title_queen.jpg (13885 bytes)

              สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี   เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2543   นายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่า
ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้มีพระราชดำรัสในที่ประชุมสมาคม ณ ศาลาดุสิตาลัย  
พระตำหนักจิตรลดาหโรฐาน  เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  2543 ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนข้าราชการ
พ่อค้า ประชาชน นิสิตนักศึกษา และนักเรียนเข้าเฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในมงคลสมัยเฉลิม
พระชนมพรรษา นั้น โดยมีประเด็นรับสั่งบางเรื่องเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติและประชาชน  
นายกรัฐมนตรีจึงให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำประเด็นดังกล่าวหารือคณะณับมนตรี เพื่อกำหนดแนวทาง
และวิธีปฏิบัติในการสนองพระราชดำรัส
             เลขาธิการคณะรัฐมนตรีรายงานว่า ภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการดำเนินการสนองพระราชดำรัส
แยกได้เป็น  2  ประการ คือ

               1. เรื่อง  ป่าไม้ชายเลน

               พระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยปัญหาป่าไม้ชายเลนของประเทศ เพราะป่าไม้ชายเลน เป็นทรัพยากร
ธรรมชาติอันมีค่ายิ่ง เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติของสัตว์น้ำนานาชนิด และเป็นแหล่งกำเนิดความหลากหลาย
ทางชีวภาพ อันได้แก่ สมุนไพรและพืชพันธุ์ต่าง ๆ ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวนับวันมีแต่จะรุนแรงขึ้น เพราะมีผู้
ลักลอบหักร้างถางพงและบุกรุกเข้าไปทำลายหรือใช้ประโยชน์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่เสมอ ใน พ.ศ.2504
เคยมีการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีป่าไม้ชายเลนประมาณ 2.3 ล้านไร่ แต่มาถึง พ.ศ.2539 กลับเหลือเพียง
1.05 ล้านไร่ ความจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ป่าไม้ชายเลนในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งกำเนิดพืชพันธุ์
ธัญญาหารดังกล่าว แต่ยังมีความจำเป็นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่รัฐและชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมกันอนุรักษ์
ในฐานะทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีกรณีต่างประเทศยกเอาการที่ราษฎรบุกรุกทำลายป่าไม้
ชายเลนเพื่อเลี้ยงกุ้งและปลาเป็นสาเหตุกีดกันทางการค้าหรือปฎิเสธไม่ซื้อผลผลิตทางเกษตรของไทย หากเรา
ยังปล่อยให้มีการทำลายหรือลดพื้นที่ป่าไม้ชายเลน

                   รัฐบาลทุกสมัยได้ตระหนักปัญหานี้ และเคยมีมติคณะรัฐมนตรีหลายมติที่ส่งเสริมการอนุรักษ์
ป่าไม้ชายเลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมติณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 เรื่อง การอนุรักษ์ป่าไม้ชายเลน
และปะการัง สาระสำคัญของมติดังกล่าวคือ การห้ามราษฎรบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ชายเลน และห้ามการอนุญาต
ให้ส่วนราชการหรือผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ชายเลน หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งก็ให้ขออนุมัติคณะ
รัฐมนตรีเป็นราย ๆ ไป ซึ่งในทางปฎิบัติคณะรัฐมนตรีมักไม่อนุมัติ เว้นแต่เป็ฯการใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยเพื่อ
ประโยชน์สาธารณะและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้กระนั้นก็ยังตงมีปัญหาราษฎรบุกรุกอยู่บ้างในบางพื้นที่ซึ่ง
กลายเป็นปัญหาสังคม และการเมือง เช่น มีผู้นำมาอ้างเป็นสาเหตุชุมนุมประท้วงรัฐบาลเรียกร้องให้ออกเอกสาร
สิทธิ ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายป้าไม้แห่งชาติ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณาปัญหานี้
อย่างจริงจังทั้งระบบแล้ว และได้เสนอมาตรการป้องกันการบุกรุกทำลายและการรักษาป่าไม้ชายเลนมาให้คณะ
รัฐมนตรีพิจารณาแล้ว โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้
กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งสำรวจตรวจสอบสถานการณ์ป่าไม้ชายเลนเป็นการด่วนด้วยแล้ว

                   2. เรื่อง  ธนาคารสมอง (Brain Bank)

                  โดยที่มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่อง ธนาคารสมอง โดยการนำข้าราชการที่เกษียณแล้ว แต่ยังมี
ความรู้ความสามารถมาช่วยงานของทางราชการ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลมีนโยบายอยู่แล้วสองประการ คือ การส่ง
เสริมกูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน และการส่งเสริมภูมิปัญญาทรัพยาการบุคคลที่เกษียณอายุหรือ
พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ประจำในภาครัฐหรือภาคเอกชน   ดังนี้
                      2.1 การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน รัฐบาลได้ส่งเสริมให้ราษฎรใช้ภูมิ
ปัญญาไทยในท้องถิ่นพัฒนาขีดความสามารถและฝีมือในการค้นคิดประดิษฐ์ดัดแปลงส่งของเครื่องมือเครื่องใช้
ต่าง ๆ อยู่แล้ว โดยผ่านทางกระทรวงพานิชย์ (งานหัตถกรรมไทย) กระทรวงอุตสาหกรรม (งานอุตสาหกรรม
ขนาดกกกลางและขนาดย่อม หรือ SME) กระทรวงศึกษาธิการ (งานช่างสิบหมู่) กระทรวงมหาดไทย
(งานพัฒนาชุมชน) และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม(งานแรงงานฝีมือและประชาสงเคราะะห์)
แต่ที่นับว่าได้ผลดียิ่งเกิดจากความร่วมมือของภาคเอกชนที่ไดัเข้าไปแนะนำการพัฒนาอาชีพต่าง ๆ รวมทั้ง
หาตลาดให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเป็นผู้นำของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งทำให้
ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจักสาน แกะสลัก ถมและเจียระไน ปรากฎเด่นชัดช่วยสืบสานมรดกวัฒนธรรมอัน
ทรงคุณค่าของชาติ และเพิ่มรายได้แก่ราษฎรนอกฤดูการเกษตรเป็นอย่างดี
                      2.2   การส่งเสริมภูมิปัญญาบุคคลที่เกษียณอายุแล้ว รัฐบาลตระหนักดีว่าบุคคลดังกล่าวยังคง
เป็นททรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่า วันเวลาที่ผ่านไปยาวนาน ทำให้บุคคลเหล่านี้สั่งสมประสบการณ์ไว้มาก
หากนำมาผสมผสานเข้ากับความคิดริเริ่มของคนรุ่นใหม่ ก็จะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้อย่าง
มีระบบ และมีการถ่วงดุลย์ระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่

back_article.jpg (3472 bytes)


Copyright & copy; 1999 MOENet Thailand Service
ที่มาของข้อมูล : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร.0205/ว 106
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : นางสาวสุนันทา ศรีดากุล  ( 21 ก.ย 2543)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล     กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644 Fax. 281-8218
website@emisc.moe.go.th