|
![]() ดร. วิชัย ตันศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ |
การดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูนั้น ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 นับถึง ปัจจุบันเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้ให้เงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งมาเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้จำนวน 500 ล้านบาท และต่อ มาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 ได้จัดสรรเพิ่มเติมให้อีก 100 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาาจัดตั้งเป็น เงินทุนหมุนเวียนเพื่อ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู และนายอาคม เอ่งฉ้วน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะ นั้นก่อนที่ผมจะมาดำรงตำแหน่งนี้แทนได้ดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 โดยนำ เงินทุน หมุนเวียนฯ ไปจัดสรรให้ครูกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 6 ต่อปี ผ่อนชำระคืนระยะยาว (96 งวด) โครงการ เงินทุนหมุนเวียนฯ นี้ เป็นโครงการที่จะช่วยเหลือกลุ่มข้าราชการครูที่มีปัญหา ความเดือดร้อนเรื่องภาระหนี้สิน ทั้งประเภทหนี้ฉุกเฉิน และหนี้สินที่เป็นหนี้ร้อน ซึ่งสามารถให้ ความช่วยเหลือครูได้ในจำนวนหนึ่ง และขณะนี้เงินที่ได้จัดสรรให้ครูกู้ยืมไปนั้น ได้หมุนเวียน กลับเข้ามาจำนวนหนึ่งแล้วในรูปการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งสำนักงาน ก.ค. ในฐานะผู้รับ ผิดชอบดำเนินงาน เงินทุนหมุนเวียนฯ จะได้นำเงินที่หมุนเวียนกลับเข้ามานี้ไปจัดสรรให้ข้าราชการ ครูได้กู้ยืมต่อไปอีก เนื่องจากการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก การดำเนินการ โดยโครงการที่ใช้เงินงบประมาณจากรัฐบาลฝ่ายเดียว คงจะไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่าย มากมายหลายเรื่อง ทั้งโครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากถึง 28,000 ล้านบาท ให้นักเรียน-นักศึกษากู้ยืม ซึ่งกลุ่มนี้ก็มีจำนวนหลายแสนคน โดยเรื่องนี้เป็นนโยบาย สำคัญของรัฐบาลที่พยายามแก้ไขในเรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้รัฐบาลยังต้อง ใช้เงินอีกจำนวนมากในการช่วยเหลือประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความยากจน แก้ไขเรื่องนักเรียน ออกกลางคันในระหว่างระยะเวลาของการศึกษา หรือแม้แต่กลุ่มคนที่ไม่มีงานทำ รัฐบาลก็ต้องใช้ เงินจำนวนมากในการให้ความช่วยเหลือ ฉะนั้นผมจึงคิดจะหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินนี้ เป็นการถาวร มีฐานของการปฏิบัติที่ค่อนข้างถาวร และอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง จึงได้เจรจากับ ธนาคารออมสิน ตามหลักการที่ท่านอาคม เอ่งฉ้วน ได้ให้มาก่อนแล้ว ในที่สุดก็สามารถเจรจา ตกลงร่วมกับธนาคารออมสินได้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2542 โดยตั้งชื่อโครงการที่จะดำเนินการ ร่วมกันว่า โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครู ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการนำร่องที่จังหวัดแพร่ ใน เดือนพฤศจิกายน 2542 และที่จังหวัดร้อยเอ็ดนี้เป็นแห่งที่สอง ผมอยากจะเรียนว่าโครงการนี้มีความแตกต่างจากโครงการที่ใช้เงินงบประมาณหลาย ประการ ดังนี้ 1. เงินของโครงการนี้เป็นเงินของสถาบันการเงินคือ ธนาคารออมสิน ไม่ใช่เงินของรัฐบาล จึงต้องมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ในเรื่องของดอกเบี้ย ที่จะต้องจ่ายคืนให้แก่ผู้ที่นำเงินมาฝากไว้ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเป็นเงินของธนาคาร ก็ย่อมเป็นหลักประกันว่า จำนวนเงินที่จะนำมาให้ครู กู้ยืมนั้น มีจำนวนมากมายไม่จำกัด ถ้าหากการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไข 2. โครงการนี้เป็นโครงการของไตรภาคี เป็นการตกลงร่วมกันของ 3 ฝ่าย คือ กระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารออมสิน และกลุ่มผู้แทนครู (ชมรมครู-สมาคมครู) โดยแต่ละฝ่าย จะต้องทำหน้าที่ของตนตามข้อตกลงร่วมกัน นั้น 3. โครงการนี้มีเงื่อนไขสำคัญ คือ ครูต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มสมาคม เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ สินของสมาชิกในกลุ่ม ในมีกิจกรรมร่วมกัน มีการประกันร่วมกัน ว่าเราจะมีแนวปฏิบัติอย่างไรที่ถูก ต้อง โดยจะมีการกำหนดวิธีการใหม่และหลักเกณฑ์ในการดำเนินการเรื่องนี้ 4. โครงการนี้ชื่อ สินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครู ซึ่งต้องดูว่า หลักการใหม่ ปรัชญา แนว ทางการดำเนินชีวิตใหม่ จะเป็นอย่างไร เพื่อให้ครูได้มีการพัฒนาชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวครูเองและ ผู้นำทางการศึกษาต้องใส่ใจและปลูกจิตสำนึกของครูอยู่เสมอว่า ครูมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ผมจะเรียนเพิ่มเติมว่า แนวคิดของพวกผม เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างมีคุณค่าอยากให้ท่าน ได้ลองไตร่ตรองดูว่า เราจะเปลี่ยนค่านิยมใหม่ของครูเราได้อย่างไร ในเรื่องการประหยัดอดออม ปัญหาหนี้สินโดยทั่วไปไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศยากจน จะไม่มีใครเอาเงินไปให้คนยากจนยืม เพราะเขากลัวจะใช้คืนไม่ได้ จึงเห็นได้ว่าประเทศที่มีหนี้สินมักจะเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะพัฒนา แล้ว เริ่มมีเงินบ้างแล้ว ถ้าจนจริง ๆ จะไม่มีหนี้สิน แต่พอเริ่มมีเงินเดือนดีขึ้น เริ่มมองเห็น โอกาสของฐานะดีขึ้น เราจึงเริ่มหยิบยืม ขณะเดียวกันก็มีคนให้ยืม เพราะเขาเชื่อว่าเราจะผ่อน ส่งใช้คืนเขาได้ หนี้สินจึงเกิดกับคนที่กำลังจะมีเงิน ถ้าเราจนจริงๆ จะไม่มีใครเอาเงินมาให้เรายืม ฉะนั้นอยากให้เข้าใจตรงกันว่ากลุ่มคนที่กำลังจะมีเงิน ประเทศที่กำลังจะมีเงินเขาจึงจะเอาเงินมา ให้ยืมก็เลยเป็นหนี้เป็นสินกัน แต่ปัญหาของเราก็คือเราจัดการหนี้สินกันไม่เป็น เบนจามิน