย่างมหันต์ที่
ผสมผสานกันมา จะแยกแยะกันได้อย่างไร แต่อย่างหนึ่งที่เราต้องทำคือเรื่องของการปรับปรุง
คุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็นใหม่ของสังคมใหม่จะทำอย่างไร ดังนั้น เรื่อง
คุณภาพการศึกษาจึงมีความสำคัญมาก การที่เอเชียวีคมาจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย เป็นอันดับที่
เท่าไรก็แล้วแต่ เป็นวิธีการจัดของเขา เราก็คงจะต้องมีจุดยืนเช่นกันว่า สิ่งที่เป็นคุณงามความดี
ของไทย เอกลักษณ์ไทย ความเข้มแข็งของไทยอยู่ตรงไหนก็สามารถชี้แนะออกไปได้ เพื่อให้เห็น
ว่าการสร้างกติกา การสร้างเกณฑ์ ไม่ใช่อยู่ในกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าประเทศกำลัง
พัฒนาอย่างเราก็มีสิทธิ์ที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเช่นกัน ตรงนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่อยากให้
สังคมไทยได้ตื่นตัวว่า กติกาที่จะมาปกครองโลก กติกาของ WTO ก็ดี กติกาอะไรต่าง ๆ ก็ดี
ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการที่จะร่างขึ้นมา อังค์ถัดจึงมีความสำคัญตรงจุดนั้น ที่เรารวมกัน
ขึ้นมาเพื่อที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ของประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นมา ฉะนั้นเมื่อพูดถึงคุณภาพการ
ศึกษา 1) ต้องไม่ถูกกลืนโดยค่านิยมตะวันตกที่เป็นเชิงลบ เราต้องระวังตรงนี้ให้ดี แต่คุณภาพ
การศึกษาที่แท้จริงคืออย่างไร คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดขึ้นมาให้ได้ ตรงนี้ที่จะพูดถึงอุดมศึกษา
คือว่า ใน พ.ร.บ.ใหม่เขาได้จัดให้มีกระทรวงเดียวแล้ว เป็นกระทรวงการศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็จะกระจายอำนาจการจัดการไปให้แก่สถานศึกษาต่างๆ ถ้าระดับอุดม
ศึกษาก็จะกระจายแบบที่เรียกว่าเกือบจะสมบูรณ์แบบ จึงได้มีแนวคิดถึงการที่ให้มหาวิทยาลัย
ออกนอกระบบราชการ ก็เป็นแนวคิดที่เกิดควบคู่กันขึ้นมา ฉะนั้นกระทรวงในฐานะผู้กำกับอุดม
ศึกษาก็จะมีบทบาทของการวางแผนนโยบาย การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ เรื่องของการวางกฎ
เกณฑ์ต่าง ๆ แต่ไม่ใช่เรื่องของการควบคุม ฉะนั้นงานนี้เป็นงานที่จะพูดว่าเบากว่าเดิมก็ได้ เพราะ
ไม่ได้ลงสู่ภาคปฏิบัติมากนัก ไม่ได้เป็นการควบคุมในลักษณะขององค์กรแบบที่เรียกว่าทุกอย่าง
ต้องเสนอมาที่ทบวงทั้งหมด หรือมาถึงกระทรวงทั้งหมด แต่ให้จบเบ็ดเสร็จตามแต่ละขั้นตอนไป
ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่ต้องขึ้นมาถึงข้างบน ก็จะทำให้งานบริหารของกระทรวงเบาลงไป มามุ่งหน้าถึง
เรื่องการคิดเรื่องนโยบายเป็นหลักใหญ่ จึงให้มีกระทรวงเดียว มิใช่เป็นการรวบรวมกระทรวงทั้ง
หมดที่เป็นปัจจุบันนี้ที่จะทำให้เกิดความเทอะทะ แต่ต้องมีการปรับวิธีการต่าง ๆ มากมาย ทั้งมี
เอกภาพทั้งกระจายอำนาจลงไปก็เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป ถามว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น ใน
เรื่องส่วนของกระจายอำนาจก็มีเหตุผลของตัวเองอยู่แล้ว จะไม่ชี้แจง แต่ส่วนของความเป็นเอก
ภาพมาเกี่ยวข้องกับคุณภาพอย่างไร ที่เกี่ยวข้องที่คุณภาพก็เพราะว่า เราอยากเห็นการวางแผนใน
เรื่องคุณภาพการเรียนการสอนของนักเรียนสอดคล้องต่อเนื่องกันตั้งแต่ระดับประถม มัธยมต้น
มัธยมปลาาย จนกระทั่งถึงอุดมศึกษา มันต้องเป็นผืนเดียวกัน แต่แน่นอนในแต่ละระดับมีความ
แตกต่างกันในจุดเน้น ท่านต้องคิดอย่างที่ผมคิดมาตลอดเวลา ปัญหาของนักเรียนไทย เท่าที่เคย
เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมาบ้างในสมัยต้น ๆ ที่จุฬา หรือที่ประสานมิตรก็ดี ก็จะเห็นว่า
นักเรียนของเราพอเข้ามาปี 1 ของมหาวิทยาลัยแล้ว ความรู้สึกของผมที่เป็นอาจารย์ จะรู้สึกว่า
นักเรียนของเรายังไม่วุฒิภาวะทางปัญญามากนัก เหมือนกับเราสอนนักเรียนมัธยมปลาย ความ
รู้สึกของเราคือเด็กปี 1-2 จะเหมือนเด็กมัธยมปลาย แล้วถ้าเปรียบเทียบกับในต่างประเทศที่ผม
เคยสัมผัสมา จะไม่เป็นอย่างนี้ เด็กที่จะจบมัธยมปลาย โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ เขาเรียน
ถึง 13 ปี ก็เป็นความแตกต่างกับเรา แคนาดาบางรัฐก็เรียน 13 ปี แต่ทั่วโลกไม่ใช่ 13 ปี ทั่วโลก
12 ปีเหมือนเรา แต่ประเด็นคือว่าจะทำอย่างไร ให้เด็กที่เรียนในปีที่ 12 มีวุฒิภาวะทางปัญญาสูง
ขึ้น พร้อมที่จะเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้เลย โดยที่ไม่ต้องมาทำอะไรมากนัก เรียกว่าช่วงของ
การต่อเนื่องระหว่างม. 6 กับ ปี 1 ปี 2 มันเป็นความต่อเนื่องที่มีความราบรื่น ฉะนั้นในระบบอุดม
ศึกษา วิธีการเรียนการสอนของท่านจะทำอย่างไร จะต้องเริ่มต้นแล้วตั้งแต่ ม.ปลาย อย่างเช่น ใน
มหาวิทยาลัยของเราในการเรียนการสอนในด้านสังคมศาสตร์ ต้องมีการค้นคิด ค้นหา นักเรียน
เรียนด้วยตนเอง นักเรียนที่ใช้เวลาทั้งหลายในการเรียนการสอน โดยไม่ต้องมาเรียนเหมือนอย่าง
ในระดับม.ปลายที่ว่าต้องเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 4 โมงเย็น เรียนตามวิชาไป แต่พอเข้า
มหาวิทยาลัยแล้วบางชั่วโมงมีเรียน บางชั่วโมงไม่มีเรียน ตลอดวันบางทีเรียนเพียง 3 ชั่วโมงเท่า
นั้น เวลาที่เหลือเอาไปทำอะไร เขาต้องรู้จักจัดเวลาของตนเองในการเรียนการสอนได้ ฉะนั้นใน
ระดับ ม. 6 ต้องเลิกวิธีการนี้แล้ว ไม่ใช่เรียนแบบม. ต้นอยู่ คือเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้า ภาษาไทย 9
โมงเช้า ภาษาอังกฤษ 10 โมงเช้า คณิตศาสตร์ บ่ายโมงเรียนอีกวิชาหนึ่ง เป็นการเรียนตามตาราง
เวลาแบบมัธยม พอเข้าอุดมศึกษาแล้วเด็กมีเวลาว่างมากมายไม่รู้จะทำอะไร เพราะว่าไม่เคยเรียน
แบบวิจัย ไม่เคยเรียนแบบค้นคิดค้นหา ไม่เคยเรียนแบบนั่งห้องสมุดด้วยตนเอง ไม่เคยเรียน
แบบถกเถียงกันเพื่อที่จะได้ประเด็นต่าง ๆ ออกมา ฉะนั้นเด็กที่เรียนจบต่างประเทศ โดยเฉพาะ
อังกฤษ ได้สอนให้เด็กรู้จักที่จะถกเถียงปัญหา รู้จักที่จะมองปัญหาอย่างรอบด้าน แล้วก็ไม่ได้
ตอบตามตำรา ต้องเอาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้น ต้องเป็นนักอ่านอย่างกว้างขวาง คือเรียก
ว่ามีวุฒิทางปัญญาพอที่จะเป็นผู้ที่จะเป็นบัณฑิตได้แล้ว นี่คือความต่อเนื่องที่อยากจะเห็นการวาง
แผนการเรียนการสอนหลักสูตรต่าง ๆ ระหว่างมัธยมปลายกับอุดมศึกษาต้องมีความต่อเนื่องกัน
นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่ง แต่ความจริงแล้วเหตุผลที่ผมกล่าวมาก็ยังไม่จำเป็นต้องถึงกับรวม
กระทรวงก็ได้ ถ้าสามารถจะวางแผนให้สอดคล้องกันได้ ก็ไม่จำเป็นตรงนั้น แต่การที่มาอยู่ใน
กระทรวงเดียวกันนี้ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น ในการที่จะพูดจากัน แล้วก็ไม่แยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่
