qua.jpg(4476 bytes)

มัณฑนา ศังขะกฤษณ์
ที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ

b-bar.gif (2733 bytes)

          การศึกษาภาคบังคับเป็นระดับการศึกษาที่จำเป็นที่สุดของคนไทย จึงต้องใช้คำว่า  “บังคับ”เขียนไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ    และยังต้องมีกฎหมายลูกที่กำลังยกร่างกันอีก    เพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่า ระดับใดเป็นการศึกษาภาคบังคับ   และจะบังคับทั้งฝ่ายผู้จัดฝ่ายผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างไรนอกจากนั้นในการจัดการศึกษาต่อไปนี้ยังต้องจัดการเรียนรู้แบบที่เด็กมีความสำคัญสูงสุด    ซึ่งต้องมีแนวทางการจัดที่หลากหลายตามความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน   ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของประเทศที่เป็นอยู่นี้  ฝ่ายผู้จัดจะให้บริการผู้เรียนได้ทั่วถึง และที่สำคัญจะจัดให้มีคุณภาพได้อย่างไร

          กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยหลัก      ในการจัดการศึกษาภาค บังคับสำหรับเด็กไทยโดยมีองค์กรอื่นร่วมจัดด้วยได้แก่เทศบาล กรุงเทพ มหานครและอื่น ๆเดิมการศึกษาระดับนี้กำหนดไว้เพียงหกปี   ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่  1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 แต่ละปีรัฐบาลจัดสรรงบ ประมาณ   เพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก โรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ไม่นับรวมโรงเรียนเอกชน)     ตั้งกระจายอยู่ทุกตำบลทั่วประเทศ  เพื่อ ให้บริการแก่เด็กในเขตชนบทซึ่งเป็นนักเรียนวัยการศึกษาภาคบังคับกลุ่ม ใหญ่ที่สุด โรงเรียนเหล่านี้รับผิดชอบจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา   ผู้เรียนไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงการศึกษาเพราะเป็นการจัดบริการแบบให้เปล่า แม้มีบางส่วนที่จัดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ ผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สูงขึ้น แต่รัฐบาลก็จัดงบประมาณชดเชยเงินบำรุงการศึกษาให้

          นักเรียนกลุ่มนี้มีความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวันหลายรายการ  แต่บิดามารดา   หรือผู้ปกครองไม่สามารถจัดหาให้ได้ เพราะส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ และสังคม อาศัยอยู่ในชุมชนที่ขาดความพร้อม   ด้านโครงสร้างพื้นฐาน    ขณะที่ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ เพื่อจัดสรรได้เพียงบางรายการ     อาทิ นักเรียนระดับประถมศึกษาได้รับ เป็นค่าแบบเรียนค่าสมุด-ดินสอ   ค่าเครื่องแบบนักเรียนค่าอาหารเสริม (นม)  ค่าอาหารกลางวันค่าพาหนะให้นักเรียนที่เดินทางลำบากทุนการศึกษานักเรียนที่อยู่ห่างไกลและชายแดน  การให้บริการสุขภาพค่าเวชภัณฑ ์ และผงฟลูออไรด์   รวมทั้งค่าเครื่องช่วยฟังสำหรับนักเรียนพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ   นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้รับ เป็นค่าแบบเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน เงินชดเชยบำรุงการศึกษา และการให้บริการสุขภาพ

          แม้ว่าแต่ละปี    รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเหล่านี้    ให้แก่ กระทรวงศึกษาธิการเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท   และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ    แต่ก็ยังไม่สามารถสนองความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน   ให้แก่นักเรียนได้ทุกรายการ   ยิ่งไปกว่านั้น รายการต่าง ๆ  ที่งบประมาณดังกล่าวจัดไว้ ก็ยังไม่สามารถให้นักเรียนได้ครบทุกคนทุกรายการ       จึงเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาความขาดแคลนให้แก่    นักเรียนบางกลุ่มที่มีอยู่ในสังคมเท่านั้น   และหากจะต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ  เก้าปีแบบให้เปล่า อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ ก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

         พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542   ได้กำหนดให้ขยายการศึกษาภาคบังคับจากเดิม    หกปี เป็นเก้าปีไว้ในมาตรา  17   พร้อมทั้งกำหนดแนวการจัดการศึกษา   โดยเฉพาะการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ในมาตรา 24 ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการดังนั้น นับแต่นี้ไปนักเรียนทุกคนจะต้องได้รับบริการทางการศึกษาโดย
          1)ได้เรียนรู้เนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดตามความแตกต่างของแต่ละคน
          2) ได้ฝึกทักษะ กระบวนการคิด   การจัดการ   การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้ไปใช้เพื่อป้องกันและแก้ไข
ปัญหา
          3) ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
          4) ได้เรียนรู้โดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
          5) ได้เรียนรู้โดยผู้สอนจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
และมีความรอบรู้   รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและนักเรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อม
กันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
          6) ได้เรียนรู้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่ โดยมีการประสานความ
ร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ

          อย่างไรก็ตาม    ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ ได้กำหนดไว้ในมาตรา 58    ให้มีการระดมทรัพยากร  และการลงทุน  เพื่อใช้จัดการศึกษาทั้งจากรัฐ    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว   ชุมชน   องค์กรชุมชน   เอกชน   องค์กรเอกชน  องค์กร วิชาชีพสถาบันศาสนา    สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และต่างประเทศด้วย   เนื่องจากตระหนักถึงปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐจึงจำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้ามามีส่วนร่วม
อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น

          ดังนั้น   เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดบริการทางการศึกษาได้ตามภารกิจที่กฎหมายกำหนด  จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้    พร้อมทั้งต้องจัดทำระบบ   ข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณสนองความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นของนักเรียน ได้ตามเกณฑ์ความเพียงพอ   ความเสมอภาคและความยุติธรรม อีกทั้งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ   การเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในชุมชน   เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการโรงเรียน โดยเฉพาะการร่วมวางแผน ตัดสินใจ และตรวจสอบการบริหารจัดการงบประมาณ อย่างจริงจัง
         
          และประการสำคัญ ผู้บริหารโรงเรียนต้อง   ไม่เป็นเพียงนักบริหารมืออาชีพเท่านั้น   หากต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ชั้นยอด   สามารถระดมทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่ายิ่งในแต่ละชุมชนทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น บุคลากรของหน่วยงานราชการหน่วยงานเอกชนองค์กร และสถาบันทางสังคมต่าง ๆ รวมทั้งวัดและศาสนสถานทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่บิดามารดาหรือผู้ปกครองมาช่วยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่นักเรียนให้มากที่สุด   ด้วยวิธีการเช่นนี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้ ค้นคว้าและค้นพบความรู้ต่าง ๆ  จากสภาพแวดล้อมและธรรมชาติด้วยตนเอง    และจะช่วยให้นักเรียนภาคภูมิใจในชุมชนของตนเองเป็นการพัฒนานักเรียนให้มีทักษะชีวิตและหล่อหลอมให้นักเรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนตลอดไป

p-ed.jpg (1019 bytes)

b-bar.gif (2733 bytes)

memail.gif (2550 bytes)

Copyright & Copy : 2001 MOENet Thailand Service
พัฒนา และนำเสนอ  :  นายเดชา   สุพรรณทอง งานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218