ล้วงลึก"ปอเนาะ"
คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์มติชน
ฉบับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๗
ตั้งแต่เกิดเหตุ ๔ มกราคมเป็นต้นมา ดิฉันใช้เวลาส่วนมากไปกับการชี้แจงให้หลายๆ
หน่วยงาน เข้าใจว่าปอเนาะ คืออะไร โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามคืออะไร
นักเรียนที่เรียนอยู่เขาเรียนอะไรกันหลายๆ หน่วยงานไม่เข้าใจว่าปอเนอะไรกัน
แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่บางคนพูดถึงดิฉันก็ว่าไม่เข้าใจ
เราต้องแยกส่วนนี้ให้ออกว่าโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามนั้น
ถึงแม้ว่าแต่เดิมจะเรียกว่า ปอเนาะ แต่เขาก็สอนหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)
แต่ในขณะเดียวกันโดยวิถีของมุสลิมจะต้องเรียนศาสนาควบคู่กันไปด้วย
จึงต้องเรียนทั้งสองหลักสูตร คือเรียนทั้งศาสนาและวิชาสามัญ
ถามว่าหลักสูตรศาสนามีไหม มี ใครร่าง ส่วนกลางร่างให้เขาหรือเปล่า เปล่า
เรามีศึกษานิเทศก์ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กับสมาคมโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเป็นผู้ร่างหลักสูตรให้เรียนกัน
เด็กเหล่านี้เรียนสองหลักสูตร ถามว่าทำไม
โรงเรียนมัธยมของรัฐบาลจึงมีเด็กเข้าไปเรียนน้อย ก็เพราะว่าเขาต้องการเรียนศาสนา
ซึ่งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจัดการศึกษาที่ถูกต้องตามความต้องการของวิถีชีวิตชาวบ้าน
เขาจึงเข้ามาเรียนกันเยอะ มีจำนวนนักเรียนที่กำลังเรียนปัจจุบันอยู่เกือบแสนคน
มากกว่าโรงเรียนมัธยมของรัฐบาล หลายๆ
หน่วยงานไม่เข้าใจการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกันกับครู
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ไม่เข้าใจ ภาคราชการ
บังเอิญหน่วยงานของรัฐที่เข้าไปดูก็อยู่คนละหน่วยงานอีก
การศึกษาเอกชนก็อยู่ในส่วนของการศึกษาเอกชนกรมที่ดูแลโรงเรียนมัธยมก็อยู่ในส่วนภาคราชการ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาคราชการมักจะต่างคนต่างทำ
เวลามีอะไรไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่ค่อยได้ทราบกัน
ต่างคนต่างจะนึกถึงงบประมาณในกระเป๋าของตัวเองว่าตัวเองมีเงินแค่นี้
จะทำของภาครัฐแค่นี้ ในส่วนเอกชนมีเงินแค่นี้
ฉะนั้นความเหลื่อมล้ำจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ทำให้เขาคิดว่าทำไมเขาทำหน้าที่เหมือนกัน
ทำไมเขาจึงไม่ได้สิทธิเท่าเทียมกับคนคนนั้นที่ได้อย่างนั้นอย่างนี้
เคยมีการประชุมในภาครัฐครั้งหนึ่ง
จำได้ว่าบรรดาครูของรัฐเรียกร้องเงิน ๒,๕๐๐ บาท ที่เป็นเงินค่าครองชีพ
ครูโรงเรียนเอกชนเข้ามาถามดิฉันว่า ทำหน้าที่เหมือนกัน ทำไมเขาเรียกร้องไม่จบเสียที
เรียกร้องตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ เพราะฉะนั้นเขาออกจากห้องประชุมดีกว่า
ท่านทราบไหมว่าเขาเงินเดือนเท่าไหร่ ขณะนี้ครูบางคนเงินเดือนแค่ ๕-๖ พันเท่านั้นเอง
ถามว่าทำไม ก็เพราะโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้เก็บเงินค่าธรรมเนียมการเรียน หลายๆ
ท่านคิดว่าเขาเป็นโรงเรียนเอกชนเก็บเงินจากผู้เรียนได้
แต่ความจริงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามไม่ได้เก็บเงิน
โรงเรียนรัฐบาลแต่ก่อนเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษา เดี๋ยวนี้ไม่มี
อาศัยเงินหนุนจากภาครัฐ ซึ่งภาครัฐ
อุดหนุนให้แต่เพียงค่าใช้จ่ายรายหัวที่เรียนในโรงเรียนสามัญเท่านั้น
เด็กในกรุงเทพฯ ได้รับเงินอุดหนุนเท่าไหร่
เด็กในสามจังหวัดภาคใต้ก็ได้รับเงินหนุนเท่ากัน
แต่เม็ดเงินที่ได้รับอุดหนุนก้อนนี้เขาเอาไปจ่ายเป็นเงินเดือนครูทั้งครูสอนศาสนาและสายสามัญ
ยกตัวอย่างโรงเรียนของเรามีครู ๕๐ คน มีนักเรียนเท่ากัน
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจะมีครูสอนสองเท่า
เพราะฉะนั้นเขาต้องนำเงินไปจ่ายในอัตราที่ไม่สามารถจะเหมือนกับคนอื่นๆ ได้