โทษซึ่งกันและกันว่านี่งานของทบวง นั่นเป็นงานของกระทรวง แล้วก็นักเรียนไม่มีคุณภาพ ทบวง
ก็บอกว่าเพราะว่ากระทรวงผลิตมาไม่ดี พอนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยไม่มีคุณภาพ ก็โทษทบวง
เป็นการโทษกันไปโทษกันมา ต่อไปนี้เมื่อเป็นกระทรวงเดียวกันแล้ว โทษใครไม่ได้ โทษได้
กระทรวงเดียว คือกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นี่คือเหตุผลของการที่จะต้องปรับ
คุณภาพการศึกษาของระดับของเรามาเป็นเรื่องที่อยากจะพูดเป็นประเด็นที่ 2
         ประเด็นที่ 3 จะพูดถึงเรื่องของระบบอุดมศึกษาใหม่ที่จะต้องปรับตัวตรงนี้ จากการที่
พ.ร.บ. ใหม่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้จบ ม. 6 ก็มากระทบต่อการจัดอุดมศึกษาว่าจะทำอย่างไร
การจัดการระดับอุดมศึกษาจึงต้องมองทั้งระดับมหภาค ระดับ macro และระดับ micro
ระดับมหภาค มองภาพรวมเสียก่อนว่าอุดมศึกษาจะจัดอย่างไร ในสมัยก่อนเขามองว่าอุดมศึกษา
เป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อยเป็นเรื่องของ Elite คนที่มี ไอคิวสูงเท่านั้นที่จะเรียนได้ ซึ่งถ้ามีคนไอคิว
สูงเรียนได้เฉพาะ 5 -10 % ของนักเรียนที่จบ ม.ปลาย อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่มีปัญหาอะไรที่
จะสอนคนเหล่านี้ เพราะฉลาดเหมือนเด็กเรียนเตรียม อาจารย์ก็เพียงแต่จะแนะ ไม่ต้องสอนเท่าไร
คือไม่ได้ลงแรงมากนัก บรรยายไปก็เสร็จแล้ว นักเรียนก็จำได้ เอาไปตอบได้ เพราะฉลาด แต่ว่า
ต่อไปนี้คนที่จะเข้าอุดมศึกษา เป็นจำนวนส่วนใหญ่แล้ว ฉะนั้นไอคิวหรือว่าสติปัญญา ก็มีถึงตั้ง
แต่ระดับสูงจนกระทั่งถึงระดับปานกลาง ระดับดีและดีมาก ยอดเยี่ยม มีหลายระดับ ไม่ใช่เป็น
เรื่องของ Elite ต่อไปแล้ว นี่คือประการแรกที่จะต้องเข้าใจ เพื่อจะนำมาปรับกระบวนยุทธของเรา
ในการจัดการศึกษา ประการที่ 2 แนวคิดดั้งเดิมเขาถามคำถามนี้ตลอดเวลาว่า คำว่า higher
education คืออะไร อะไรที่เป็น higher เวลาเราพูดถึงประถม เราบอกว่า elementary
หรือ primary education คือขั้นแรกหรือขั้นปฐมภูมิ ถึงมัธยมเราบอกว่าเป็น secondary
education คือขั้นมัธยมศึกษา เป็นส่วนที่สองหรือส่วนกลาง พอถึงหลังมัธยมศึกษา เราเรียก
อุดมศึกษา แต่เราไม่เรียกตติยศึกษา ถ้าเรียกตติยศึกษา คือ tertiary เราเข้าใจคือขั้นที่ 3 แต่ใน
อังกฤษบางแห่งเขาเรียกเหมือนกัน เรียกว่า tertiary education คือขั้นที่ 3 แต่เราเรียก higher
education มาตลอดเวลา ทำไมถึงเรียก higher อะไรมันทำให้ higher ในสมัยก่อนก็เชื่อว่า
อุดมศึกษา เป็นการสร้างบัณฑิต ตอนนี้ก็ยังเชื่ออยู่ ยังมีความจริงอยู่ เราไม่ได้ผลิตคนออกมา
เพื่อมีวิชาชีพเท่านั้น แต่ผลิตคนออกมาให้เป็นผู้นำของสังคม ผลิตออกมาให้เป็นบัณฑิต บัณฑิต
หมายถึงบุคคลที่รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้แจ้ง และสามารถที่จะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นตัว
ของตัวเอง เป็นบัณฑิตจริง ๆ ภาษาอังกฤษเขาเรียก liberal education การให้การศึกษาที่รอบ
ด้าน ที่มีความลุ่มลึก มีปรัชญา ฉะนั้น higher education ไม่ว่าจะเรียนแพทย์ วิศวะ บัญชี
เรียนอะไรก็ตาม ก็ต้องมีหลักวิชาที่ทำให้นักเรียนเป็นอย่างที่ว่า คือ liberal mind ในอเมริกา
เขาไปถึงขนาดที่เรียกว่า กว่าจะจบแพทย์ ต้องเอาปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์เสียก่อน 4 ปี