แฟรงค์กิน เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนอเมริกัน โรงเรียนในอเมริกา จะให้นักเรียน ทุกคนอ่านประวัติชีวิตของเขา ซึ่งแนวคิดของเบนจามิน แฟรงค์กิน เป็นแนวทางประพฤติ ปฏิบัติของคนอเมริกันโดยทั่วไป พอสรุปได้ดังนี้ 1. เวลาคือเงิน (Time is money) เวลาคือเงินหมายความว่าอย่างไร สมมุติว่าวัน หนึ่ง ๆ เราทำงาน 10 ชั่วโมง ๆ ละ 10 บาท ได้เงินวันละ 200 บาท แต่ถ้าบางคนบอกว่าตน เป็นคนมักน้อย มีชีวิตที่เรียบง่าย มีค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเพียง 50 บาท ฉะนั้น ทำงานเพียงวัน ละ 5 ชม. ได้เงิน 100 บาท ก็เพียงพอแล้ว เพราะใช้เงินเพียงวันละ 50 บาท กรณีเช่นนี้ เบนจามิน แฟรงค์กิน บอกว่านั่นคือ ความผิดพลาด เพราะถ้าทำงานวันละ 5 ชั่วโมง ได้ 100 บาท อีก 5 ชั่วโมง ไม่ทำงาน ก็เท่ากับเสียไปอีก 100 บาท รวมกับที่จ่ายประจำวัน 50 บาท ก็ เท่ากับว่าท่านสูญเสียเงินไปวันละ 150 บาท นี่คือ ความหมายของเวลาคือเงิน ท่านเองมีเวลา มากในแต่ละวัน นอกจากสอนหนังสือ 5 ชั่วโมงแล้ว ยังมีเวลาเหลืออีกที่จะหาเงิน เมื่อเราไม่คิด ว่า Time is money เราจึงปล่อยให้เสียเวลาไปโดยไม่ได้พอกพูนทรัพย์สมบัติเท่าที่ควร หลัก ของเบนจามิน แฟรงค์กินนี้เป็นหลักที่ชาวตะวันตกใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เขายิ่งใหญ่เป็นมหา เศรษฐีกันมากมาย เพราะเขาคิดว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่พวกเราชาวตะวันออกกลับเห็นว่า เวลาไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไร นัดพบตอนเช้า ผมไปคอยตั้งแต่ 9.00 น. ได้พบกัน 11.00 น. เสียเวลาไปถึง 2 ชั่วโมง ไม่ได้ทำอะไร แต่คนตะวันตกว่า Time is money เวลาสำคัญมาก นี่ คือ spirit ของระบบทุนนิยมที่ทำให้เขาสามารถร่ำรวยได้ด้วยหลักนี้ 2. การได้รับความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับนับถือคือเงิน (Credit is money) การ ที่เรามีเครดิต คือการที่มีคนเคารพนับถือและเชื่อมั่นในตัวเรา เชื่อมั่นว่าเราจะใช้หนี้คืน จึงยอม ให้ยืม บางคนเอาเงินมาฝากเราเฉย ๆ เช่น พวกยิวมีคนเอาเงินมาฝาก เพราะเชื่อว่าคนยิวมี เครดิต เชื่อถือได้ จะเอาเงินคืนพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ก็ได้ทันที พวกคนยิวจึงมีคนเอาเงินมาฝากตลอด เวลา เมื่อมีเงินมาฝากก็นำเงินฝากนั้นไปออกดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นเครดิตคือเงิน ความไว้เนื้อ เชื่อใจซึ่งกันและกัน คือ เงิน และที่ท่านยืมได้ก็เพราะท่านมีเครดิต เครดิตของท่านคืออะไร ก็ คือเงินเดือน เพราะท่านเป็นข้าราชการ ได้รับเงินเดือนทุกเดือน ถ้าคนเราขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีใครเชื่อมั่นเรา ก็คงไม่มีใครเอาเงินมาให้เรายืม ดังนั้นท่านต้องตรงเวลาในการใช้คืน เมื่อไร ที่ท่านใช้เงินคืนไม่ตรงเวลา เมื่อนั้นเงินก็ไม่มา Credit is money จึงเป็นหลักหนึ่งของผู้ที่จะ เป็นเศรษฐี 3. เงินทำให้เกิดเงินเสมอ มีเงินมากเท่าไรก็ยิ่งมีเงินมากขึ้นต่อไปอีก