โดยเฉพาะครูสอนศาสนา ระเบียบกำหนดไว้เลยว่าใครมาสอนศาสนา
ถ้าสอนชั้นต้นจะต้องมีวุฒิศาสนาชั้นสูงกว่านั้นหนึ่งขั้น เขาก็ไม่ได้เรียนสูง
บางคนได้เงินเดือนแค่สามสี่พันบาท
ฉะนั้นเกิดความเปรียบเทียบในตัวของมันเองในโรงเรียนของตัวเองมีว่า
ทำไมฉันถึงไม่ได้เงินเดือนเท่ากับครูสอนสายสามัญ
เมื่อไปประชุมสัมมนาครั้งใดก็เจอพวกโรงเรียนรัฐบาลที่ได้เงินเดือนสูง
แล้วยังเรียกร้องอย่างนั้นอย่างนี้อีก จึงเกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก
เขามาพูดกับดิฉันบ่อยๆ เหมือนกันว่าทำไมต้องเรียกอย่างนั้นอย่างนี้
ดูแล้วพวกเขาทำงานหนักมากกว่าอีก ตรงนี้อยากให้เข้ามาศึกษากันลึกๆ
แม้บางคนจะอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน ใกล้ชิดกัน
แต่ความลึกซึ้งกับบทบาทของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามคิดว่ายังไม่เข้าใจกัน
ทำงานคนละหน้าที่เข้ามาทำความเข้าใจ โดยเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
อย่างโรงเรียนในสามจังหวัดภาคใต้
ถ้าเราจะพิจารณาให้เงินอุดหนุนในอัตราเดียวกันได้ไหม
มาถึงวันนี้ดิฉันเห็นว่าหลายคนอาจจะคิดว่าน่าจะมาพิจารณาให้เงินอุดหนุนกันใหม่
แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ขอโทษที่ไม่มีใครบอก จะบอกว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว
เอาเปรียบ ดิฉันอยากให้ลงไปดูกันลึกๆ แล้วจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ความกดดันตรงนั้นเกิดขึ้นจากอะไร ความสูญเสียโอกาสต่างๆ เกิดจากอะไร
หลายคนไปเรียนจบปริญญาโท-เอก กลับมาโทษที เงินเดือนสี่พันบาท
ถามว่าจะเอาเงินส่วนนี้มาจากไหน โรงเรียนบอกไม่มีเพราะได้เงินอุดหนุนมาเท่านี้
เก็บเงินจากชาวบ้านไม่ได้ ค่าเล่าเรียนไม่มี
ตรงนี้เป็นนโยบายที่หลายหน่วยงานต้องมาระดมความคิดช่วยกันด้วยว่าเราจะช่วยกันได้อย่างไร
จะยกฐานะคนเหล่านี้ให้สูงขึ้นได้อย่างไรเพราะทำหน้าที่ในการสอนคนไทยเหมือนกัน
เด็กที่อยู่ในสถานศึกษาปอเนาะ
หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเขาเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยม ม.1
ขึ้นไปจึงจะมาเรียน เราต้องสร้างความเข้มแข็งในระดับประถม ๖ ปี
หรืออีกสองปีในระดับอนุบาล สร้างรากฐานของความเป็นไทยให้เกิดตอนนั้น
อย่าปล่อยให้มันสายไป จนเขามาถึงระดับมัธยม
แล้วมาบอกว่าโรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้เขาเป็นคนไทย
มันเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กๆ แล้วทำอย่างไรจึงจะสร้างให้เขาร่วมใจกันในภาครัฐ
มิเช่นนั้นแล้วอีกไม่นานโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามจะขยายวงมาถึงระดับประถมและอนุบาล
ซึ่งจะทำให้แยกเด็กตั้งแต่เล็กๆ
ขณะนี้เขาเรียนประถมอยู่ด้วยกันทั้งเด็กมุสลิมและคนพุทธ
เป็นเพื่อนกัน แยกจากกันตอนเรียนมัธยม แต่อย่าให้เขามาขยายมากขึ้น
ตอนนี้เริ่มมีแล้ว ทั้งหมด ๕ โรง มีนักเรียนเป็นพันแล้ว เราอย่าให้เขาแยก
เราต้องศึกษาให้ลึกซึ้งว่าจะทำอะไรในระดับประถม
ทำอย่างไรเราจะสร้างปลูกฝังความรักชาติ และรักที่จะเรียนภาษาไทยตั้งแต่ชั้นประถม
ตรงนี้เกิดอะไรกันขึ้น ๖
ปีในระดับประถมไม่ได้สร้างความรักชาติให้แก่เด็กหรือจึงมาโทษว่าโรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามไม่ได้สอนอย่าลืมว่าเขาสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
๑
ตรงนี้เรียนเป็นข้อคิดว่ามาสร้างความเข้าใจร่วมกันมาแก้ปัญหาให้ถูกจุดส่วนนี้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
เข้าไปถึงปัญหาเราน่าจะทำได้
แหล่งข้อมูล/รวบรวม
เรียบเรียง :
นสพ.มติชน ฉบับวันที่ ๑๘
พฤศจิกายน ๒๕๔๗
ปรับปรุงข้อมูล : ๑๘
พฤศจิกายน ๒๕๔๗
พัฒนา และนำเสนอ
:
น.ส.นิภา แย้มวจี/จิฤมนต์
ผลมะเดื่อ
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สป. ศธ.
โทร. ๐๒-๒๘๑๙๘๐๙, ๖๒๘๕๖๔๓-๔ ต่อ ๔๑ โทรสาร ๐๒-๒๘๒๙๒๔๑