แล้วไปเรียนแพทย์ต่ออีก 4 ปี 8 ปีเข้าไปแล้ว จะเรียนกฏหมายก็ต้องปริญญาตรีสังคมศาสตร์
ก่อน 4 ปี แล้วไปเรียนกฎหมายอีก 2-3 ปีก็แล้วแต่ วิชาชีพจึงเป็นวิชาที่เพิ่มเติมเข้ามาจาก liberal
art แต่อเมริกาก็อเมริกา ทรัพยากรมากมายมหาศาล เราจะเอาอย่างอเมริกาไม่ได้ ทุกวันนี้เพราะ
ว่าเราเอาอย่างอเมริกา เราถึงผิดพลาด ควรจะเอาอย่างเดนมาร์ค ฝรั่งเศส หรือ อังกฤษ หรือเน
เธอร์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด แต่เราไปเอาอย่างอเมริกา เพราะว่าอเมริกามี
อิทธิพลหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันนี้ก็คือเรื่องของอุบัติเหตุทางด้านประวัติศาสตร์
         ที่ว่าอังกฤษฝึกให้นักเรียนมี liberal mind ในเวลาจำกัดได้นั้น ปริญญาตรีเขา 3 ปี
สมัยก่อน Honour Course เกียรตินิยม 3 ปี เท่านั้น ไม่ใช่ 4 ปี แต่ว่าเขาเรียนก่อนที่จะขึ้นถึง
ปริญญาตรีเขาได้ฝึกคนของเขาถึงระดับหนึ่งแล้วก่อนปริญญาตรี ฝรั่งเศสก็คล้าย ๆ กันอย่างนี้
ดังนั้นเราเองก็เช่นกันถ้าหากเราจะเพิ่มคุณภาพการศึกษา เราต้องมาเพิ่มคุณภาพให้เข้มข้นใน
ระดับม.ปลายของเราให้ได้ เพื่อว่าปริญญาตรีของเราก็คงรักษาไว้ซึ่ง 4 ปีอยู่ เพราะเรายังไม่
สามารถทำปริญญาอื่น ๆ ทางวิชาชีพมากไปกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ยังไม่มีสตางค์พอที่จะทำพอ
เหมือนอย่างอเมริกาได้ ยังต้องรักษาความเป็น 4 ปีของเราอยู่ขณะนี้ ฉะนั้นม.ปลายของเราต้อง
เข้มข้นให้มาก นี่คือคุณภาพที่ผมกำลังพูดถึง ก็จะมาถึงการปรับหลักสูตรใหม่ของ ม.ปลาย และก็
ของอุดมศึกษาด้วย ที่ผมอยากจะฝากไว้ว่ามันมีหลายข้อ แต่ที่สำคัญที่เป็นความปรารถนาทั้งหมด
ผมคิดถึงเรื่องของทักษะในการคิด (Thinking Skill) ที่คนไทยต้องฝึกให้มากยิ่งขึ้น
ไอคิวจะมีเท่าไรก็ตาม ผมเชื่อว่าไอคิวที่เรามีอยู่แต่ละคนสามารถจะฝึกให้ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่ง
ขึ้นได้ ซึ่งวันนี้ไม่มีเวลาที่จะพูดลึกลงไปว่ามีวิธีคิดได้กี่วิธีการ ทั้งเรื่องของ analytical skill ใน
การวิเคราะห์ ทั้งเรื่อง creative thinking skill การคิดแบบสร้างสรรค์ ทั้งเรื่องอื่น ๆ อีกมาก
มายที่เราจะต้องนำมาเป็นศาสตร์ของการที่จะสอนหนังสือให้แก่เด็กของเราให้ได้ เพื่อที่จะได้ก้าว
กระโดดไกลไปข้างหน้า เท่าเทียมกับประเทศต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่เราต้องปรับตัวของเราให้มากยิ่งขึ้น
ในเรื่องของการฝึกทักษะในการคิดของคน มันมีวิธีการซึ่งผมไม่มีเวลาที่จะบรรยายในที่นี้ ตามข้อ
สังเกตของผมวิธีการเรียนการสอนของฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกันไม่เหมือนกัน เยอรมันก็ไม่
เหมือนกัน แล้ววิธีการเรียนการสอนเหล่านี้ก็มีผลต่อการสร้างบุคลิกภาพของการคิดต่างๆ บุคคล
ชาติต่าง ๆ ทั่วโลก ท่านลองไปศึกษาเปรียบเทียบกันดู จะเห็นว่าแต่ละชาติมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน
มีวิธีแสดงออกไม่เหมือนกัน เหตุผลเพราะมาจากเรื่องการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล
ประถม มัธยม ฝึกไม่เหมือนกัน ก็มาจบด้วยการคิดที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก็เป็นสิ่งที่จะต้องเอาไป
คิดถึงเรื่องการทำหลักสูตรต่างๆ ฉะนั้นเรื่องของการวางแผนเรื่องคุณภาพให้ต่อเนื่องจึงมีความ
สำคัญมาก อุดมศึกษาที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่ว่า เดิมทีจัดขึ้นสำหรับคนกลุ่มน้อยที่มีไอคิวสูง ต่อ
