![]()
มัณฑนา
ศังขะกฤษณ์
ที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ
การศึกษาภาคบังคับเป็นระดับการศึกษาที่จำเป็นที่สุดของคนไทย จึงต้องใช้คำว่า บังคับเขียนไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ และยังต้องมีกฎหมายลูกที่กำลังยกร่างกันอีก เพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่า ระดับใดเป็นการศึกษาภาคบังคับ และจะบังคับทั้งฝ่ายผู้จัดฝ่ายผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างไรนอกจากนั้นในการจัดการศึกษาต่อไปนี้ยังต้องจัดการเรียนรู้แบบที่เด็กมีความสำคัญสูงสุด ซึ่งต้องมีแนวทางการจัดที่หลากหลายตามความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของประเทศที่เป็นอยู่นี้ ฝ่ายผู้จัดจะให้บริการผู้เรียนได้ทั่วถึง และที่สำคัญจะจัดให้มีคุณภาพได้อย่างไร
กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยหลัก ในการจัดการศึกษาภาค บังคับสำหรับเด็กไทยโดยมีองค์กรอื่นร่วมจัดด้วยได้แก่เทศบาล กรุงเทพ มหานครและอื่น ๆเดิมการศึกษาระดับนี้กำหนดไว้เพียงหกปี ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ละปีรัฐบาลจัดสรรงบ ประมาณ เพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก โรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ไม่นับรวมโรงเรียนเอกชน) ตั้งกระจายอยู่ทุกตำบลทั่วประเทศ เพื่อ ให้บริการแก่เด็กในเขตชนบทซึ่งเป็นนักเรียนวัยการศึกษาภาคบังคับกลุ่ม ใหญ่ที่สุด โรงเรียนเหล่านี้รับผิดชอบจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ผู้เรียนไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงการศึกษาเพราะเป็นการจัดบริการแบบให้เปล่า แม้มีบางส่วนที่จัดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ ผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สูงขึ้น แต่รัฐบาลก็จัดงบประมาณชดเชยเงินบำรุงการศึกษาให้
นักเรียนกลุ่มนี้มีความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวันหลายรายการ แต่บิดามารดา หรือผู้ปกครองไม่สามารถจัดหาให้ได้ เพราะส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ และสังคม อาศัยอยู่ในชุมชนที่ขาดความพร้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ เพื่อจัดสรรได้เพียงบางรายการ อาทิ นักเรียนระดับประถมศึกษาได้รับ เป็นค่าแบบเรียนค่าสมุด-ดินสอ ค่าเครื่องแบบนักเรียนค่าอาหารเสริม (นม) ค่าอาหารกลางวันค่าพาหนะให้นักเรียนที่เดินทางลำบากทุนการศึกษานักเรียนที่อยู่ห่างไกลและชายแดน การให้บริการสุขภาพค่าเวชภัณฑ ์ และผงฟลูออไรด์ รวมทั้งค่าเครื่องช่วยฟังสำหรับนักเรียนพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้รับ เป็นค่าแบบเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน เงินชดเชยบำรุงการศึกษา และการให้บริการสุขภาพ
แม้ว่าแต่ละปี รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเหล่านี้ ให้แก่ กระทรวงศึกษาธิการเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่ก็ยังไม่สามารถสนองความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้แก่นักเรียนได้ทุกรายการ ยิ่งไปกว่านั้น รายการต่าง ๆ ที่งบประมาณดังกล่าวจัดไว้ ก็ยังไม่สามารถให้นักเรียนได้ครบทุกคนทุกรายการ จึงเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาความขาดแคลนให้แก่ นักเรียนบางกลุ่มที่มีอยู่ในสังคมเท่านั้น และหากจะต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ เก้าปีแบบให้เปล่า อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ ก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542
ได้กำหนดให้ขยายการศึกษาภาคบังคับจากเดิม
หกปี เป็นเก้าปีไว้ในมาตรา
17
พร้อมทั้งกำหนดแนวการจัดการศึกษา
โดยเฉพาะการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ในมาตรา
24
ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการดังนั้น
นับแต่นี้ไปนักเรียนทุกคนจะต้องได้รับบริการทางการศึกษาโดย
1)ได้เรียนรู้เนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดตามความแตกต่างของแต่ละคน
2)
ได้ฝึกทักษะ กระบวนการคิด
การจัดการ
การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้ไปใช้เพื่อป้องกันและแก้ไข
ปัญหา
3)
ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้คิดเป็น
ทำเป็น
รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
4)
ได้เรียนรู้โดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง
ๆ
อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม
ค่านิยมที่ดีงามและ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
5)
ได้เรียนรู้โดยผู้สอนจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม
สื่อการเรียน
และอำนวยความสะดวกเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
และมีความรอบรู้
รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
ทั้งนี้
ผู้สอนและนักเรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อม
กันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง
ๆ
6)
ได้เรียนรู้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่
โดยมีการประสานความ
ร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม
ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ
ได้กำหนดไว้ในมาตรา 58
ให้มีการระดมทรัพยากร
และการลงทุน
เพื่อใช้จัดการศึกษาทั้งจากรัฐ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
บุคคล ครอบครัว ชุมชน
องค์กรชุมชน เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กร
วิชาชีพสถาบันศาสนา
สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น
และต่างประเทศด้วย
เนื่องจากตระหนักถึงปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐจึงจำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้ามามีส่วนร่วม
อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น
เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดบริการทางการศึกษาได้ตามภารกิจที่กฎหมายกำหนด
จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการบริหารจัดการ
เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โปร่งใส ตรวจสอบได้
พร้อมทั้งต้องจัดทำระบบ
ข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณสนองความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นของนักเรียน
ได้ตามเกณฑ์ความเพียงพอ
ความเสมอภาคและความยุติธรรม
อีกทั้งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ
การเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในชุมชน
เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการโรงเรียน
โดยเฉพาะการร่วมวางแผน ตัดสินใจ
และตรวจสอบการบริหารจัดการงบประมาณ
อย่างจริงจัง
และประการสำคัญ
ผู้บริหารโรงเรียนต้อง
ไม่เป็นเพียงนักบริหารมืออาชีพเท่านั้น
หากต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ชั้นยอด
สามารถระดมทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่ายิ่งในแต่ละชุมชนทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น
บุคลากรของหน่วยงานราชการหน่วยงานเอกชนองค์กร
และสถาบันทางสังคมต่าง ๆ
รวมทั้งวัดและศาสนสถานทุกแห่ง
ไม่เว้นแม้แต่บิดามารดาหรือผู้ปกครองมาช่วยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่นักเรียนให้มากที่สุด
ด้วยวิธีการเช่นนี้
นักเรียนจะได้เรียนรู้
ค้นคว้าและค้นพบความรู้ต่าง ๆ
จากสภาพแวดล้อมและธรรมชาติด้วยตนเอง
และจะช่วยให้นักเรียนภาคภูมิใจในชุมชนของตนเองเป็นการพัฒนานักเรียนให้มีทักษะชีวิตและหล่อหลอมให้นักเรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนตลอดไป
Copyright & Copy
: 2001 MOENet Thailand Service
พัฒนา และนำเสนอ : นายเดชา
สุพรรณทอง งานจัดการฐานข้อมูล
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644 โทรสาร 281-8218