ยิ่งคนมีทุนมากก็ ยิ่งร่ำรวยมาก มันเป็นหลักของเงินต่อเงิน 4. ถ้าเราเป็นคนที่จ่ายเงินทันเวลา เราจะนั่งอยู่ในจิตใจของผู้จ่ายเงิน ถ้าหากท่านใช้เงิน แก่เจ้าหนี้ตามเวลาท่านจะครองใจเขาได้ เช่นกันถ้าเขาให้คนที่ขยันขันแข็งยืมเงิน เจ้าหนี้เขาจะ สบายใจว่าคนที่เป็นลูกหนี้เรานี้ เป็นคนขยัน แน่นอนได้เงินคืนแน่ แต่ถ้าเจ้าหนี้เห็นลูกหนี้วัน ๆ ไม่ทำอะไรไปกินเหล้าเมายา ไปตีบิลเลียด อย่างนี้เขาก็กลุ้มใจ คิดว่าไม่มีทางได้เงินคืน หนี้สูญ แน่นอน ฉะนั้นคนที่ขยันขันแข็ง มีงานทำ มีความมานะอุตสาหะ เจ้าหนี้เขาสบายใจ อยากให้ ยืมเงินเพราะเห็นว่าน่าเชื่อถือได้ 5. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย พวกเรามีเงินก็จริงแต่ใช้เงินไม่เป็น เราจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ หลาย ๆ อย่าง เรานึกว่ามันน้อย การที่จะรู้ว่าเราคุมเงินได้หรือไม่ ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทุกวัน วันนี้รับเท่าไร จ่ายเท่าไร หักลบกลบหนี้แล้ว คงเหลือเท่าไร อย่างนี้จึงเรียกว่าควบคุม บัญชีรายรับรายจ่ายได้ แต่พวกเราไม่เคยสอนลูกหลานหรือนักเรียนของเราให้เขารู้จักทำบัญชีราย รับรายจ่าย เขาจึงใช้จ่ายเงินเกินตัว เราจึงต้องเป็นคนที่คิดบัญชีเป็น ถ้าเราต้องผ่อนส่ง จะส่ง เท่าไร แล้วจะเหลือเท่าไร ถ้ามีเหลือน้อย จะไปหาเงินเพิ่มได้อย่างไร หลักของการมีเงินก็คือ ลดค่าใช้จ่าย-เพิ่มรายได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงตั้งชมรมขึ้นมาช่วยกัน คือ จะใช้จ่ายอย่างไร และจะ เพิ่มรายได้อย่างไรในครอบครัวของเรา ซึ่งถ้าเราเอาหลักนี้มาคิด การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเราก็ จะถาวร ธนาคารออมสินจะยินดีให้เงินยืมตลอดเวลา ถ้าเราใช้หลักการนี้ และสามารถแก้ปัญหา หนี้สินของเราได้ เราก็สามารถจะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งของเรา นอกจากนี้เราควรจะสอน นักเรียนของเราให้เป็นเด็กที่รู้จักการใช้จ่ายอย่างประหยัด และใช้หลักการที่ได้กล่าวมาทั้งหมด เป็นหลักในการดำเนินชีวิตต่อไป การสอน เราให้การศึกษาแก่คน เราให้ได้เฉพาะความรู้ เราไม่ได้สอนให้เขารู้จักครองชีวิต ตรงนี้คือข้อผิดพลาดของเรา สิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วเป็นหลักทั่วไป ซึ่งจะต้องมีการพูดกันถึงราย ละเอียดต่อไปว่า ชมรมที่ท่านจัดตั้งขึ้นจะมีกิจกรรมอะไร อย่างไร ที่จะทำให้เกิดการพอกพูน ทรัพยากรของท่าน ธนาคารออมสินจะมีบทบาทอย่างไรบ้างในการดำเนินการเรื่องนี้ สำนักงาน ก.ค. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะมีบทบาทอย่างไร ในยุคโลกาภิวัตน์ ยุคของกระแสใหม่เป็นยุควัตถุนิยม เป็นธรรมดาที่เรายากจนมานาน เราก็จำเป็นต้องมีปัจจัยสี่ จำเป็นต้องมีเงินทองที่จะมาดำเนินชีวิตให้อยู่ได้ ขณะเดียวกัน ประเทศตะวันตกเขามีความเฉลียวฉลาดมากกว่าเรา ก็คิดโครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาให้เรา ไม่ว่าจะ เป็นเรื่อง คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนท และอื่น ๆ อีกมากมาาย แล้วก็ชักชวนให้เราเข้าโครงการ ก็ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ มากมาย โครงการต่าง ๆ ที่ฝรั่งคิดขึ้น เราคนไทยต้องจ่าย ตลอดเวลา ค่าใช้จ่ายของเรามากขึ้นทุกวัน เพราะเขาบอกว่าถ้าจะให้ทันสมัย ให้การศึกษาดีขึ้น ต้องเอาเทคโนโลยีมาใช้ และทุกครั้งที่เราเอาเทคโนโลยีเขามาใช้ เราก็จ่ายเงินให้เขาตลอดเวลา เพราะฝรั่งเขาฉลาดรู้จักวิธีตกปลากระพงด้วยกุ้งฝอย ดังนั้นเราจึงต้องพยายามที่จะสร้าง เทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อจะพึ่งตนเองให้ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรง ตระหนักในเรื่องการพึ่งตนเอง และได้ทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็น ว่าความวิริยะ อุตสาหะ ความขยันขันแข็งจะเป็นทางรอดของสังคมไทย เพราะว่ามหาชนกนั้น เมื่อเรืออับปางอยู่ในมหาสมุทร ว่ายน้ำอยู่ 7 วัน 7 คืน ยังมองไม่เห็นฝั่งเลย ชีวิตคนเราก็เหมือน กัน ใช่ว่าจะเห็นฝั่งเสมอไป ใจเราสู้ทุกวัน สู้ตลอดเวลา วันหนึ่งก็เห็นฝั่งเอง ชีวิตท่านก็เช่นกัน ท่านอาจจะมองไม่เห็นฝั่งในวันนี้ แต่ขอให้ท่านสู้ต่อไป ก็จะเห็นฝั่งเอง เพราะถ้าเราขยันขันแข็ง เราต่อสู้ก็จะมีคนเห็นใจมาเชียร์และมาให้กำลังใจ ดังนั้นเราต้องช่วยตนเองก่อน นี่แหละคือสิ่งที่ เรียน ว่ามีหนทางไปรอด และก็ต้องยึดปรัชญาเป็นหลักการเบื้องต้นก่อนแล้วเอาหลักการเงินที่ จะเป็นเงินมาช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นหลักที่สอง ฉะนั้นหลักแรก คือ เปลี่ยนแนวคิดการครองชีวิต เสียก่อน และหลักที่สองคือ เรื่องของการใช้เงินจากธนาคารออมสินมาช่วย ต้องคิดอย่างนั้น เราถึงจะไปรอด โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครูนั้น เป็นโครงการเพื่อพัฒนาชีวิตจริงๆ สิน เชื่อเป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาชีวิต นี่คือแนวคิดแบบใหม่ที่ผมอยากฝากไว้ ดอกเบี้ยที่ธนาคารออม สินคิดเป็นราคาถูกที่สุด ในหลักของการดำเนินการของธนาคาร ถ้าหากเราทำงานมีเครดิตเป็นที่ เชื่อถือได้ ผ่อนส่งให้ตามเวลา ไม่มีการบิดพลิ้ว ก็ยังสามารถจะลดดอกเบี้ยได้อีก และจำนวน เงินก็ไม่จำกัด โดยเริ่มต้นโครงการที่จังหวัดแพร่และร้อยเอ็ด และจะดำเนินการในจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป โครงการของธนาคารออมสินก็มีส่วนช่วยครูจำนวนหนึ่งที่มีความเดือดร้อนมาก และอาจจะ มีผลต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ในการลดดอกเบี้ย เพื่อให้ครูส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้ได้ลืมตาอ้าปากบ้าง นี่ คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ขอฝากความหวังไว้กับพวกเราทุกคนตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมขอ ให้ทุกคนมีความสุข มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติงานของท่าน เป็นครูที่ดี และเป็นที่พึ่งของลูกหลาน ต่อไป |
|
Copyright @2000
Ministry of Education, THAILAND. |
|