ไปนี้ต้องจัดให้คนส่วนใหญ่จะทำอย่างไร ขณะเดียวกันปรัชญาเดิมที่ว่าอุดมศึกษาต้องสร้างบัณฑิต
ที่มี liberal mind ขณะเดียวกันก็จะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคมใหม่ที่ว่าจะต้อง
สร้างอาชีพใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นให้ได้ ในยุคสมัยใหม่นี้ เขาบอกว่าไม่ใช่ university แล้ว แต่จะเป็น
multiversity คือมีความหลากหลายในตัวเอง ความหลากหลายถ้าเราไม่ปล่อยให้ไร้ทิศทางเกิด
ความสับสน เราก็ต้องมีเอกภาพในความหลากหลาย ความมีเอกภาพในความหลากหลาย unity
in diversity เป็นสิ่งที่สร้างยาก ต้องเป็นคนที่มองทะลุปรุโปร่ง เราจะให้เกิด diversity แต่เรา
ต้องมี unity ด้วย ฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องพูดควบคู่กันไปตลอดเวลา แนวคิดของกระผมที่
เคยได้แสดงมาก่อนแล้ว คือว่า อยากจะสร้างระบบอุดมศึกษาในลักษณะที่ว่า ระบบสามชั้น
(three tier system) ชั้นแรกเป็นชั้นหลังมัธยมปลาย เป็นชั้นที่เราเรียกว่า วิทยาลัยชุมชน
(community college) เรียน 2 ปีเท่านั้นจบ ความจริงก็ไม่ใช่ความคิดใหม่เป็นความคิดที่เกิด
ขึ้นในอเมริกาซึ่งทำมาอยู่ตลอดเวลา คือวิทยาลัยชุมชนจะสอน 2 ปี แล้วก็จะมีภารกิจ 3 อย่าง
คือ 1) เรื่องของการสอนวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีหลากหลาย ของเราก็มีอยู่ในลักษณะหนึ่งที่เรียกว่า
วิทยาลัยอาชีวศึกษา แต่เราสอนเป็นระดับ ปวส. เน้นกรรมต่าง ๆ 5-6 กรรม แต่กรรมต่าง ๆ ใน
โลกนี้ไม่ได้มีเพียง 5-6 กรรมเท่านั้น ในโลกนี้มีเป็นร้อย ๆ พัน ๆ กรรม แต่ว่าเราเอาแค่ 5-6
กรรม ก็เป็นกรรมอยู่แล้ว ต่อไปต้องมีอีกหลาย ๆ กรรม วิทยาลัยชุมชนแตกต่างจากวิทยาลัย
อาชีวศึกษาตรงที่ว่า สอนหลากหลายวิชามากกว่าเฉพาะ 5-6 สาขาที่มีอยู่ พาณิชยกรรม คหกรรม
และพวกช่างต่างๆ เขาเรียก อุตสาหกรรม แต่ว่าวิทยาลัยชุมชนจะมีวิชามากมายที่สอนให้สอด
คล้องกับเรื่องของบริบทใหม่ของสังคม จะมีทั้งภาคอุตสาหกรรมภาคบริการต่าง ๆ เกิดขึ้น ฉะนั้น
วิทยาลัยชุมชนจะเป็นหนทางออกอันหนึ่ง สอน 2 ปี ขณะเดียวกันวิทยาลัยชุมชนก็ต้องเป็นบันได
ขั้นแรกไปสู่ระบบมหาวิทยาลัย 4 ปี เพราะว่าท่านคิดดูคนจะไม่มาเรียนวิทยาลัยชุมชนถ้าเขาไม่มี
หนทางที่จะไต่เต้าบันไดดาราขึ้นไปถึงปริญญาตรี ถ้าไปสกัดกั้นให้เขาจบแค่ ปวส. ให้จบแค่ 2 ปี
จบ แล้วก็ไม่มีทางต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่อังกฤษทำมาตลอดเวลา จะผิดพลาดหรือไม่ก็ไม่ทราบ
ปัจจุบันนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว อังกฤษนั้นมี technical college มี polytechnic ที่เดิมทีก็
สอนถึงแค่ 2 ปี แล้วก็จบ แล้วก็ต่อปีที่ 3 ปีที่ 4 ไม่ได้ ของมหาวิทยาลัย เป็น binary system
ระบบที่ควบคู่ขนานกันมา จะเข้าปริญญาตรีก็ปริญญาตรีไปเลย ถ้าคนจะเข้า technique หรือ
polytechnic หรือวิทยาลัยเทคนิคต่าง ๆ ของอังกฤษ ก็จบแค่ 2 ปี ก็ต่อปี 3 ไม่ได้ คือจบแค่
นั้นไปไม่รอด เส้นทางไม่ราบรื่นเหมือนอย่างของวิทยาลัยชุมชนของอเมริกาที่เมื่อจบปี 2 ของ
วิทยาลัยชุมชนแล้วจะต่อปี 3 ของมหาวิทยาลัยได้ นี่คือการสร้างบันไดขั้นแรกที่ไปสู่ three tier
system tier แรกคือวิทยาลัยชุมชน tier ที่สอง คือมหาวิทยาลัย 4 ปีเกิดขึ้นมา แล้วก็
มหาวิทยาลัยที่เรียน 6 ปี 8 ปีก็ว่ากันไป เน้นวิจัยเป็นหลัก ฉะนั้น three tier system คือ tier
ที่ 1 เป็นวิทยาลัยชุมชน 2 ปีแรก tier ที่สอง คือมหาวิทยาลัย 4 ปี และ tier ที่สามคือ เรื่อง
ของมหาวิทยาลัยที่เน้น research เน้นวิจัย และพัฒนาเป็นหลัก ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นระบบ 3
ระบบของเขา มหาวิทยาลัย 4 ปี จะต้องรับจากปี 2 ของวิทยาลัยชุมชนส่วนหนึ่ง และรับจาก ม.
6 ส่วนหนึ่ง เขาจะเน้นเรื่องของ teaching skill ของอาจารย์ผู้สอน เรียกว่า teaching
university มหาวิทยาลัยเหล่านี้ครูต้องสอนเก่ง แต่พอเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นวิจัยและปริญญาโท
และเอก อาจารย์ก็จะเก่งด้านวิจัย นี่คือภาพกว้าง ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงว่าวิธีที่จะสร้างความต่อเนื่อง
เป็นเครือข่ายต่อไป ต้องเข้าใจระบบใหญ่เสียก่อน เป็นระบบที่ต่อเนื่อง ผมพูดตลอดเวลาว่า
ราชภัฎเป็นมหาวิทยาลัย 4 ปี ต้องเน้นเรื่องของการสอนให้เก่ง ครูต้องสอนให้เก่ง เพราะว่าเด็กที่
มาสู่ราชภัฏหรือมาสู่วิทยาลัยชุมชนก็ดี อาจมาจากวงกว้าง และเป็นนักเรียนในภูมิภาคต่าง ๆ ดัง
นั้นอาจารย์ต้องสอนเก่ง ต้องมาเน้น pedagogy ของการสอนต่างๆ แล้วถ้าจะไปสร้างราชภัฎให้
ครบทุก 73 จังหวัด คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือสร้างเครือข่ายของการให้มีวิทยาลัยชุมชน
จังหวัดที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษา สร้างเครือข่ายเสียก่อน สร้างสาขาในระดับที่เป็นวิทยาลัยชุมชน
ขึ้นเสียก่อน เป็นวิทยาลัย 2 ปี และผลจากการที่จบวิทยาลัย 2 ปี ของบางส่วน บางส่วนเท่านั้นที่
มีคุณสมบัติที่จะเข้าต่อปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยได้ ก็รับปีที่ 3 เข้ามา ฉะนั้นถ้าหากมหาวิทยาลัย
ของเรารับทั้งปีที่ 1 ส่วนหนึ่ง และรับทั้งปีที่ 3 การรับนักเรียนปีที่ 3 จะช่วยให้มีการใช้สถานที่ใน
มหาวิทยาลัยได้เต็มสมบูรณ์แบบ เพราะสถานศึกษาในอุดมศึกษาของเรามักมีที่ว่างในระดับปีที่ 3
เสมอ นี่คือวิธีการทำให้น้ำเต็มตุ่มตลอดเวลา เป็นการใช้ศักยภาพของอาจารย์ของเราให้เต็มที่ นี่
คือวิธีการที่ทำให้เกิดศักยภาพของการใช้บุคลากรให้เต็มที่ ฉะนั้นวิธีการของ three tier system
เป็นระบบมหภาคที่ผมอยากเรียนเสนอไว้ เป็นระบบเครือข่ายกว้าง ๆ ก่อน

         มาถึงเรื่อง networking ในประเด็นที่ 2 ของเรา หรือว่านอกจากจะต้อง network ใน
ระบบทั่วไปแล้ว network ของแต่ละมหาวิทยาลัยต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่ว่า network ตรงนี้
ขึ้นอยู่กับศักยภาพของท่าน ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของแต่ละมหาวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับ resource
ของท่านเอง ว่าท่านจะผลักดันไปทางไหน ผมอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยทุกแห่งวิเคราะห์ตนเองว่า
mission หลักของท่านคืออย่างไร เช่น มหิดล เข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์
เทคโนโลยีต่าง ๆ ท่านต้องใช้ความเข้มแข็งของท่านเป็นหลักในการที่จะขยายเครือข่าย อย่าไปทำ
ทุกเรื่อง ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ทำทุกเรื่องผมไม่ทราบว่ามันจะถูกต้องหรือไม่ แล้วมันทำให้เกิด
ปัญหาตามมาหรือไม่ ถ้าทำอะไรไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของเรา มันทำให้เราไม่เจริญเติบโต
อย่างที่ควร ฉะนั้นจำเป็นต้องวิเคราะห์เอกลักษณ์ของตนเอง ว่าอะไรคือความเข้มแข็งของเรา แล้ว
ขยายฐานจากความเข้มแข็งตรงนั้น ไม่ใช่ขยายฐานจากความอ่อนแอของเรา เป็นความคิดที่อยาก
จะฝากไว้ตรงนี้ว่า ถ้าเราจะทำให้ความเข้มแข็งตรงนี้เกิดขึ้น ทำได้อย่างไร
         ประการที่สามคือ วิธีการสร้าง network มีหลายวิธี อาจจะสร้าง network แบบ
หลวม ๆ อย่างที่ว่าไว้แล้ว ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ ถ้าหากว่าเราจะสร้าง network ของระบบ
อธิการบดี เพื่อเป็นองค์กรที่จะต่อรองกับรัฐในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และในเรื่องของการที่
จะวางมาตรฐานของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศ เกิดจากการวางหลักการของ association
of university ต่าง ๆ เหล่านี้ จากเครือข่ายของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เหล่านี้ ผมอยากจะเห็น
เรื่องของการวางเกณฑ์มาตรฐานต่าง ๆ เหล่านี้จากที่มีการรวมตัวของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเครือข่าย
ของกันและกัน แล้วก็มาถึงเรื่องของการโอนหน่วยกิตที่จะตามมาอีก ตามระบบ พ.ร.บ.ใหม่นี้จะ
เปิดทางให้มีการโอนหน่วยกิตได้มากขึ้น ฉะนั้นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยต้องเกิดขึ้นก่อน ในการ
ที่จะโอนหน่วยกิตได้ แต่ถ้าหากท่านคิดไปไกลว่า การโอนหน่วยกิตต้องทำให้เกิดได้ทุก
มหาวิทยาลัย อาจจะเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีคือจัดกลุ่มของท่านก่อน จัดกลุ่มเป็นการเจรจาระหว่าง
มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยก่อน แล้วก็เจรจากันในเรื่องของการโอนหน่วยกิต ก็จะเป็นจุดเริ่ม
ต้นของการที่จะขยายเครือข่ายจากระหว่างมหาวิทยาลัย 2 แห่ง เป็น 3 แห่ง และ 4-5 แห่งตามมา
ก็จะเป็นเครือข่ายของการโอนหน่วยกิต และการวางมาตรฐานที่สอดคล้องต้องกัน นี่คือการจัดการ
ในระดับสูงระดับอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณที่จะต้องจัดสรรให้สภาของอธิการหรือ
องค์กร การรวมตัวของมหาวิทยาลัยมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการจัดสรรงบประมาณเหล่านั้น เรื่อง
ของการวางเกณฑ์มาตรฐานการเรียนการสอน เรื่องของการโอนหน่วยกิต จึงจำเป็นที่จะต้องมี
ระบบ networking อย่างที่เรียนไปแล้ว
         ประการสุดท้ายคือเรื่องการวาง network ในกลุ่มของท่านเอง ยกตัวอย่างของราชภัฎ ถ้า
หากวันหนึ่งราชภัฎแต่ละแห่ง 36 แห่ง เกิดเป็นนิติบุคคลขึ้นมา มีความเป็นอิสระแต่ละแห่งขึ้นมา
ผมก็ยังอยากเสนอให้เป็น consortium อยู่ อยากให้ราชภัฎทั้งหลายรวมเป็น network เดียวกัน
เป็นสมาพันธ์ของราชภัฎอยู่ ไม่อยากจะให้แตกเป็นแต่ละแห่ง แล้วต่างคนต่างพัฒนาไป ผมว่าอัน
นั้นจะเป็นความสูญเสียอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือในขณะที่เป็นอิสระมากขึ้น ก็ไปสูญเสียใน
เรื่องของการรวมกันเป็นหมวดหมู่ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล ทำ
อย่างไร ก็แล้วแต่จะคิด ไม่มีใครที่จะไปหยิบยื่นข้อเสนอแนะให้ใครได้ ขึ้นอยู่กับแวดวงของเราที่
จะคิดขึ้นมา ของคณาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยจะคิดขึ้นมา การสร้าง network มันมี 2 วิธีการ
วิธีการแรกคือ network ระดับหลวม ๆ ที่ว่านี้ แต่ว่าอีก network หนึ่ง คือ network ที่มี
ความหมดจด มีความสมบูรณ์แบบ ที่เราเห็นตัวอย่าง เช่น ของอเมริกาใน New York State of
University เป็นตัวอย่างของการจัด network ที่สมบูรณ์ที่สุด คือว่า มีทั้งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
ที่ว่ากับวิทยาลัยชุมชนเป็นเครือข่ายซึ่งกันและกัน เป็นวิทยาลัยชุมชนที่เป็นเครือข่ายซึ่งกันและกัน
ถ้าเรียกเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน เรียก NYSUT แต่ไม่ว่าเราจะเข้าวิทยาลัยชุมชนไหนใน
นิวยอร์คสเตท ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยทั้งหมด แล้วก็มีเครือข่ายที่โยงใยกันได้ จบ
วิทยาลัยชุมชนที่นี่ปี 2 เกรดถึงก็สามารถที่จะรับต่อไปได้ที่ปี 3 ของมหาวิทยาลัยได้ นี่คือการสร้าง
เครือข่ายที่จบเบ็ดเสร็จของตัวเอง มีทั้งวิทยาลัยชุมชน มีทั้งมหาวิทยาลัยเป็นเครือข่ายเดียวกัน
ของแคลิฟอร์เนีย CAL State University ก็เช่นเดียวกัน ที่ L. A. จะเป็นศูนย์กลาง แต่
campus ที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในรัฐของแคลิฟอร์เนีย จะมี campus ของ CAL State
University ทั่วไปหมดเลย และทุกแห่งถือว่ามีศักดิ์ศรีเท่ากัน เป็นมหาวิทยาลัยเท่าเทียมกันหมด
เป็น CAL State University เป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยที่รวมกลุ่มกันเป็นมหาวิทยาลัย ถ้า
กลับไปดูตัวอย่างของอดีตอันไกลแล้ว ออกซ์ฟอร์ดกับเคมบริดจ์ ออกซ์ฟอร์ดมี College
มากมาย เช่น เบเลี่ยนส์คอลเลจ เซ็นต์จอห์นคอลเลจ ฯลฯ แล้วการเข้าออกซ์ฟอร์ดไม่ได้เข้า
Oxford University แต่เข้าวิทยาลัย วิทยาลัยเป็นคนรับ ลงทะเบียนให้เรา แล้วเราต้องสังกัด
วิทยาลัยนั้น แล้วเราต้องเรียนกับอาจารย์ที่อยู่วิทยาลัยนั้น อาจจะไปฟังเลคเชอร์ที่ไหนก็ได้ แต่
เวลาให้ปริญญา Oxford University เป็นคนให้ปริญญา ไม่ใช่ college ให้ แต่ Oxford
University ให้ปริญญา นี่คือเครือข่ายแบบดั้งเดิมที่ทำมาแล้ว college ทั้งหมด เป็น
collegium ทั้งหมด ฉะนั้นก็มีรูปแบบของการสร้างเครือข่ายมากมายที่จะทำให้เกิดขึ้น

         ผมก็พูดมาในลักษณะกว้าง ๆ ไว้ก่อน ว่าการสร้างเครือข่ายให้เกิดโอกาส เป็นการเพิ่ม
และกระจายโอกาสทางการศึกษา ผมคิดว่าผมก็ได้พูดมาอย่างสั้น ๆ ครบกระบวนการแล้วว่าที่ทำ
เครือข่ายกันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ขยายโอกาสทางการศึกษา อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อจะวางเกณฑ์
มาตรฐานให้มีความเสมอภาคกัน อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการที่จะโอนหน่วยกิต
กันให้ได้ แล้วอีกส่วนหนึ่งคือเพื่อให้เกิดเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย (Unity in Diversity)
ที่ผมพูดเมื่อสักครู่ นี่คือสิ่งที่ทำขึ้นมาด้วยเหตุผลดังที่เรียนไปแล้ว ฉะนั้นก็อยากจะจบการชี้แจง
หรือการเสนอความคิดเห็นแต่เพียงเท่านี้

Bar_ob.jpg (2875 bytes)
Bbhome.gif (7530 bytes)
Bar_ob.jpg (2875 bytes)

Copyright @2000  Ministry of Education, THAILAND.
ที่มาของข้อมูล :
สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล  พัฒนา และนำเสนอ : นางสายพิณ เชื้อน้อย (4 เม.ย. 2543)
หน่วยงาน :   กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643  โทรสาร  281-8218   

ปรับปรุงข้อมูล :...........
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th